นักสู้ย่อมมีบาดแผล!! เหยียบย่ำได้ก็เหยียบไป เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นบทเรียน ถึงเวลา "ทีนิวส์" มุ่งพิสูจน์ตนเองด้วยคุณภาพข่าว /ดร.เวทิน ชาติกุล

Publish 2017-07-12 18:03:56



ความสำเร็จและบทตอนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองของทีนิวส์ / เวทิน ชาติกุล

-----

 

ประมาณ 1 ปีที่แล้ว

 

หลังจากทีนิวส์ยุติสถานีข่าวผ่านดาวเทียมจนเป็นข่าวไปทั่ว ตอนนั้นยอดแฟนเพจของ fb ทีนิวส์ ถ้าจำไม่ผิดอยู่ที่ 250,000

 

ไม่มีใครในทีนิวส์รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไร อย่างไรกับตรงนี้ต่อ เพราะด้วยยอดแฟนเพจแค่นี้ไม่สามารถเอาไปอวดอ้างอะไรด้วยซ้ำ

 

สภาพของทีนิวส์ในตอนนั้นคือ เรือที่อัปปางไปครึ่งลำแล้ว เหลือเพียงรอเวลาที่ทุกคนจะแยกย้ายทางใครทางมัน ถ้าไม่มี "การตัดสินใจครั้งสำคัญ" ครั้งหนึ่งเกิดขึ้น

 

ในรายละเอียดผมคงบอกไม่ได้ แต่ในทางหลักการผมพอพูดได้ ซึ่งที่เล่าให้ฟังเพราะผมคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจกับคนในแวดวงสื่อ



ตอนนั้นหัวเรือใหญ่ของทีนิวส์ "สนธิญาณ" พูดชัดต่อหน้าทุกคนในทีนิวส์

 

ทีวีกำลังจะตายในอีก 5 ปี

หนังสือพิมพ์กำลังจะทะยอยล้มหายตายจาก

นิตยสารจะปิดตัวลงเรื่อยๆ

 

เพราะสื่อทั้งหมดที่กล่าวมานี้ในทางธุรกิจอยู่ได้ด้วยเงินที่ไหลมาจากโฆษณา เมื่อสายน้ำเปลี่ยนทิศ เมื่อสายลมเปลี่ยนทาง เงินจากโฆษณาไหลไป "ทางอื่น" สื่อเหล่านี้ที่แบก "ต้นทุนสูง" ก็จะค่อยๆลำบากถึงขั้นวิกฤติ

 

"ทางอื่น" ที่ว่านั้นคือ โซเซียลมีเดีย หรือ นิวมีเดีย นั่นเองที่กำลังกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เข้ามา "กวาดล้าง" สื่อเก่าให้ค่อยๆล้มหายตายจาก ทั้งในแง่อิทธิพลต่อผู้เสพข่าว ทั้งในแง่การอยู่ได้ทางธุรกิจ

 

สำหรับสนธิญาณและทีนิวส์ ทางรอดที่จะทำให้ชื่อทีนิวส์ไม่หายไปคือ สื่อโซเซียลมีเดีย ทางเดียวเท่านั้น

 

ทีนิวส์ตัดสินใจสู้ครั้งสุดท้าย ถ้าไม่สำเร็จก็ขอตายอย่างนักสู้ ไม่ใช่ผู้ยอมแพ้

 

ทั้งๆที่ตอนนั้น ยอดแฟนเพจของทีนิวส์ มีเพียง 250,000 คน ยังห่างกว่าสื่อในแนวการเมืองอย่าง "มติชนออนไลน์" อย่างเทียบกันไม่ได้

 

ด้วยความเข้าใจต่อ "สื่อใหม่" ในระดับหนึ่งแม้ไม่ทั้งหมด ด้วยการร่วมกลั่นกรองกระบวนทัศน์ ยุทธวิธีในแนวทางที่ทุกคน "มั่นใจ"

 

