"สนธิญาณ - อ.แก้วสรร" ยกกำลังสอง !! ฟันธงยังไงก็เก็บภาษี "ทักษิณ" ได้ !!

Publish 2017-03-19 09:52:38



 

ยุคล : สวัสดี ครับท่านผู้ชม ต้อนรับเข้ามาในช่วงเวลาของรายการยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ สัปดาห์นี้เราพบเจอกันขอเปลี่ยนประเด็นกันสักหน่อย หลังจากที่สัปดาห์ที่ผ่านมาหรือว่าหนึ่งเดือนเต็มๆ ที่เราติดตามสถานการณ์ของพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับมีข่าวใหญ่และเป็นข่าวที่สลับซับซ้อน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางนั้นก็คือการเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตรจำนวน 12,000 ล้านบาทที่มีการระบุว่าจะขาดอายุความไปแล้วหรือไม่ จนกระทั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการประชุมกัน และล่าสุดระบุออกมาชัดเจนว่า กรมสรรพากรนั้นจะมีการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณให้ทันก่อนสิ้นเดือนนี้ หรือว่าวันที่ 31 มีนาคม วันนี้เราจึงมาในหัวข้อที่ว่าทรัพย์สินทักษิณคือสินทรัพย์ของประชาชนยังไงก็ต้องคืนแผ่นดิน ส่วนรายละเอียดทั้งหมดจะเป็นอย่างไรเราไปพบกับคุณสนธิญาณกันครับ สวัสดีครับคุณสนธิญาณครับ


สนธิญาณ : สวัสดีครับคุณยุคลครับสวัสดีครับท่านผู้ชมสปริงนิวส์และแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน


ยุคล : ก่อนเข้าเรื่องคุณทักษิณ กลับมาไทยเรื่องของธรรมกายกันสักหน่อยถ้าติดตามกันมา 4 ตอนวันนี้ไม่ได้มีตอนที่ 5 ก็คงต้องบอกกันซักหน่อยว่าคุณสนธิญาณทํานายสถานการณ์ค่อนข้างที่จะแม่นยำเพราะฉะนั้นต่อจากนี้ธรรมกายจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ


สนธิญาณ : สรุปเรื่องธรรมกาย 1 พระธัมมชโยหนีไปเรียบร้อยแล้วและต้องหนีไปต่างประเทศ แน่นอนไม่ได้อยู่ในประเทศ เพราะสิ่งที่พระธัมมชโยคิดตลอดมาก็คือ ความหลงว่าตัวเองจะเป็นผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ โดยมีลูกศิษย์ให้การสนับสนุนเพราะฉะนั้นถ้าอยู่ในเมืองไทยต่อไปในกระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้น 346 คดี และมีอีกที่จะติดตามมาทั้งตัวพระธัมมชโยเองและศิษย์ทั้งหลาย ทั้งพระและฆราวาส เพราะฉะนั้นหนีไปอยู่ต่างประเทศเพื่อคงความเชื่ออันเป็นความหลงของตัวเองในการที่จะคงลัทธิธรรมกายไว้ และจะเป็นลัทธิใหม่ที่จะไม่ขึ้นกับ พ.ร.บ.สงฆ์ไทย นี่เป็นประการแรกส่วนประการที่สองจับตาดูสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นนั่นก็คือ จะต้องมีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายจะเป็นเจ้าอาวาสที่ย้ายมาจากพระภายนอก หรือเป็นพระภายในที่อยู่ในวัดพระธรรมกายก็ตามแต่ แต่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพราะลูกศิษย์ใกล้ชิด ที่รักษาการดำเนินการอยู่นั้นเดินตามหลังพระธัมมชโย หลายท่านก็อาจจะสงสัยแล้วถ้าเอาพระในวัดพระธรรมกาย มาตั้งขึ้นเอง ศิษย์พระธัมมชโยเองขึ้นไม่หรอกครับ แต่ละสังคมแต่ละที่มีคนที่มีสิทธิ์ที่จะคิดแตกต่าง แต่เมื่อก่อนอาจจะพูดไม่ได้ทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นนายแพทย์มโนไม่มีข่าวสารจากธรรมกายไหลออกมาข้างนอกแสดงว่า มีพระและบรรดาลูกศิษย์ในวัดพระธรรมกายที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้มีอย่างแน่นอน ประการที่ 3 จะต้องจับตาองค์กรที่เคลื่อนไหวหนักหน่วงรุนแรงเงินมากมายไหลออกมาในการต่อต้านอำนาจรัฐ มูลนิธิธรรมกายและมูลนิธิทั้งหลายที่สังกัดอยู่แน่นอนครับถ้าเข้าข่ายภัยความมั่นคงหรือไม่หลังจากนั้นอาจจะพาไปสู่การร้องต่อศาลเพื่อหยุดมูลนิธิเหล่านี้ตัดเส้นทาง ของธรรมกายแบบขุดรากถอนโคนสุดท้ายก็คือระดับดังของลูกศิษย์ทั้งหลายที่เป็นรูปภาพเงินโดยเฉพาะศิษย์เอกอย่างเจ้าของแลนด์แอนด์เฮ้าส์อนันต์ อัศวโภคินและลูกสาวจะต้องมีที่มาของผลกรรมติดตามมาอย่างแน่นอนนี่เป็นคำพยากรณ์สำหรับอนาคตข้างหน้า


