วันที่คนไทยรอคอย!! "วันทรงดนตรี" วันที่ในหลวง ร.9 มีความสุขที่สุด ... และพระราชดำรัส "หยอกเย้าระหว่างบรรทัด" ที่ทำให้ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม!!

Publish 2017-04-21 17:20:19



เวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะมีพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ นั้น พระองค์จะทรงเน้นแง่มุมให้เหมาะกับคณะที่เข้าเฝ้าหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโอกาสนั้นๆ อยู่เสมอ

ถ้าหากประธานกรรมการจัดการแข่งขันชกมวยเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินรายได้จากการแข่งขัน พระองค์ก็จะทรงเน้นถึงประโยชน์ของกีฬาชกมวย  หรือหากคณะกรรมการจัดการแข่งขันชกมวยนำนักมวยมาเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชวาท พระองค์ก็จะมีพระราชดำรัสอวยพรให้ประสบชัยชนะ

ถ้าหากผู้เข้าเฝ้าเป็นคณะที่ทำงานด้านสหกรณ์ ในพระราชดำรัสก็จะทรงยกย่องคุณประโยชน์ของการสหกรณ์ที่มีต่อบ้านเมือง

หรือหากมีคณะผู้แทนเข้าเฝ้าน้อมเกล้าฯ ถวายข้าวสารอาหาร โดยเสด็จพระราชกุศลช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พระองค์ก็จะทรงยกย่องน้ำใจอันดีงามที่ได้แสดงออกมาด้วยการกระทำอันควรแก่การสรรเสริญ

หรือหากเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ ขึ้นในบ้านเมือง พระองค์ก็จะพระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นคำสอนหรือคำชี้แนะแนวทางให้กับคนไทยทุกคน

แต่มีโอกาสอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคร่งเครียด ได้แก่โอกาสในวันเสด็จทรงดนตรีตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจะทรงมีอารมณ์ดี เบิกบานในพระราชหฤทัย และรับสั่งอะไรต่างๆ อย่างขบขัน  บางครั้งก็ทรงหยอกล้อโฆษก สร้างความครื้นเครง  บรรยากาศในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริง ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม

ยกตัวอย่างเช่น ...

 



พระราชดำรัสในโอกาสเสด็จฯ ทรงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔)

“คือว่าได้ไปเจอผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง เขาอายุ ๗๘ เขาบอกว่าเขาแข็งแรงดี แล้วก็มาชมเชยว่า ‘ท่านก็แข็งแรงดี’ (เสียงฮา) ... ชักจะใจไม่ค่อยดี เพราะว่าผู้ใหญ่บ้านชวนไปเยี่ยมบ้านเขา เราก็รู้สึกสังหรณ์ว่าจะน่าดูเหมือนกัน ...

เวลาไปถึงบ้าน เราหอบ  ท่านผู้ใหญ่เตรียมการไว้แล้ว ปูเสื่อปูผ้าให้นั่งเรียบร้อย เอากระสอบข้าวสารมาให้สำหรับเป็นหมอน (เสียงฮา) เสร็จแล้วก็เอาขวดออกมาแล้วก็เขย่าๆๆๆ เขย่าขวดนั้นน่ะ แล้วก็เท แล้วก็ชิม ปรากฏว่าเป็นเหล้าเถื่อน (เสียงฮา) แต่เหล้าเถื่อนตำราพิเศษทีเดียว ... เอามาให้ดื่มและอธิบายสรรพคุณว่า ‘นี่... ทุกวันๆ ได้ดื่มเจ้านี่ อายุ ๗๘ แล้วยังแข็งแรง’ (เสียงฮา)

ปรากฏว่ามีตำราอยู่ด้วย  คือมีกระดูกเสือ  กระดูกเสือ...ไม่ใช่ซี่โครงเสือ  ต้องเป็นกระดูกตรงขาของเสือจึงจะทำให้เดินได้ดี  แล้วก็ต้องมีเขากวางอ่อน มีพริกไทยสามเม็ด และมีดอกจันทน์  เอามาเคี้ยวๆๆๆๆๆ ก็หมายความว่าตำให้ละเอียด เสร็จแล้วก็กรอกเข้าไปในขวด แล้วเอาเหล้าใส่เข้าไป  ทำอย่างนี้ได้สำหรับสามขวด

