ชัดไหมล่ะคราวนี้!!! “กองปราบ”ส่งไม้ต่อ “DSI”สอบคดีอาวุธ“โกตี๋”พบเป็นปืนทหารหายช่วงม็อบปี53 “ทบ.”แจงยิบหายเกือบ100รายการ???

Publish 2017-03-20 17:23:14



จากกรณีที่เจ้าหน้าทหาร ตำรวจ ฝ่ายความมั่นคงได้ร่วมกันตรวจยึดอาวุธสงครามของเครือข่าย นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดปทุมธานี อีกทั้งเมื่อมีการตรวจสอบก็พบถึงการข่าวมีการเตรียมอาวุธเพื่อลอบสังหารผู้นำประเทศ ทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เตรียมโอนย้ายสำนวนคดีดังกล่าวไปให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ดำเนินการต่อไป



       ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผู้บังคับการกองปราบปราม กล่าวว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารเพื่อขอโอนสำนวนคดีไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับคดีทางการเมือง ยืนยันว่าการตรวจค้นครั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงสืบสวนหาข้อมูลมาตั้งแต่ต้นช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดปฏิบัติการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมาก  ซึ่งเป็นเครือข่ายของโกตี๋ ได้วางแผนสะสมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดเพื่อเตรียมก่อเหตุความไม่สงบขึ้นหากเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมค้นยึดพื้นที่วัดพระธรรมกาย และยังมีแนวคิดลอบสังหารผู้นำประเทศในรัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. อีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลเป็นที่แน่ชัดและเชื่อได้ว่ามีการวางแผนลงมือกระทำความผิดจริง

         ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เตรียมโอนสำนวนคดีที่พบยุทธภัณฑ์สงคราม 9จุด7 จังหวัดซึ่งเป็นเครือข่ายของโกตี๋ ว่าถ้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าของกลางที่ตรวจพบเป็นของกลางที่หายไปจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 เป็นคดีที่ดีเอสไอ รับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้นดีเอสไอดำเนินคดีไปแต่ยังไม่ได้ของกลางคืน หากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโอนสำนวนคดีมายังดีเอสไอ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

 

       ด้านพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พื้นที่ จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่ของโกตี๋และพวกอยู่แล้ว มีการจัดตั้งกลุ่มคนและสะสมอาวุธ คนเหล่านี้นิยมความรุนแรง โดยเฉพาะปืนติดกล้องก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าไม่ได้ใช้ไปยิงนกแน่นอน แต่เป็นการนำไปใช้สำหรับยิงคนหรือลอบสังหารผู้นำ ซึ่งปืนบางกระบอกหายไปช่วงที่มีการชุมนุมและการปะทะเมื่อปี 2553 ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาโกตี๋พยายามเคลื่อนไหวและประกาศผ่านโลกโซเชียลตลอดว่าจะมีการลอบทำสังหารผู้นำประเทศ และอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลมาโดยตลอด ส่วนความเชื่อมโยงกับวัดพระธรรมกายเขาก็ช่วยวัดพระธรรมกายด้วยซ้ำ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งนั้น ถ้ามีการสืบสวนขยายผลไปถึงใครก็ต้องดำเนินการโดยไม่มีข้อยกเว้น



       อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และ คสช. ได้ออกมาเปิดเผยไว้ว่า กองทัพบกยังคงติดตามกรณีอาวุธ อุปกรณ์ และยานพาหนะของกองทัพบกถูกยึด และถูกทำลายให้เสียหายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการชุมนุมทางการเมือง ปี 53 ที่พบมีการใช้ความรุนแรงของมวลชนและแนวร่วมบางส่วนอย่างกว้างขวาง และมักจะกระทำกับ สถานที่ราชการ องค์กรอิสระ สถานที่สำคัญต่างๆ แม้กระทั้งวัด รวมถึงประชาชน และ เจ้าหน้าที่ อย่างกว้างขวางในหลายๆ พื้นที่  โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ที่เริ่มมีสัญญานความรุนแรงขั้นสูงถึงขั้น มีการบาดเจ็บเสียชีวิต ของ เจ้าหน้าที่ทหาร และประชาชน มีการยึดอาวุธ และยุทโธปกรณ์ไปจากเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่บ้าง ก็มีการทำลายให้อุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ได้รับความเสียหาย ซึ่งสัญญาณแนวโน้มความรุนแรงอื่นๆ ก็ดูจะเพิ่มระดับขึ้น เช่น มีการพยายามทำร้าย หรือคุกคามความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของบุคคลสำคัญ เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเข้าดำเนินการตามคำสั่งของรัฐบาลขณะนั้น

 