ยุคล : ไม่จบนะครับวิบากกรรมจะทยอยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


สนธิญาณ : ถูกต้องครับทั้งสิ้นทั้งปวงมาจากพระธัมมชโยไม่มอบตัว


ยุคล : ทีนี้เรามากันที่ประเด็นข่าวอีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีความสลับซับซ้อนมากเพราะฉะนั้นต้องใช้ความทำความเข้าใจค่อนข้างมากวันนี้ต้องพึ่งคุณสนธิญาณฟันธงให้หน่อยกรณีของการเรียกภาษีจากคุณทักษิณ 12,000 ล้านบาทและตั้งเป็นประเด็นที่ว่าทรัพย์สินทักษิณคือสินทรัพย์ของประชาชนยังไงก็ต้องคืนแผ่นดิน คือฟันธงไปแล้วว่ายังไงก็ต้องยึดคืนแผ่นดิน


สนธิญาณ : ถูกต้องครับเรื่องคุณทักษิณเป็นเรื่องที่ปวดหัวสูงสุดคราวหนึ่งที่ทำ แต่อย่าว่าผมที่ปวดหัวเลยนะคนที่ปวดหัวมากอีกคนก็คือ คุณทักษิณเองและคนในตระกูลชินวัตร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นโยกย้ายสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนหลีกเลี่ยงเพราะเรื่องผลประโยชน์ตัวเอง โยกกันจนตัวเองก็งง จึงกลายเป็นวัวพันหลักเป็นงูกินหาง และท้ายที่สุดตัวเองก็ต้องเจอกับผลการเรียนแบบนี้ ประเด็นแรกให้ชัดเจนว่าคุณทักษิณไม่ได้รวยมาจากความสามารถในการบริหารธุรกิจ แต่รวยมาจากการไปเอาสัมปทานของรัฐมาในราคาที่ไม่แพง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุนมาทำธุรกิจก็ได้กำไรเยอะเมื่อได้กำไรเยอะเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์มูลค่าในตลาดหลักทรัพย์ว่าสูงทรัพย์ฝรั่งและนักเล่นหุ้นทั้งหลายเห็นว่าบริษัทนี้มูลค่าดีจ่ายค่าตอบแทนรัฐนายน้อยรายได้เยอะ กำไรดี นี่เป็นประการแรก


ยุคล : รวยเพราะใช้เล่ห์เหลี่ยม อย่างนั้นหรือครับ


สนธิญาณ : ไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมแต่ใช้โอกาสแทคติกที่ตัวเองอยู่ในศูนย์กลางอำนาจเอาเปรียบรัฐ นั่นข้อแรกข้อที่ 2 ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหา ถัดมาก็คือการที่จะเข้าเล่นการเมือง รวยแล้วอยากเข้าเล่นการเมือง ได้เข้าเล่นการเมืองในปี พ.ศ. 2537 มาสังกัดพรรคพลังธรรมกับคุณ จำลอง ศรีเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศก็ติดใจหลังจากนั้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีของคุณบรรหาร ศิลปะอาชา แล้วตามด้วยกันมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมีการลดค่าเงินบาทและมีทักษิณคนเดียวที่ไม่กระทบกระเทือนชัดเจนเพราะรู้ข่าวล่วงหน้านี้ก็ทำให้รวยอีกในระหว่างที่นักธุรกิจคนอื่นจมลงไปทั้งประเทศนี่ใช้โอกาสทางการเมืองซึ่งเป็นปกติของทักษิณที่ทำแบบนี้หลังจากเข้ามาสู่การเมืองปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2542 กฎหมาย ป.ป.ช. จะออกมามีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและที่สำคัญห้ามเจ้าหน้าที่รัฐรวมความไปถึงนักการเมืองด้วยเป็นคู่สัญญาของรัฐรวมทั้งคู่สมรส กฎหมายนี้ออกมาทักษิณอยากเข้าการเมืองก็คิดว่าจะทำยังไงก็ไปดำเนินการโยกย้ายหุ้นที่ตัวเองมีอยู่ หลบออกไปโยกย้ายไปให้ใครก็โยกย้ายไปให้ลูก ก็ไม่เป็นไรเพราะฟังได้ยกย้ายไปให้บรรณพจน์ดามาพงศ์เป็นญาติคุณหญิงพจมาน ก็พอฟังได้อีกอันหนึ่งยกไปที่บริษัทแอมเพิลริช


