"ธรรมกาย-ธัมมชโย"ปัญหาระดับชาติ!!!"เปลวสีเงิน"ฟันฉับต้องใช้อำนาจพิเศษจัดการ หัวโล้น-หัวดำ หมดฤทธิ์ทำหัวหมอ ร้อยเล่ห์พันกะล่อน ขืนดึงดัน..จับ

Publish 2017-02-17 12:42:42



ต้องบอกว่า "ธรรมกาย-ธัมมชโย" เป็นปัญหาระดับชาติ!

"อำนาจปกติ" เอาไม่อยู่...........

ต้องถึงระดับนายกฯ ใช้อำนาจพิเศษ "ม.๔๔" ประกาศให้บริเวณวัดพระธรรมกาย ในพื้นที่ร่วม ๒,๐๐๐ ไร่

เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ!

"คนในห้ามออก-คนนอกห้ามเข้า" แล้วใช้กำลังทหาร-ตำรวจ-ดีเอสไอ นับพัน เข้าไปตรวจค้นภายในอาณาจักรจานบิน

เป็นแผนปฏิบัติการที่เรียกว่า "หมดจด-รวบรัด" ไร้ช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามแทงแยงกลับ ทั้งด้านกฎหมาย ด้านคณะสงฆ์ และด้านสิทธิมนุษยชน

เพราะการมาของ "กองกำลังรัฐ" ครั้งนี้

นอกจากไม่นำอาวุธใดๆ ติดตัวมาแล้ว ยังเป็นการมาแบบที่เรียกว่า

"มีพระนำหน้า"!

คือนิมนต์ "พระเทพรัตนสุธี" เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ในฐานะเจ้าพนักงาน และมีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมเข้าตรวจค้นด้วย

ส่วนทหาร เป็นเพียงหน่วยดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ภายนอก คอยกำกับหลังให้ทุกอย่างเป็นไปตามคำสั่ง ม.๔๔

"คนในห้ามออก-คนนอกห้ามเข้า" นั่นแหละ........

ไม่ว่าหัวโล้น-หัวดำ จะมาทำหัวหมอ ร้อยเล่ห์-พันกะล่อน เข้าๆ ออกๆ เหมือนอย่างที่เคยทำแต่ก่อน ไม่ได้เด็ดขาด

ขืนดึงดัน...จับ

ข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่ง ม.๔๔!

ใครจะโวยวายกะให้ดังถึงหูแนวร่วม เช่น พวกฮิวแมนไรต์วอตช์ ก็ไม่เป็นไร เพราะมีเจ้าหน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมมาดูให้เห็นกับตาด้วย

เท่าที่ผมสังเกต การที่รัฐบาลใช้ ม.๔๔ ควบคู่หมายค้นจากศาลครั้งนี้ เจตนา ไม่ได้อยู่ที่ตัวธัมมชโย

แต่อยู่ที่ต้องการทำให้ประจักษ์ว่า.........

"กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย" ใครจะอยู่เหนือไม่ได้ และใครจะเหิมเกริมตั้งกองกำลังรัฐซ้อนรัฐ ทำเป็น "ผีบุญ ๒" ก็ไม่ได้

และกฎหมายจะใช้ได้เฉพาะกับคนหงอ คนกระจอกงอกง่อย แต่กับคนมีอิทธิพล มีบารมี มีเงิน ที่แข็งขืน ไม่สามารถใช้ได้ ก็ไม่ได้

นี่...รัฐบาล จะยอมให้บ้านเมือง ๒ มาตรฐาน อย่างนี้ไม่ได้!



ดังนั้น..........

เมื่อความอีนุงตุงนัง ทั้งเรื่องสงฆ์-เรื่องฆราวาส และเรื่องแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช รัฐบาลค่อยๆ สะสางเข้ารอย-เข้าตะเข็บแล้ว

ก็ถึงวาระชำระ "ธรรมกาย-สมีโย" ละคราวนี้

เพราะประกอบด้วยกาล ประกอบด้วยความลงตัว ที่จะรวบรัดจัดการเรื่องราวเข้าสู่ระบบ-ระเบียบ ตามกระบวนการศาลและกระบวนการสงฆ์

นายกฯ ประยุทธ์จึงใช้ดาบอาญาสิทธิ์ ม.๔๔ เมื่อวานนี้ไง!