ตอนนั้นที่ ทีนิวส์ ตัดสินใจครั้งสำคัญ ในวิธีแบบพระเจ้าตากฯ "ทุบหม้อข้าว" ก่อนตีเมืองจันฯ

 

ทุกคนต้องเปลี่ยนวิธีคิด ลืมวิธีทำสื่อเก่าทั้งหมดที่เรียนรู้มา เพื่อมาเรียนรู้วิธีทำสื่อใหม่ด้วยกัน  ทุกคนในที่นี้คือทุกคน จากผู้บริหารระดับสูง บก.ข่าว นักข่าว ฝ่ายการตลาด จนถึงพนักงานดูแลเพจ

 

ทุกธุรกิจในเครือไม่ว่าจะเป็น ทีวี วิทยุ เอสเอ็มเอส หนังสือ ทั้งหมดจะเป็นเรื่องรอง

 

เรื่องหลักมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นและเรื่องเดียวเท่านั้นคือ สื่อโซเซียลมีเดีย

 



.

.

ผ่านไป 1 ปี

 

จากวันที่ทุกคนในทีนิวส์คิดว่าจะต้องแยกย้ายบ้านใครบ้านมัน แฟนเพจของทีนิวส์ตอนนี้มี 1,300,000 คน แซงหน้าสื่อในแนวเดียวกันอย่าง "มติชนออนไลน์" ซึ่งมีแฟนเพจขณะนี้เพียง 1,060,000 คน

 

เหล่านี้เป็นตัวเลขที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ใครๆก็เข้าถึงได้

 

หรือดูจากข้อมูลเชิงลึกที่น้องๆจากทีนิวส์ ส่งมาให้ผมดู แต่ละวันมีคนเห็นข่าวของทีนิวส์ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านครั้งโดยประมาณ ไม่นับที่ถูกแชร์ต่อออกไปที่ไม่สามารถตรวจนับได้

 

ดังนั้น ข้อมูลที่บอกว่าทีนิวส์นำเสนอข่าวผ่านแฟนเพจในเฟสบุคและเพจพันธมิตรต่างๆ ถึง 400-500 ข่าว/วัน จึงไม่เกินเลยจากความจริง  ทีนิวส์รับพนักงานเพิ่มขณะที่สื่อบางสำนักต้องปิดตัวหรือต้องรัดเข็มขัดหรือเร่งให้พนักงานออกโดยสมัครใจ  นั่นไม่นับการขยายฐานสร้างเครือข่ายข่าวจากภูมิภาคที่กระจายไปทุกภาคทุกจังหวัด

 

จากวันที่เกือบจะต้องปิดตัวเอง  ทีนิวส์ กลับมาลุกยืนได้อีก...แม้จะยังไม่สง่างามก็ตาม

 

การตกเป็นข่าวทั้งทางลับและทางแจ้งเรื่อง "ลอกข่าว" แม้ว่าทีนิวส์จะยอมรับและแสดงการขอโทษอย่างเผยแจ้ง  แต่นี่คือบทเรียนที่ทีนิวส์ต้องยอมรับและยอมทนต่อคำครหาก่นด่าจากสื่อด้วยกันอย่าง "มติชน" โดยไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะความจริงคือ ข่าวดีๆที่ไม่ลอก1000 ข่าวก็จะไม่ถูกจดจำเท่ากับข่าวที่ลอกเพียงข่าวเดียว

 

ก็ยังดีที่ทีนิวส์มีหิริโอตัปปะมากพอที่จะกล้าแสดงความรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ด้วยการให้การรายงานข่าวทุกชิ้นต้องใส่ชื่อผู้รายงานและจะมีมาตรการอย่างเด็ดขาดกับผู้รายงานข่าวที่ไม่รับผิดชอบต่อองค์กรและสังคม  ไม่ใช่แค่ลบโพสแล้วทำให้เรื่องเงียบๆไป 

 

และไม่เคยไปขุดเรื่องครหาของสื่อคู่แข่งอื่นๆมาประจานผ่านสื่อตัวเอง ในขณะที่ตัวเองโดนทำเช่นนั้น

 

นี่จะเป็น บทพิสูจน์ ที่ทีนิวส์จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถสร้างความสำเร็จในเชิง "คุณภาพ" ขึ้นด้วยได้หรือไม่?