ยุคล : เริ่มคุ้นชื่อแล้วนะครับ


สนธิญาณ : ชื่อนี้ที่เป็นปัญหาบริษัทแอมเพิลริช เป็นบริษัทที่จดทะเบียนที่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ซึ่งเป็นบริษัทถ้าไปจดที่นี่จะบอกว่าเกาะบริติชเวอร์จิ้นมีกฎเกณฑ์บอกว่า ไม่ให้บอกว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทนี้ ปิดบังอำพรางเป็นความลับเป็นสวรรค์ของพวกฟอกเงิน เป็นสวรรค์ของพวกที่จะเอาเงินไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคนดีๆ คนปกติทั่วไปเขาไม่ทำแต่นักธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งหลายที่จะเอาเปรียบประเทศชาติ ก็จะโยกไปโยกไปทำไมเพราะต้องการหลบในการที่จะไม่ให้เข้าเกณฑ์กฎหมายของ ปปช. ประการสุดท้าย ที่ทำให้ทักษิณหมดอำนาจลงไปไม่เป็นท่า ก็คือ การขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป เจตนาไม่ต้องการขายหุ้นชินคอร์ปแต่เจตนาต้องการขาย AIS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของชินคอร์ปเพราะว่าธุรกิจมือถือจะเป็น 3G 4G ไม่อยากจะลงทุนเพิ่มก็ขายไม่ได้ ไม่เช่นนั้นชินคอร์ปก็ต้องเสียภาษีเงินได้ 30% ขายชินคอร์ปดีกว่า แต่พอขายชินคอร์ป กลับพัลวันตัวเองถือหุ้นอยู่ แต่โอนออกไปแล้วโยกไปนั่นโยกมานี่เลยต้องมีการสลับซับซ้อน ในการโยกนั่นโยกนี่ นึกออกไหมครับการโยกกลายเป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นทีหลังทั้งสิ้นและนำพาไปสู่การถูกยึดทรัพย์


ยุคล : 46,000 ล้านบาทแล้วมาทำอะไรกับกรณีภาษีนี้อีก


สนธิญาณ : ก็ค้างคาอยู่อย่างไรเหรอครับ เพราะบริษัทแอมเพิลริช ที่โยกไป หุ้นราคา 1 บาทมาขายให้กับโอ๊ค พานทองแท้ กับเอม พินทองทา ในราคา 1 บาทและในราคาในตลาดตอนนั้น 49 บาทกำไรมหาศาล ถามว่าบริษัทแอมเพิลริชเป็นของใครทำไมถึงโง่นักของราคา 49 บาทขาย 1 บาทก็เป็นของทักษิณเองอย่างไรล่ะครับ


ยุคล : ของตัวเองที่ไปแอบจดไว้


สนธิญาณ : ถูกครับก็เป็นกระบวนการหลีกเลี่ยงภาษี โอ๊ครับโอนมาทันทีสองสามวัน เอามาขายต่อให้กับเทมาเส็ก ก็เห็นว่าคนปกติจะไม่ทำ นี่แหละครับ ปมประเด็นทั้งหลายเพราะเรียกเก็บภาษีโอ๊คกับเอมขึ้นศาลภาษีอากรกลาง ก็มีคำวินิจฉัยออกมาประเด็นอยู่ตรงนี้อยู่ตรงที่ว่าศาลตัดสินว่า ทรัพย์สินนี้เป็นของทักษิณกับคุณหญิงพจมาน เพราะฉะนั้นไม่ควรมาเก็บกับโอ๊คกับเอม กรมสรรพากรกับอัยการก็ดีเหลือเกินศาลตัดสินมาแล้วไม่อุทธรณ์ต่อคดีก็คาราคาซัง แทนที่กรมสรรพากรจะกลับไปเรียกจากทักษิณก็เฉยทั้งหมด แต่เรื่องนี้คุณยุคลสนธิญาณอธิบายโครงใหญ่ ใจความแล้วพอได้ทำการบ้านมานาน ก็ปวดหัว บอกแล้วว่าทักษิณก็ปวดหัวในเรื่องของตัวเองเหมือนกันแต่มีคนที่จะอธิบายได้ดีกว่าผมคนนี้ทักษิณรักมาก


ยุคล : หมายความว่าวันนี้จะมีแขกรับเชิญ


สนธิญาณ : ผมต้องเชิญคนนี้มาพูดแทนผมในวันนี้ ผมจะเป็นคนถามว่าคุณยุคลถาม ทักษิณรักมากคนนี้ รู้เรื่องทักษิณดี ชื่ออาจารย์จุดจุดจุด อยากรู้ให้ตามในเบรก 2 รับรองทักษิณหนาวถ้าเจอหน้าคนนี้


