31มี.ค“วันเจษฎาบดินทร์” รำลึกถึงพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.3)หนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรารถนาใน"พุทธภูมิ"ตั้งพระทัยช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

ติดตามเรื่องราวดีๆ อีกมากมายได้ที่ http://www.tnews.co.th

31มี.ค“วันเจษฎาบดินทร์” รำลึกถึงพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.3)หนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรารถนาใน"พุทธภูมิ"ตั้งพระทัยช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

           พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาเจษฏาบดินทร์ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี พระนามเดิมว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ พระองค์ชายทับ" ( 31 มีนาคม พ.ศ.2330 - 2 เมษายน พ.ศ.2394)

 

            พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และองค์แรกที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันจันทร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม เวลาค่ำ 10.30 นาฬิกา (สี่ทุ่มครึ่ง) ตรงกับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งภายหลังได้รับการสถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย เสวยราชสมบัติเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 9 ขึ้น 7 ค่ำ ปีวอก ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 รวมสิริดำรงราชสมบัติได้ 27 ปี

 

ทรงมีเจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม 5 พระองค์ มีพระราชโอรส-ราชธิดา ทั้งสิ้น 51 พระองค์ เสด็จสวรรคต เมื่อวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ ปีกุน โทศก จุลศักราช 1212 เวลา 7 ทุ่ม 5 บาท ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 รวมพระชนมพรรษา 64 พรรษา

 

พระนามเต็ม

           พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระนามเต็มว่า "สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาธิบดี ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชาธิราช เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว"

          พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปรารถนาพุทธภูมิ โดยมีหลักฐานอยู่ในจารึกที่พระสมุทรเจดีย์ ซึ่งถ้าพิจารณาจากพระราชจริยวัตรของพระองค์ซึ่งใฝ่พระทัยในพระศาสนาด้วยการสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆจำนวนมาก ก็จะไม่รู้สึกแปลกใจเลย และขออนุโมทนาในกุศลกรรมของพระองค์ได้ทรงทำไว้ด้วย​

31มี.ค“วันเจษฎาบดินทร์” รำลึกถึงพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.3)หนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรารถนาใน"พุทธภูมิ"ตั้งพระทัยช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

สมัยกรุงศรีอยุธยา หาหลักฐานไม่ได้ว่ามีท่านผู้ใดปรารถนาพระพุทธภูมิ ล่วงเข้ามาในยุครัตนโกสินทร์ก็มีหลักฐานอีก คือในยุคพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างโลหะปราสาท ที่วัดราชนัดดา (ซึ่งเสด็จสวรรคตก่อนจะสร้างเสร็จ และได้มาสร้างต่อจนเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5)​

 

เช่นเดียวกันที่พระสมุทรเจดีย์ที่ปากน้ำ สมุทรปราการนั้นก็เป็นผลงานของพระองค์ท่าน และจารึกไว้ที่ฐานเจดียนั้น เป็นจารึกหลักที่ 138 เขียนไว้ว่า

“ทรงปรารถนาพระโพธิญาณศรัทธาธิกะบาระมี พระหฤทัยหมายมุ่งบำรุงพระไตรรัตนะทั้งสามเป็นอาจิณ พระราชกุศลสืบส้างพระสำมะดึงษะบารมี ทรงพระวิริยะภาพเพียรพะยายามตามประเพณีพระมะหาพระโพธิสัตว์เจ้าแต่ปางก่อนสืบมา ทรงปฏิบัติในพระอับปะมัญาเมตาธิคุณอันยิ่ง พระหฤทัยตั้งหวังจะเกียดกันกำจัดซึ่งสรรพอุปทวันตรายอันจะเกิดแก่ไพร่ฟ้า ประชากร ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นศุข จึ่งทรงจัดแจงให้ก่อป้อมแลกำแพง เมืองนครเขื่อนขัน เมืองสมุทรปราการ เป็นเมืองด่านน้ำ เพื่อจะมิให้หมู่ประจามิตร์(= ปัจจามิตร หมายถึง ข้าศึก) เข้ามาย่ำยีพระบวรพุทธศาสนา แลจะมิให้มีภัยแก่สมณะพราหมณ์อาณาประชาราษฎร ในแว่นแคว้นแด่นพระราชอาณาจักรได้

ครั้นการพระนครทั้งสองเสร็จแล้ว ทรงทอดพระเนตรเกาะหาดทรายท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร หน้าเมืองสมุทรปราการทิศตะวันตก เป็นที่สมควรจะสถานาพระมหาเจดียสถาน บรรจุพระบรมธาตุไว้หวังจะให้เป็นที่ไหว้สักการบูชาแก่นานาประเทศอันมาสู่พระบรมโพธิสมภารเป็นพระราชกุศลโกษฐานสืบไปกว่าจะสิ้นกัลปาวสาน”

 

และในอีกตอนหนึ่งของจารึกที่ฐานพระสมุทรเจดีย์ เขียนว่า

"ทรงพระราชศรัทธาถาปนาพระสมุทธเจดียถานการพระราชกุศลทั้งนี้ใช่จะมีพระราชประสงค์สมบัติจักรพรรดิ แลสมบัติเทพยุดาอินพรหมหามิได้ ปลงพระไทยแต่จะให้สำเร็จ แก่พระสรรพเพชญโพธิญาณ จะรื้อขนสัตว์ให้พ้นสงสารทุกข์"​

 

เหล่านี้คือคำอธิฐานของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แสดงถึงพระปรารถนาถึงพุทธภูมิ คือ ตั้งพระทัยอธิษฐานที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า​

 

-อธิบายเพิ่ม-

*สัทธาธิกบารมี หมายถึง บารมีที่สั่งสมโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ

*สัทธาธิกโพธิสัตว์ คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป คือตั้งความปรารถนาอยู่ในใจเป็นเวลา 14 อสงไขย หลังจากนั้นจึงออกปากกล่าววาจาต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธเจ้าเป็นเวลา 18 อสงไขย รวมเป็น 32 อสงไขย และได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรกเป็น พระนิยตโพธิสัตว์ เมื่อเหลือเวลาอีก 8 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป เป็นการสร้างบารมีอย่างยิ่งและเข็มงวดขึ้นเรื่อย และได้รับพยากรณ์ซ้ำมาตลอดเมื่อได้พบกับพระพุทธเจ้า จนถึงสมัยพุทธภูมิของท่าน

 

 

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย; จารึกที่ฐานพระสมุทรเจดีย์