 

ซึ่งที่ผ่านมาใช่ว่าจะไม่มี

 

ทีนิวส์ชัดเจนในการทำหน้าที่ไม่เพียงเป็นสื่อ แต่เป็นองค์กรที่ร่วมจัดตั้ง "เครือข่ายเฝ้าระวังเพื่อพิทักษ์และปกป้องสถาบันฯ"  ในห้วงยามที่การทำความผิดในม.112 นั้นเพิ่มขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักพันในระยะเวลาไม่กี่ปี ซึ่งไม่เป็นที่สงสัยว่าต้องมีการจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มหรือองค์กรที่มุ่งหวังทำลายสถาบันฯ  ซึ่งที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าทีนิวส์ยืนหยัดต่อสู้เรื่องนี้ตรงไปตรงมา ไม่ได้เอออวย ช่วยเหลือแก้ต่างให้ผู้ที่มีเจตนาร้ายเหมือนที่มีบางสื่อกระทำโดยตลอด

 

หรือการยืนหยัดต่อสู้กับขบวนการล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ประเทศไทยเป็นระบอบสาธารณรัฐ จนโดนขู่ โดนยิงถล่มด้วยอาวุธสงคราม ก็เคยโดนมา แต่ก็ไม่เคยเลิกล้มจุดยืนเดิมทั้งหน้าที่สื่อและหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมือง

 

รวมถึงการเป็นแกนกลางจัดตั้งเครือข่าย "วิทยุชุมชน" ทั่วประเทศ

 

หรือการยกระดับการทำข่าวภูมิภาคด้วยสื่อโซเซียลของทีนิวส์และเครือข่ายเพจพันธมิตร ซึ่งทำให้ค่าตอบแทนผู้สื่อข่าวภูมิภาคจากเดิมที่ได้เพียงหลักร้อยสามารถเพิ่มขึ้นเป็นหลักหลายร้อย หรือหลายพัน หรือมากกว่านั้นสำหรับบางคน

 

เหล่านี้พี่ๆน้องๆในทีนิวส์ไม่เคยเอามาพูดเพื่ออวดอ้างตัวเอง ที่ผ่านมาพวกเขาต้องการทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักข่าวทุกคนทำสิ่งที่ตัวเองรักโดยไม่พร่ำบ่นหรือท้อต่อความยากลำบาก   แต่วันนี้พวกเขาบอกผมว่าขอพูดบ้างในวันที่ศักดิ์ศรีของตนและทีนิวส์ถูกเหยียบย่ำโดยเจตนาไม่เลิกราจากคนในวงการเดียวกัน

 

ไม่มีใครยอมรับว่าการลอกข่าวเป็นเรื่องถูกต้อง มันคือความผิดเด็ดขาดเช่นเดียวกับการรายงานข่าวที่บิดเบือน ตัดตอนข้อมูลเพื่อเจตนาสื่อสารให้ผู้รับข่าวเข้าใจผิดแม้ว่าจะไม่ลอกเลยก็ตาม  ท่ามกลางการกวาดล้างของสื่อใหม่ การแข่งขันอย่างดุเดือดของสื่อใหม่และสื่อเดิม  "คุณภาพ" ของข่าวสารเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดตัดสิน ซึ่งทีนิวส์มิอาจหลีกเลี่ยงต่อบทพิสูจน์นี้

 

แม้ว่าจะความสำเร็จในทางตัวเลข การตอบรับในแฟนเพจของทีนิวส์ แซงหน้า "มติชน ออนไลน์" ที่เคยเป็นสื่อคุณภาพอันดับหนึ่งไปแล้วอย่างไม่มีข้อสงสัย

 

 


เรียบเรียงโดย

ไญยิกา เนื่องจำนงค์


Recommend News