ยุคล : เอาล่ะครับเกริ่นมาซะขนาดนี้ ถ้าอยากรู้ว่าเป็นใครห้ามเปลี่ยนช่องไปไหน เดี๋ยวกลับมาตามกันต่อในยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ (เบรค) กลับเข้ามาในเบรกที่สองของยุคลถามตรงสนธิญาณฟันธงตอบ เบรคที่แล้วคุณสนธิญาณกันเอาไว้และดึงดูดมากๆอยากรู้ว่าคนที่คุณทักษิณรักคือใครที่จะมาแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นข่าว ภาษี 12000 ล้านบาทเพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปพบกับคนผู้นั้นกันเลยสวัสดีครับอาจารย์ครับ

 


 



สนธิญาณ : สวัสดีครับ
 
 
ยุคล : ก็อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือว่า คตส. ขึ้นในอดีตที่ผ่านมาเคยผ่านกระบวนการทำงานในคดีการยึดทรัพย์ 76000 ล้านบาทของคุณทักษิณและเข้าใจเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด

 
สนธิญาณ : ความสับสนทั้งหลายนะครับท่านผู้ชมที่เกิดขึ้นอะไรเป็นอย่างไรอาจารย์แก้วสรรเป็นคนทำรายละเอียดมากับมือลำดับความมีประเด็นมากมายที่ คตส. ทำ ทำแล้วประกอบไปด้วยพยานหลักฐานส่งไปให้กรมสรรพากรส่งไปให้หน่วยงานรัฐต่างๆ ที่มาถกเถียงกันเรียกว่าเป็นสิ่งที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำเท่านั้นอันนี้สำคัญ ยังมีอีกเยอะขึ้นค่าดำเนินการ ตามคตส. ว่าด้วยเอาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมความจริงทั้งหลายก็จะปรากฏมากกว่านั้น มาพูดคุยกับอาจารย์แก้วสรรเลยดีกว่า เรียนถามอาจารย์แบบนี้ว่าที่เถียงกันอยู่ตอนนี้ คตส. สรุปประเด็นเอาไว้ว่าอย่างไรเมื่อ สตง. ทำหนังสือมาถึงกรมสรรพากรบอกว่าคดีภาษีของทักษิณจะขาดอายุความแล้วสิ้นเดือนนี้ กรมสรรพากรวินิจฉัยแล้วบอกว่าเรียกไม่ได้จะเรียกได้อย่างไรเกินเลยระยะเวลาแล้ว จะเรียกมาไต่สวนตอบออกมาแบบนี้ก็เป็นกันทั้งประเทศเพราะเป็นกันทั้งประเทศ คุณวิษณุเครืองามรองนายกรัฐมนตรีก็เรียกประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปปง. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ข้อสรุปว่ายังจัดเก็บได้แต่ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นอย่างไรก็เอาเรื่องนี้นำเสนอ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. และนายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ต้องใช้มาตรา 44 เพราะหลายกระแสเสียงบอกว่าไม่ได้เรื่องนี้ตองใช้มาตรา 44 นายกบอกว่าไม่ต้อง ให้ใช้กฎหมายปกติ ก็ต้องกลับมาลำดับความเลยครับอาจารย์ว่าเป็นมาอย่างไรภาษีแอมเพลิลริชมาถึงโอ๊ค-เอม ก่อนหน้านั้นเป็นอย่างไรและจะจบลงอย่างไร
แก้วสรร : ก่อนอื่นต้องเคลียร์ข้อแรก หลายคนบอกว่า ยึดทรัพย์คุณทักษิณไปแล้วนี่ 46,000 ล้านบาท ก็จะเก็บภาษีอะไรอีกในเมื่อเอาเงินไปแล้วภาษีก็อยู่ในนั้น คืออย่างนี้ครับปีพ. ศ. 2549 เขายกล็อตภาษีชินคอร์ป ยกล็อตหุ้นชินคอร์ป 49 เปอร์เซ็นต์ให้เทมาเส็กไปหุ้นละ 49 บาท ซึ่งตรงนี้ถ้าพูดถึงการลงทุนและกำไร 46000 ล้านบาท เงินก้อนนี้ก็ถูกมองเป็น 2 มิติอันแรกก็คือ 1 บาทกระโดดมาเป็น 49 บาท ภายในเวลา