การใช้ดาบครั้งนี้ (๑๕ ก.พ.๖๐) ต้องเรียกว่า "ดาบปราบมารศาสนา" ก่อนที่จะปล่อยไว้โตใหญ่เป็น "พญามารหัวโล้น" สมคบกับ "พญามารหน้าเหลี่ยม"

ยึดทั้งศาสนจักรและอาณาจักร แล้วแบ่งกันครอง!

ก็ต้องเข้าใจกันไว้ด้วยว่า ก่อนๆ เข้าค้นตามหมายศาล ซึ่งมีกำหนดวัน-เวลาค้น แต่คราวนี้ นอกจากหมายศาล ยังมี ม.๔๔

ตราบที่คำสั่งตาม ม.๔๔ ยังไม่ยกเลิก ตำรวจ-ดีเอสไอ ปฏิบัติการจะกี่วัน-กี่คืน ได้ตลอด

นี่เห็นว่า จะค้นต่อเนื่อง ๑๐ วัน!

แล้วไม่มีการระดมสาวกมาอุดประตู มาสวดมนต์ล้านจบ เป็นเล่ห์ขัดขวาง-ต่อต้านการเข้าตรวจค้นเหมือนครั้งก่อนๆ หรือ?

ประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า ฝ่ายบ้านเมืองเขาใช้แผน "ยอมลอดหว่างขา รอจังหวะคว้าทีเดียวทั้งพวง"!

กับปฏิบัติการเมื่อวานครั้งเดียว แลกกับยอมให้ชาวบ้านด่าว่าไอ้แหยมาทั้งปี ถือว่า....คุ้ม

คือปัญหาธรรมกายนั้น........

ปล่อยทิ้งไว้จนโตใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบหนาเหมือนต้นฉำฉา การจะรวบรัดโค่นทีเดียว จะใช้กำลังหักหาญ ก็โค่นได้

แต่ความเสียหายและปัญหา อาจ "ขยายใหญ่-ปลายบาน"

การล่อให้ธรรมกายสำแดงธาตุแท้ ว่าเป็นวัด หรือเป็นแหล่งซ่องสุมด้วยกองกำลัง และเป็นแหล่งใช้ศาสนาหลอกลวงต้มตุ๋น ให้ค่อยๆ เปลือยตัวตนออกมาทีละนิด

ก็เหมือนค่อยๆ ริดกิ่ง-ริดก้าน ใบก็ค่อยโกร๋นลงไปเรื่อยๆ เหลือแต่ต้นกลางแดดโด่ๆ และพวกด้วงหนอนโล้นที่อาศัยเจาะไชกินเนื้อในลำต้น

ไปไหนก็อดตาย..........

จำเจาะไชอยู่ใต้สบงพระเดชพระคุณหลวงพ่อจอมลวงโลก คอยกะล่อนลวงสาวกที่งมงายไม่ยอมเงยหน้ามองหาความจริงให้เป็นแนวร่วมไปวันๆ

เอะอะอ้างชุมนุมสวดมนต์แสนจบ-ล้านจบ แถมสวดเรี่ยราด ยืนสวด นั่งสวดเป็นกำแพงมนุษย์ขัดขวางเจ้าหน้าที่เข้าไป

มือซ้ายถือบทสวด แต่มือขวาชูสมาร์ทโฟนถ่ายรูปตำรวจ-ทหาร สมุนคอยตะโกนพากย์หลอกให้ฟังนึกว่าจริง...........

"อย่าทำร้ายพระ...อย่าทำร้ายพระ...นั่นพระอย่าต่อย..อย่าต่อย"



ก็ไม่เห็นมีใครต่อยพระ

เห็นแต่หัวโล้น พรางหน้า-พรางตา เป็นกำแพงมนุษย์นั่นแหละ จะเป็นฝ่ายต่อย เบียดกระแทกเจ้าหน้าที่ ขัดขวางไม่ให้เข้าไป!