ท่านผู้ใหญ่บ้านก็เอามาเลี้ยงเรา  ถึงเวลากลับลงไปก็ลงไป ลงแล้วขึ้นมาอีกข้างหนึ่งเพื่อไปขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ... ก็รู้สึกแข็งแรงขึ้น (เสียงฮา) ได้ผลดี

ก่อนที่จะกลับ ท่านผู้ใหญ่บ้านเลี้ยงอีก... เลี้ยงผลไม้ แล้วก็เอาเขากวางอ่อนเป็นชิ้นๆ ห่อพลาสติกมาให้... ยื่นมาให้... ให้เอาไป... ไปทำตำราเดียวกัน (เสียงฮา) ... ก็เลยดีใจว่าจะแข็งแรง

กลับมาที่ภูพิงค์ก็จัดการเลย... จัดการเอาเขากวางนี่มาปิ้งก่อนตามตำรา แล้วมาเคี้ยว มาตำ  ตำให้ละเอียดแล้วเอาพริกไทยสามเม็ดและดอกจันทน์  แต่กระดูกเสือนั้น...ไปหาที่ร้านมีแต่ซี่โครงเสือ ... ก็ไม่เข้าเรื่องนัก แต่ว่าก็ตำๆๆ แล้วก็มาใส่ในขวด

ทีนี้เราเป็นพลเมืองดี เราไม่มีเหล้าเถื่อน ไม่ทราบจะไปต้มเหล้าเถื่อนที่ไหน... เดี๋ยวตำรวจจับ (เสียงฮา) ก็เลยหาเหล้าที่ไม่ใช่เหล้าเถื่อน  แต่ก็ไม่ทราบ อาจเป็นเถื่อนก็ได้ ... เหล้าวอดก้าจากรัสเซียน่ะ เรามีสัมพันธไมตรีกับรัสเซียนะ (เสียงฮา) ... เอาเครื่องยาที่เราตำน่ะกรอกลงไป แล้วก็เขย่าๆๆ

เหล้าวอดก้านี่มันใส แต่ว่าเวลาใส่เครื่องยาแล้วข้นๆ หน่อย และสีออกจะขุ่น ... ก็มาลองดู...รู้สึกว่าแข็งแรงดีเหมือนกัน ... ไม่ทราบว่าสรรพคุณของเขากวางหรือของเหล้ารัสเซีย

ก็มีหวังว่าถ้าใช้ตำรานี้ต่อไป อายุ ๗๘ คงไปปีนเขาได้  แล้วท่านทั้งหลายก็คงแก่แล้วเหมือนกันป่านนั้น”

************************************

“ตอนนี้พูดเลยเถิดเละเทะไปเพราะว่าไม่มีกระดาษ ไม่มีการเตรียม ไม่มีแฟ้ม ไม่มีอะไรเลย  เคราะห์ดีมีคนจดอยู่ที่นี่ว่าพูดอะไร  ไม่อย่างนั้นก็ลืมว่าพูดอะไร  แต่ว่าถ้าจดผิดก็ลืมว่าได้พูดอะไร  อาจเป็นการพูดคนละเรื่องไปเลยก็ได้

จึงได้ว่า ถ้าอยากทราบว่าวันนี้ได้พูดอะไร...ขอให้ดูหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ (เสียงฮา)  เขาลงอะไร เขาก็ต้องถูก เพราะว่าผู้พูดเองพูดไปแล้วก็ลืม ไม่ทราบว่าพูดไปอย่างไรแท้

โดยมากเวลาพูดที่ไหน โดยที่ไม่ได้จด ไม่ได้เตรียมอะไร วันรุ่งขึ้นจึงต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ จะได้ทราบว่าพูดอะไรเมื่อวานนี้  แต่บางครั้งอ่านแล้วก็งงเหมือนกัน เพราะว่าเวลาพูดมากๆ บางอย่างอาจขัดกัน

ไม่ทราบว่าเพราะลิ้นพันกันหรือเพราะปากกาพัน (เสียงฮา...เสียงปรบมือ) ... เครื่องพิมพ์อาจเก่าก็ได้ (เสียงฮา)”

******************************************

 

พระราชดำรัสในโอกาสเสด็จฯ ทรงดนตรีเป็นการส่วนพระองค์ ณ สวนอัมพร พระราชวังดุสิต (๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๓)

“เรื่องพรนี่...โดยมากตามที่เคยปฏิบัติมา ณ ที่อื่น เป็นรายการสุดท้าย  ถ้าถึงให้พรก็หมายความว่าจะกลับบ้านกันได้ (เสียงฮา)