 
สนธิญาณ : 2 วัน
 

แก้วสรร : ไม่ครับ เขาขึ้นเป็นนายก ปี พ.ศ. 2544 แต่พอห้าปีให้หลังหุ้นบาทเดียวขึ้นเป็น 49 บาท ตรงนี้เรามีหลักฐานว่ามีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจโดยมิชอบ นายกรัฐมนตรีเชื่อได้ว่ายังถือหุ้นชินคอร์ปนี้อยู่ ท่านผู้ชมในช่วงนั้นท่านจ่าย AIS 1 บาท คุณทักษิณได้สลึงนึง เขาเป็นเจ้าของใหญ่ เพราะฉะนั้นในการที่เอาอำนาจรัฐไปปรนเปรอกับธุรกิจของนายก จนกระทั่งมูลค่าขึ้นมา มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นก็เดินคดีเพื่อจะยึดส่วนนี้ จริงๆเสนอให้ยึดหมดด้วยซ้ำไป หยุดทั้งก้อนทั้งเจ็ดหมื่นสามเลยแต่ศาลท่านกรุณาศาลท่านบอกว่าเอาเฉพาะส่วนที่หลังเป็นนายกแล้วกัน มูลค่าช่วงนี้มีการสร้างโดยมิชอบก็เลยให้ศาลยึดไป ก็ 46,000 ล้านบาท ก็เรียบร้อยก็เข้าหลวงหมด แล้วคตส. ไม่ได้สินบนไม่ได้อะไรทั้งสิ้นเคลียร์ในส่วนนี้ด้วย ในขณะเดียวกันจำนวนเงิน 46000 ล้านบาท ถ้ามองในแง่ลงทุน-กำไรเงินตัวนี้เป็นเงินได้ในทางภาษี ถ้าเผื่อเป็นเงินยึดทรัพย์เรายึดได้เฉพาะทรัพย์สินที่ขาย เฉพาะที่ได้จากการขายหุ้น แต่ถ้าเป็นเงินภาษีเป็นหนี้ทางแพ่งกับรัฐ จะยึดเงินขายหุ้นก็ได้ จะยึดบ้านก็ได้ ยึดรถไปขายก็ได้ เป็นคนละอย่างคนละเรื่อง หลักการยึดทรัพย์ก็เหมือนเป็นการลงโทษ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเงินได้ เราต้องเรียกเก็บภาษีซึ่งก้อนนี้ 46000 ล้านบาทที่เป็นกำไร พอมาดูในตอนขายเทมาเส็ก ในปี พ.ศ.2549 ปรากฏว่าจำนวนหนึ่งประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ขายโดยบุคคลธรรมดา โดยที่มีชื่อที่เป็นบุคคลธรรมดามีคนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, คุณโอ๊ค พานทองแท้, คุณเอม พินทองทา, คุณบรรณพจน์ ดามาพงศ์ การที่บุคคลธรรมดาขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เขาจะกำไรเท่าไหร่เราไปยุ่งเขาไม่ได้ แต่ปรากฏว่ามีอยู่ก้อนนึงขายก่อนหน้าที่วันขายวันเดียวเป็นของนิติบุคคลชื่อบริษัทถ้าแปลเป็นไทยแปลว่าบริษัทรวยชิบหาย แอมเพิล(ample) แปลว่ามากมาย ริช(rich) แปลว่าร่ำรวย แอมเพิลริช(ample rich) แปลว่าบริษัทรวยชิบหาย ก่อนวันขายเดิมที 11 เปอร์เซ็นต์เป็นของบริษัทแอมเพิลริชสิ้นค้าแอมเพิลริชขายตรงให้กับเทมาเส็กเลยเป็นการขายในตลาดก็จะโดนภาษีระหว่าง 2,600 ถึง 5,600 ล้านบาท แล้วเราจะบอกว่าเขาเป็นฝรั่งหรือหัวดำแท้ถ้าเราบอกว่าเป็นบริษัทต่างประเทศ โดน 2,600 ล้านบาทแต่ถ้าบอกเป็นบริษัทต่างประเทศแต่ต้องเสียในไทยจะโดน 5,600 ล้านบาท แต่เขาไม่ยอมเสีย ทำยังไงจะไม่เสีย เขาก็บอกว่ากฎหมายถ้าขายโดยบุคคลธรรมดาในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียใหญ่กว่านั้นเลยเขาก็ให้แอมเพิลริชขายหุ้นให้กับคุณโอ๊คคุณเอม แต่หุ้นขนาดนั้นราคา 49 บาท ถ้าเขาขายให้ 49 บาท เขาซื้อแอมเพิลริชมาจากคุณทักษิณหนึ่งบาท อย่างกระนั้นเลยผมขายบาทเดียว เขาบอกว่าผมซื้อมาบาทผมขายให้บาทเดียว ผมไม่มีกำไร
 