       ส่วนความเสียหายในส่วนของอาวุธและยุทโธปกรณ์ของเจ้าหน้าที่ทหาร พบว่ามีเฉพาะเมื่อ ปี 53 ที่มีทั้งถูกประทุษร้ายทำลายและถูกยึด 1.เหตุการณ์ที่ เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เมื่อ 10 เม.ย. 53 เวลากลางวัน มียอดปืนถูกยึด ประกอบด้วย ปืนเล็กยาวทราโวร์ จำนวน 12 กระบอก ภายหลังได้คืนมาจำนวน 10 กระบอก เมื่อ 25 พ.ย.55 คงเหลือ 2 กระบอก, ปืนลูกซองจำนวน 35 กระบอก ได้คืนมา 15 กระบอก เมื่อวันที่ 3 ม.ค.56 คงเหลืออีก 20 กระบอก เป็นอาวุธของกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 29 (ร.29 พัน.1) ของค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี

       นอกจากนี้ในช่วงเย็นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำลายยานพาหนะทหารบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเสียหายอีกหลายคัน และได้แจ้งความที่ สน.บางยี่ขัน ทั้งนี้เหตุการณ์ข้างต้นทั้งหมด พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์สรุปสำนวนส่งฟ้องศาลอาญา (รัชดา) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบพยานขอศาลอาญา  2.เหตุการณ์ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางคืน มีปืนถูกยึดประกอบด้วยปืนเล็กยาวทราโวร์ 13 กระบอก ได้คืน 3 กระบอก เหลืออีก 10 กระบอก (หน่วย ร.19 พัน.1)ของเป็นอาวุธของกองพันทหารราบที่1กรมทหารราบที่19 , ปืนลูกซอง3 กระบอก ยังไม่ได้คืน ของหน่วย ของกองพันทหารราบที่3กรมทหารราบที่19 (ร.19 พัน.3) ปืนเล็กยาวเอ็ม.16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก ยังไม่ได้คืน ของกองพันทหารม้า กรมทหารม้าที่19 (หน่วย ม.พัน.19) ทั้งหมดแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดี

 

       3.เหตุการณ์ที่ แถวบางขุนพรม เมื่อ10เม.ย.53) ปืนเล็กยาว.เอ็ม.16 เอ.2 จำนวน 4 กระบอก ยังไม่ได้รับคืน ของกองพันที่2ศูนย์การทหารราบ (ศร. พัน.2) แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 4. เหตุการณ์ที่หน้า รร.สตรีวิทยา เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางคืน มีปืนกลรุ่น59 จำนวน 6กระบอก , ปืนเล็กยาวเอ็ม.16 เอ.2จำนวน 5 กระบอก ได้คืน 1 กระบอกเหลือ 4 กระบอก ,ปืนรอสซี่ 3 กระบอก , ปืนพกสั้น .45 2 กระบอก เป็นอาวุธของหลายหน่วย แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง

       5.เหตุการณ์ที่หน้า รร.สตรีวิทยา เมื่อ 10 เม.ย.53 เวลากลางคืน มี รถสายพานลำเลียง 85 เสียหาย จำนวน 6คัน, รถยนต์ เสียหาย 3 คัน แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 6.เหตุการณ์ที่แยกมัฆวาน และ แยกเทวกรรม เมื่อ10เม.ย.53 เวลากลางวัน มีถูกยึดกระบองยิงกระสุนยาง 2 กระบอก ยังไม่ได้คืน , มีรถบรรทุก เอ็ม35.เสียหาย 2คัน,เสื้อเกราะหาย 2ตัว ยังไม่ได้คืน แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง 7.เหตุการณ์ที่ถนนตะนาว เมื่อ 10 เม.ย.53 เวลากลางวัน มีถูกยึดชุดควบคุมฝูงชน เครื่องมือสื่อสารทางทหาร และอุปกรณ์ของเสนารักษ์ รวมทั้งมีทำลายยานพาหนะอีกเป็นจำนวนมากแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม

 

       8.เหตุการณ์ที่ มักกะสัน เมื่อ 14 พ.ค.53 เวลากลางวัน ปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก ยังไม่ได้คืนแจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก นายคำหล้า ชมชื่น จำนวน 10 ปี ส่วนผู้เกี่ยวข้องที่เหลืออยู่ระหว่างออกหมายจับ 9.เหตุการณ์ที่ ซอยหมอเหล็ง มักกะสัน เมื่อ 14 พ.ค.53 เวลากลางวัน มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน ,มีรถยนต์เสียหาย 1คัน ของกองร้อยกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร้อย บก.ร.1 รอ.)แจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน และ 10. เหตุการณ์ที่ ใต้ด่วนดินแดง เมื่อ 16 พ.ค.53 เวลาประมาณตีสี่ มีเสื้อเกราะถูกยึดไป 14 ตัว ยังไม่ได้คืน ,มีรถยนต์เสียหาย 1 คัน.(ของ ร้อย บก.ร.1 รอ.) แจ้งความไว้ที่ สน.มักกะสัน

 

       โดยพ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ในเรื่องของอาวุธ และยุทโธปกรณ์ ที่ถูกประทุษร้ายไปยังคงอยู่ในระหว่างติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ทางราชการ แม้ว่าบางคดีพนักงานอัยการได้สั่งงดการสอบสวนเนื่องจากความพร้อมของหลักฐาน


เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News

Recommend News