อันที่จริง พวกที่ห่มเหลือง คลุมหน้าคลุมหัว อ้างจะเข้าไปสวดมนต์ข้างในนั้น น่าจะตรวจใบสุทธิ ว่าเป็นพระวัดไหน พระจริง-พระปลอม ถ้าปลอมจับไปขังซะให้เข็ด

เจ้าเล่ห์ เป็นผู้มืดบอดในคราบผ้าเหลือง พวกนี้ ตกนรกหลายต่อสุดบรรยาย

ถ้าเป็นพระจริงๆ ต้องรู้ การเจริญพระพุทธมนต์นั้น ต้องอยู่ในกิริยาอาการสำรวม ประกอบด้วยกาล ด้วยสถานที่

การเจริญพระพุทธมนต์ โดยเฉพาะการสวดพระปริตร ก็เท่ากับการแสดงธรรม การที่พระภิกษุรูปใด-หมู่คณะใดจะแสดงธรรมนั้น

จะยืนแสดงธรรมไม่ได้ และจะแสดงธรรมโดยไม่มีผู้กล่าวอาราธนา คือไม่มีผู้นิมนต์ก็ไม่ได้

แต่นี่ หัวโล้นสาวกสมีโย บ้างเป็นถึงมหา-มะหอย ดีแต่พล่อยธรรม-พล่ามเล่ห์ลวง ระดมคนมา

ยืนสวด นั่งสวด อุดประตูสวด ใช้พระปริตร บทอันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ไปในทางไม่สุจริตทั้งกาย-วาจา-ใจ

ไม่ได้เป็นการแสดงธรรม ด้วยจิต "เข้าถึงธรรม" แต่อย่างใดเลย!

การตรวจค้นอาณาจักรจานบินนั้น รู้กันแต่แรก อย่าว่าจะเจอตัวสมีโยเลย แค่ปลอกตีนโต ก็ไม่มีอยู่ให้เจอ

แต่การไม่เจอ ถือว่าบรรลุเป้าหมาย มากกว่าเจอ!

เพราะแค่สามารถทะลวงปราการ ตั้งแต่ด่านแรกยันด่านสุดท้ายเข้าไปค้นได้ทุกที่ในอาณาจักรจานบิน ร่วม ๒,๐๐๐ ไร่

แสดงถึง............

ลัทธิธรรมกายและสมีโยเจ้าลัทธิ ถึงกาล "ล่มสลายแล้ว"!

เหมือนขับไล่ตัวเจ้าลัทธิเตลิดไป แล้วยึดอาณาจักรมาไว้ในปกครองได้สำเร็จ

ณ แผ่นดิน รัชกาลที่ ๑๐

เมื่อทรงสถาปนา "มหาสมณะอัมพโร" ขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราช" องค์ที่ ๒๐ เป็นพระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย เมื่อ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

แสงแห่งพระสัทธรรม จาก "สมเด็จพระสังฆราช" พระผู้เป็นเนื้อนาบุญประเสริฐทอแสงเจิดจ้า

ยังหมู่สงฆ์และหมู่ฆราวาส มิเว้นวางกระทั่งองค์ประมุขแห่งคริสต์-อิสลาม-พราหมณ์ ร่วมแผ่นดิน สมานฉันท์ น้อมสักการะ สาธุ..สาธุ..สาธุ

เป็นสัญญาณ ไทยสู่ "แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง" ทุกสิ่ง-ทุกอย่าง ที่ผิดที่-ผิดทางมานานช้า

กำลังค่อยๆ กลับเข้าสู่ที่-สู่ทางที่ "ถูกต้อง-ชอบธรรม" ตามครรลอง!

การที่ตำรวจ-ดีเอสไอ-พระผู้ปกครองสงฆ์ และสำนักพุทธฯ เข้าร่วมปฏิบัติการ เท่ากับว่า ทั้งทางคณะสงฆ์และทางโลก

มีความเห็นเป็นไป "ในทางเดียวกันแล้ว" กรณีธรรมกาย-ธัมมชโย!

เมื่อเป็นเช่นนี้............