สนธิญาณ : ใจดีมาก
 

แก้วสรร : แล้วขณะเดียวกัน
 

สนธิญาณ : ใครคิดทำธุรกิจมาได้ไม่รู้ตั้งกี่พันล้านบาท
 

แก้วสรร  : วันรุ่งขึ้น คุณโอ๊คคุณเอมซื้อมาบาทเดียวเอาไปขาย 49 บาท ตรงนี้เอากำไรไป หมื่นห้าพันกว่าล้านบาท 
 

สนธิญาณ : คนปกติเขาจะทำกันไหม
 

แก้วสรร : ก้อนนี้ เพราะฉะนั้นเรา คตส. ก็ตั้งคำถามว่ากฎหมายไทยเราหมูอย่างนั้นหรือ ก็เลยตามชาร์ตที่ 2 จะเห็นเลยว่าถ้าเขาทำตรงไปตรงมาเขาจะเสียประมาณ 2,600 บาทถึง 5,600 ล้านบาท แล้วเขาก็ฝันว่าเอาโอ๊คเอาเอมมาซื้อวันรุ่งขึ้นขายในตลาดไม่ต้องเสียเลยเขาเข้าใจว่าอย่างนั้น ทีนี้ปรากฏว่า คตส. พลิกกฎหมายไล่ทั้งหมดก็พบว่ากฎหมายไทยเราไม่ได้ล้าหลังอย่างนั้นที่จะมาหลอกกันง่ายๆแบบนั้น ก็เลยเห็นหลักกฎหมายปรากฏดังต่อไปนี้ก็ดูชาร์ตแผ่นที่ 3 มีหลักข้อแรกก็คือว่า ของราคา 49 บาท คุณโอ๊ค-คุณเอมมีชื่อเป็นกรรมการ คุณซื้อมาบาทเดียว กฎหมายสรรพยาการไทย กฎหมายรัษฎากรไทยบอกว่า ประโยชน์ที่ได้ลักษณะนี้ที่กรรมการหรือพนักงานของบริษัทได้จากบริษัทในลักษณะนี้ ได้ของถูกแบบนี้ ถือเป็นเงินได้เหมือนกับแจกโบนัส เราก็เลยบอกว่าโอเค คุณโอ๊ค-คุณเอมคุณต้องเสียภาษีส่วนนี้แน่นอนตอนคุณขายให้ตลาดหลักทรัพย์คุณหลุด แต่ตอนคุณเป็นผู้ซื้อจากบริษัทนี้ของ 49 บาทคุณซื้อบาทเดียว แล้วคุณเป็นกรรมการต้องถือว่าเป็นเงินได้เพราะฉะนั้นตรงนี้ คตส. ก็บอกว่าคุณต้องเสียภาษีก้อนนี้ เขามีเงินได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ภาษีส่วนนี้ถ้าต้องเสียก็โดนประมาณ 5,000 ล้านบาท เอาล่ะคุณต้องเสียก็ดีนะ ห้าพันล้านแล้วถ้าเรียกมาแล้วยังไม่เสียอีกก็เบิ้ลอีก 2 เท่า ปรับอีกก็บอกโอเค บออกสรรพากรไปจัดการเสีย
 

สนธิญาณ : แล้วสรรพากรว่าอย่างไรครับ
 

แก้วสรร : สรรพากรก็เถียงกัน แต่เนื่องจากทาง คตส.มีกฎหมายบอกว่าสั่งได้ให้ประเมินภาษี สรรพากรในที่สุดก็ยอมตามก็เอาสำนวน คตส. ออกหมายเรียกและประเมินและฟ้องไปที่ศาล อันนี้ก็เป็นอีกสายหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่าตรงนี้เมื่อฟ้องไปแล้วในระหว่างที่อยู่ในศาล ศาลฎีกาคดีอาญายึดทรัพย์ พิพากษาว่าฟังแล้วหุ้นนี้เป็นของเจ้าของที่แท้จริงของแอมเพิลริชจริงๆ คือทักษิณ คุณหญิงพจมาน ฉะนั้นลิสต์ไป 4,600 ล้านบาท ศาลฎีกาในคดีภาษีก็เลยบอกว่าศาลนู้นตัดสินให้เป็นของคุณทักษิณแล้ว แล้วสรรพากรมาเรียกจากโอ๊ค-เอมไม่น่าจะใช่นะ ศาลชั้นต้นในภาษีอากรก็เลยพิพากษาว่าให้เป็นของคุณทักษิณ เพราะว่าศาลฎีกาตัดสินแล้วว่าเป็นของทักษิณ จะมาเรียกจากโอ๊ค-เอมไม่ได้ ตรงนี้โอเคก็ถูกหรือผิดก็อีกเรื่องหนึ่ง
 