ความจริงต้องขอชี้แจงว่าการให้พรทำไมไปอยู่ข้างท้าย ... ก็เพราะว่าถ้าให้พรตั้งแต่ต้นแล้วฟังโอวาท ต่อไปอาจเดือดร้อน แล้วพรนั้นก็สึกหรอไปหมด (เสียงฮา) ... จึงว่าให้พรแล้วก็จบรายการ

ตอนนี้ก็ขอให้โอวาทต่อไป (เสียงฮา)

ความจริงก็ไม่ทราบว่าจะพูดว่าอะไร (เสียงฮา)”

*********************************************

“ตามปกติไม่เคยแถลงว่าดนตรีนี้เขาเล่นกันยังไง เพราะว่ารู้จักกันแล้ว  แต่เมื่อต้องมาแถลงกับผู้ที่ยังไม่ทราบถึงอุปนิสัยของดนตรีวงนี้ก็จะต้องบอกไว้ เพราะว่าต่อไปเมื่อเล่นๆ ไป ฟังแล้วอาจเป็นลม  แล้วก็ไม่ใช่ว่าวงดนตรีเป็นลม  วงดนตรีไม่เคยเป็นลม  วงดนตรีนี้ไม่เคยที่จะเลิกถ้าไม่ขอร้องให้เลิก (เสียงฮา...ปรบมือ)

ก็ต้องให้ทราบว่าเคยมีชื่อเสียงมาก... มีชื่อเสียงว่าจะขอเพลงอะไรก็ได้ทั้งนั้น  เพลงใดที่เล่นได้ก็เล่นไป เพลงใดที่เล่นไม่ได้ก็เล่นไป (เสียงฮา)

เราถือว่า ถ้ามีคนฟัง เขาก็หูฉี่ (เสียงฮา) ถ้าไม่มีคนฟัง เราก็ฟังกันเอง (เสียงฮา)”

*************************************************

 

พระราชดำรัสในวันงานการศึกษาสัมพันธ์ของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร (๑๕ มีนาคม ๒๕๑๒)

“ประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ต้องมาที่นี่  ไม่ใช่ห้องนี้... ที่ที่แจกปริญญา...  ฤทธิ์ของยาที่ยังอยู่ก็ยังสบายดี แต่ว่าหน้าตาไม่ค่อยดี ... ก็แจกปริญญาไป นับจำนวนไป

ทีนี้ก็คราวหน้าก็น่ากลัวถึงกว่าพันแน่ ... คราวที่แล้วถึง ๙๙๙ (เสียงฮา) ไม่ถึงพัน

นับจำนวนผู้ที่มารับปริญญาแล้วก็ดูนาฬิกา อย่างที่ดูนาฬิกาอยู่ที่นี่ ... ที่จริงก็ดีใจ คราวนี้มีนาฬิกาแล้ว จะได้รู้เวลา

นับไปนับมา แจกไปแจกมา ก็มีคนหนึ่งทำให้ตกใจ  เขาเดินเข้ามา มารับปริญญา แล้วก็ด้วยความพอใจของเขา เขาร้องออกมาว่า ‘ทรงพระเจริญ’ (เสียงฮา)

ที่จริงก็แปลกหน่อยหนึ่งในพิธี ...  ถ้าเป็นอย่างฝรั่งเขาก็ถือว่า การแจกปริญญานี่เป็นพิธีใหญ่มาก การแจกปริญญานี้ต้องใส่เสื้อครุย ใส่อะไรต่างๆ แล้วก็ต้องมีการพูดกันใหญ่  แต่ว่าในพิธีนั้นก็เดินเข้ามารับ แล้วก็ร้อง ‘ทรงพระเจริญ’

ความจริงตอนนั้นก็กำลังหลับในอยู่ (เสียงฮา) ก็ตกใจตื่น (เสียงฮา)”

********************************************

“อ่านหนังสือพิมพ์นี่ตื่นเต้นดี (เสียงฮา) ... แล้วได้ทราบว่าทำอะไรวันนี้  เพราะบางทีไม่ทราบว่าทำอะไรก็ไปอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วร้องอ้อได้ว่า เราทำอะไรบ้างวันนี้ (เสียงฮาและปรบมือ)”

-----------------------------------------------------------------------------



ที่มา : หนังสือ "พระราชอารมณ์ขันจากพระโอษฐ์" โดย วิลาศ มณีวัต

 


เรียบเรียงโดย

ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News