ในสภาพ "วัดพระธรรมกาย" เป็นวัดในพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดย "คณะกรรมการมหาเถรสมาคม"

เมื่อ เจ้าอาวาส-ผู้รักษาการเจ้าอาวาส หลบหนีไป หรือถูกจับดำเนินคดีมีวัตรปฏิบัติไม่เหมาะสม อารามนั้น ขาดผู้ควบคุมดูแลทั้งพระ-ทั้งวัด

ทางเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี อันเป็นคณะสงฆ์ปกครอง จะได้สั่งการในขั้นแรก และเสนอเรื่องขึ้นไปตามลำดับชั้น จากเจ้าคณะจังหวัด สู่เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหนใหญ่

จนเรื่องถึงที่ประชุม "คณะกรรมการมหาเถรฯ" ในที่สุด เพื่อพิจารณาในเรื่องวัด และเรื่องการปกครอง

วัดพระธรรมกายจะเป็น "วัดมีเส้น" ไม่ขึ้นกับใคร เป็นเขตแดนพุทธพาณิชย์ "ขายบุญ-ขายสวรรค์" มีพฤติกรรม-พฤติการณ์มะลำ-มะเลือง แฝงการเมืองเป็นเบื้องหลังน่าสงสัย อย่างที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว

สิ่งที่บ้านเมืองและประชาชนต้องการ คือ "โอกาส" ในการชำระสะสางลัทธิธรรมกาย ให้เข้าระบบพุทธศาสนา

ตัวธัมมชโย นั่น ยังเป็นเป้าหมายรอง!

เป็นแค่ตัว "บุคคลกาฝาก" ไม่ใช่ตัวเนื้อแท้พระพุทธศาสนา เมื่อขจัดพ้นไปจากพวกศรัทธางมงาย

ก็เหมือนกำจัดกาฝาก สิ่งที่ต้องการ คือเนื้อที่ดำรง "ต้นไม้ใหญ่" จะได้สมบูรณ์

เมื่อหิ้วตีนหนีไป........

สภาพตอนนี้ ธัมมชโยไม่ต่างเณรคำ-ยันตระ อย่างดีก็ไปเป็น "กระสือลอยไส้" อยู่ที่ไหนซักแห่ง ในหมู่คนด้อยปัญญาที่บูชาผีสาง

ฝ่ายอาณาจักรแผ้วถาง-เคลียร์ทางนำร่อง อย่างนี้.......

ย่อมไม่เป็นที่ลำบากใจกับทางฝ่ายพุทธจักร คือ มหาเถรสมาคม ที่จะชำระสะสาง "ธรรมกาย-ธัมมชโย" ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย และตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในโอกาสต่อจากนี้

ปัญหาที่เห็นๆ คือว่า วัดพระธรรมกายและวัดสาขามากมายทั้งในและนอกประเทศ

รวมถึงที่ใช้คำว่า "สมบัติ-ที่ดิน-เงิน" วัดพระธรรมกายสุดคณานับ มูลค่าเป็นล้านล้านบาทนั้น

ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายสงฆ์ ต้องรีบชำระสาง แยกแยะ-ตรวจพิสูจน์ออกมาให้ชัดว่า มีอะไร-ตรงไหน-ที่ไหนบ้าง เป็นศาสนสมบัติ

และอะไร-ตรงไหน-ที่ไหนบ้าง สมีโยเล่นแร่แปรธาตุ เอาไปซุกไว้ในชื่อตัวเอง ชื่อคนอื่น ชื่อมูลนิธิ

เรื่องตัวสมีโย ในทางยาว จะเป็นปัญหาน้อยกว่าเรื่องสมบัติ ถ้าบริหาร-จัดการไม่รัดกุมแต่แรก จะยุ่งและยืดเยื้อ

อาจนำมาซึ่ง "ศึก" ไม่รู้จบ!

ธัมมชโย จะหนีไปไหน อยู่ในหรือหนีไปนอกแล้ว ผมไม่ค่อยสนใจ เรื่องการเข้าไปสะสางการปกครองในวัดพระธรรมกาย ผมสนใจตรงนี้

เพราะวัด "ตายไม่ได้"

ส่วนคน...ตอนนี้ธัมมชโยก็ ๗๐ กว่า แก่-อ่อนกันไม่กี่วันกับผม "ตายได้" เหมือนกันทั้งคู่

ฉะนั้น เอาปัญหาวัด-ปัญหาเนื้อพุทธธรรมกลับมาให้ตรงทางก่อน ถูกต้องที่สุด

 

เรียบเรียง noom



Suggess News

Recommend News