สนธิญาณ : แล้วกรมสรรพากรทำอย่างไรต่อไปครับ
 

แก้วสรร : อันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลแต่ไม่เป็นไร ตอนนั้นระยะเวลาเหลืออีกหนึ่งปี เพราะว่าภาษีเมื่อคุณทักษิณ คุณโอ๊ค-คุณเอมทั้งปวงเขาเลี่ยงบัญชีเสียภาษีประจำปี เพราะฉะนั้นระยะเวลาที่จะออกหมายเรียก เมื่อคนเขามายื่นเสียภาษีกฎหมายของคุณต้องเร่งรัดภายใน 5 ปี ปรากฏว่าตอนศาลตัดสินเสียภาษีเหลือเวลาอีก 1 ปี แทนที่สรรพากรจะไปหันไปเรียกทักษิณออกกฎหมายเรียกไปยังคุณทักษิณก็ไม่ทำ ทั้งอัยการทั้งสรรพากรทั้งเขตอะไรต่างๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ต้องอุทธรณ์ศาลตัดสินถูกแล้ว แต่พอตัวเลขทักษิณก็ปล่อยกันเลยจนครบ 5 ปี มาวันนี้กำลังจะครบ 10 ปี ทาง สตง. ก็เลยบอกว่าจะขาดอายุความนะ ทางสรรพากรก็บอกมาบอกว่าไม่ขาดอายุความก็จริงแต่ขาดอายุที่จะออกหมายเรียก นี่ก็มีพวกยูเรก้าออกมาไปบอกคุณวิษณุ เครืองาม ก็เข้าประชุมกันก็เกิดยูเรก้า ไชโยขึ้นมาบอกว่าคิดออกแล้วให้ถือว่าการออกหมายเรียกคุณโอ๊คคุณเอม มีค่าเท่ากับออกหมายเรียกทักษิณเพราะว่าต้องถือเป็นตัวตายตัวแทนกันก็ได้ข่าวว่าจะเดินทางนี้
 

สนธิญาณ : ผมข้องใจอยู่กระเด็นนึงครับ ศาลชั้นต้น ภาษีอากรพิพากษาว่าเก็บภาษีโอ๊คเอมไม่ได้ แต่หน้าที่ของอัยการกับกรมสรรพากรมีหน้าที่จะต้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ยื่นอุทธรณ์แบบนี้ต้องสอบย้อนหลังไหมครับ
 

แก้วสรร : ก็ต้องสอบ
 

สนธิญาณ : อาจารย์แก้วสรรบอกต้องสอบนะครับอันนี้ก็ต้องฝากไปถึง คสช.และท่านพลเอกประยุทธ์
 

แก้วสรร : เพราะในทางกฎหมาย กับเรื่องการยึดทรัพย์กับเรื่องภาษีเป็นคนละเรื่อง การยึดทรัพย์เราดูว่าหุ้นตัวจริงคือของใครปรากฏว่าเป็นของนายกก็โอเคก็ต้องยึดแต่ในทางประมวลรัษฎากรเขาดูผู้มีชื่อหุ้นตัวจริงเป็นของใครเขาไม่สนใจในเมื่อผู้มีชื่อมีเงินได้คือโอ๊ค-เอม เขาก็ต้องเรียกพี่โอ๊ค-เอม ข้อนี้ คตส.ก็เถียงกัน ว่าเอาทีเดียวเอาทั้งยึดทรัพย์ด้วยทั้งภาษีด้วยเขาไม่ว่าเอาหรือ ก็บอกว่าไม่ใช่ทางหลักทางภาษีต้องเรียกจากผู้มีชื่อหลักลงโทษการยึดทรัพย์ต้องเอาตัวจริง
 

สนธิญาณ : พูดง่ายๆคือเอาตามกฎหมาย
 

แก้วสรร : ซึ่งทีนี้ศาลฎีกาเองในคดียึดทรัพย์ก็พูดอย่างนี้ ว่าฎีกาเรื่องนึงนะ ยึดทรัพย์อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องรัษฎากรอีกเรื่องหนึ่งจะมาบอกว่าโดนรังแกคิดเงิน 2 เด้งไม่ได้
 

สนธิญาณ : ประเด็นที่ได้หนึ่งปรากฏข้อเท็จจริงประการหนึ่งออกมาว่าอัยการ และกรมสรรพากรไม่อุทธรณ์ส่วนจะสอบไม่สอบ คสช. และพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาไปพิจารณา
 

แก้วสรร :  ข้อที่ 2 เมื่อไม่อุทธรณ์แล้วศาลบอกให้ไปเรียกจากทักษิณก็ยังไม่เรียกจากทักษิณ
 

สนธิญาณ : ประการที่ 3 หากดำเนินการต่อไปควรเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองมาเป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไปช่วงนี้เอาอย่างนี้ก่อน
 

