พวกหวังโกงเท่านั้นที่ลนลาน!"ชูชาติ"ซัดหนัก"ลิ่วล้อนายใหญ่" พล่านปมกม.แก้โกง เหตุคนพวกนี้โกงแล้วไปต่อไม่ได้ ขณะ"ไก่อู"บอก"อย่าโกงทุกอย่างจบ" 

Publish 2017-07-17 16:13:21



 


พวกหวังโกงเท่านั้นที่ลนลาน! "ชูชาติ  ศรีแสง" อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซัดเปรี้ยง "ลิ่วล้อนายใหญ่" ยกแก๊งเพื่อไทย ออกมาโวยวายหลัง พรป. ดัดหลังนักการเมืองขี้ฉ้อผ่าน สนช. โดยเริ่มจาก นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ต่อมา นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเดียวกันก็ออกมารับลูกทันที กระทั่งนายนพดล ปัทมะ หนึ่งในทีมกฎหมายของพรรคฯ ก็ออกมาพูดในเรื่องนี้ในทิศทางเดียวกัน ทำนองกฎหมายดังกล่าวขัดหลักการสากล และตัดสิทธิการต่อสู้คดีของจำเลย...อะไรทำนองนั้น


ล่าสุดต่อกรณีนี้ นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้อรรถาธิบายหลักการสำคัญของ พ.ร.ป.ฉบับดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "chuchart srisaeng" เพื่อให้สังคมเข้าใจ และรู้ทันกลโกงของนักการเมืองที่ออกมาโวยวายในเรื่องดังกล่าว โดย อดีตผู้พิพากษาฯ ถึงกับระบุในท้ายข้อเขียนว่า "พวกไม่คิดจะโกงก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไร .....เว้นแต่พวกคิดที่ทุจริตคอร์รัปชั่นเท่านั้นที่เดือดร้อนเพราะหากถูกดำเนินคดีไม่สามารถหลบหนีให้พ้นจากการถูกลงโทษได้"


โดยรายละเอียดทั้งหมดที่  อดีตผู้พิพากษาฯ ระบุ คือ

กรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในประเด็นสำคัญ 3 เรื่องคือ

........1 ถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่างการพิจารณาของศาลให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้

 



........2 ถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่างคดีของศาลมิให้นับระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

........3 เมื่อศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว หากจำเลยหลบหนีมิให้นับระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีมานับเป็นกำหนดเวลาที่จะพ้นจากการถูกลงโทษ

.........กล่าวโดยสรุปก็คือต่อจากนี้ไปถ้าจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว หากจำเลยหลบหนี ศาลก็สามารถพิจารณาคดีต่อไปและพิพากษาคดีได้ และระยะเวลาที่จำเลยหลบไปนั้นไม่ให้นับเป็นอายุความ ทั้งถ้าศาลพิพากษาลงโทษแล้วหลบหนีก็ไม่อายุความเช่นเดียวกันได้ตัวเมื่อใดก็นำมาลงโทษได้คือต้องหนีกันจนตาย

 



.....ปรากฎว่ามีสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคนออกมาโวยวายด่า สนช. อย่างสาดเสียเทเสียว่าจ้องเอาผิดเฉพาะนักการเมือง แต่กับพวกข้าราชการกลับปล่อยปละละเลย เป็นการเลือกปฏิบัติ

.....ความจริงบทบัญญัติดังกล่าวได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2559 

.....การแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงทางการเมืองเป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบซึ่งใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ข้าราชทุกประเภทถูกดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

.....การออกมาโวยวายด่า สนช. ของบุคคลดังกล่าว เป็นกระทำที่ต้องการให้ประชาชนทั่วไปสับสนเข้าใจผิด 

.....โดยความจริงไม่ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชประจำหากไม่มีความคิดที่จะทุจริตคอร์รัปชั่นหรือประพฤติมิชอบก็ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรและเกรงกลัวบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว 

.....เว้นแต่พวกคิดที่ทุจริตคอร์รัปชั่นเท่านั้นที่เดือดร้อนเพราะหากถูกดำเนินคดีไม่สามารถหลบหนีให้พ้นจากการถูกลงโทษได้


อย่างไรก็ดี นอกจาก "นายชูชาติ  ศรีแสง" อดีตผู้พิพากษาฯ จะออกมากระเทาะเปลือกเผยให้เห็นสาเหตุที่คนของพรรคเพื่อไทยออกมาโวยวาย พ.ร.ป. ฉบับดังกล่าวแล้ว พล.ท.สรรเสริญ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ยังออกมากล่าวถึงเรื่องเดียวกันวานนี้ว่า รัฐบาลคิดอยู่เสมอว่า ต้องทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ด้วยความมีประสิทธิภาพ นั่นคือต้องทำให้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง และทำให้คนไม่ดีไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองได้  แต่ประชาชนจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ แต่ต้นทางของกฎหมายมาจากรัฐสภา ตนไม่สามารถตอบแทนได้ แต่กฎมายในปัจจุบันต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน


โดยโฆษกรัฐบาล ยังรุบุด้วยว่า ก็อย่าหนีสิ ถ้าไม่หนีทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการ แล้วกฎหมายก็ไม่ได้เลือกบังคับใช้แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่บังคับใช้กับทุกคน ใครเป็นนักการเมืองก็ต้องใช้ ซึ่งในรายละเอียดของกฎหมายสภาท่านเป็นคนคิด 


"แต่โดยหลักการแล้วรัฐบาลเห็นว่า กฎหมายนี้จะเป็นเสมือนตะแกรงร่อนให้คนดีปกครองบ้านเมือง แล้วกันไม่ให้คนไม่ดีที่มีประวัติโกงกินมาปกครองบ้านเมือง ฉะนั้น ใครมีคดีความแบบนี้ ไม่ว่าไปหลบอยู่ที่ไหน ก็ต้องถูกดำเนินคดี น่าจะถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่" โฆษกรัฐบาล ย้ำ

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก "chuchart srisaeng"


เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า : สำนักข่าวทีนิวส์