ยุคล : การดำเนินการเดี๋ยวจะสามารถติดตามเพื่อทวงคืนภาษีของแผ่นดินได้หรือไม่เดี๋ยวเรามาตามต่อกันในเบรคหน้าช่วงนี้ พักกันสักครู่ (เบรค) กลับเข้ามายังเบรคสุดท้าย เบรคที่แล้วอาจารย์แก้วสรรได้สรุปเรื่องราวให้เราเข้าใจอย่างง่ายๆ เกี่ยวกับที่มาที่ไปง่ายๆของเรื่อง พร้อมกับขึ้นชาร์ตให้คุณผู้ชมและผมได้เห็นและทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อย เดี๋ยวไปถามทัศนะของคุณสนธิญาณกันต่อว่า จากสิ่งที่อาจารย์แก้วสรรขมวดปมมานั้น คุณสนธิญาณอย่างเพิ่มเติมอะไร

 

 



สนธิญาณ : ผมคิดว่าชัดเจนที่สุดแล้วนะครับในสิ่งที่อาจารย์แก้วสรรขมวด แต่เอาให้ชัดในแง่ของความเป็นมาอีกนิด จะได้ชัดเจนว่าที่เป็นแบบนี้คือแต่แรกเริ่มเดิมที เมื่อทักษิณเข้ามาเล่นการเมืองและต้องการถ่ายเทหุ้น คนที่ถือหุ้นอยู่มีอยู่ 3 คน คือ ทักษิณ พจมาน บรรณพจน์ นี่ครั้งแรกเลยนะครับ ถือหุ้นรวมกัน 74 ล้านหุ้น ต่อมาเป็นประเด็นที่ต้องยึดทรัพย์ เพราะบริษัทชินคอร์ปไปเพิ่มทุนขึ้นจากหุ้นราคา 1 บาท ที่อาจารย์แก้วสรรอธิบาย เป็นราคา 15 บาท แล้วเพิ่มทุนเพิ่มอีกเท่าตัวทำให้คุณทักษิณ คุณพจมาน คุณบรรณพจน์ จากที่ถือหุ้นอยู่ 74 ล้านหุ้น เป็นถือหุ้น 135 ล้านหุ้น เป็น 48 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ล่ะครับเมื่อถึงเวลาจะต้องโอนจากที่บอกว่า 1 บาท เป็น 15 บาท แล้วเพิ่มเป็น 49 บาท เนื่องจากว่าเมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไปทำประโยชน์จากการฉ้อฉล 5 ประการด้วยกัน คือไปแปลงสัมปทานภาษีสรรพสามิต ปรับลดส่วนแบ่งรายได้อนุญาตให้ใช้เครือข่ายโรมมิ่ง ละเว้นในธุรกิจดาวเทียมในส่วนที่รัฐจะต้องเสีย และให้ประโยชน์กับเมียนมาคือ เอ็กซิมแบงก์ ด้วยการที่ไปทำให้ 5 อย่างนี้หุ้นชินคอร์ปก็ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็น 49 บาท และหลังจากนั้นก็โยกตามที่อาจารย์แก้วสรรว่า นี่ทำให้เม็ดเงินอธิบายให้ชัด ว่าเป็นส่วนเกินที่ทักษิณ ความหมายส่วนเกินคือทักษิณไปเอาเปรียบรัฐหรือโกงรัฐใน 5 ประการ ที่ผมลำดับความให้ฟัง

 

แก้วสรร : คืออย่างนี้นะครับ คดียึดทรัพย์เรียบร้อยไปแล้ว หน้าที่ของเราตอนนี้คือเรื่องภาษีว่ายึดทรัพย์ก็ยึดไป แต่ภาษีเป็นเงินได้ก็ต้องเก็บ ตอนนี้ที่เป็น คตส. ผมก็เรียนแล้วว่าอันแรก ภาษีเงินได้อันแรกที่เรามองคือที่ตกกับคุณโอ๊คคุณเอม ว่าไปซื้อของ 49 บาท ในราคาบาทเดียว ตรงนี้ภาษีตัวนี้ ปรากฏว่าศาลตัดสินฟ้องแล้ว ศาลตัดสินให้เรียกจากทักษิณ ทีนี้ทางราชการเองแทนที่จะอุทธรณ์ถ้าเห็นว่าถูกก็ไม่อุทธรณ์ ขณะเดียวกันถ้าเห็นว่าศาลถูกก็ยังไม่เรียกจากคุณทักษิณ จนกระทั่งคลาดเวลาไป ทีนี้คุณก็น่าจะถามผมว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ทำอะไรได้ไหม ที่คิดว่าจะอ้างว่าหมายเรียกที่ส่งให้โอ๊ค-เอม มีค่าเท่ากับส่งให้ทักษิณ เพราะฉะนั้นเรียกจากทักษิณได้ ยังไม่ขาดอายุประเมิน ซึ่งตรงนี้ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

 


เรียบเรียงโดย

นางสาวอัจจิมา วรรณโร : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News

Recommend News