เปิดข้อมูลใหม่!! เจอพิกัด สัญญาณโทรศัพท์ สาว อบต.ศรีสะเกษ ใกล้ชายแดนติดค่ายทหาร พยาน ยัน ขอลางานไปเคลียร์ปัญหากับทหาร

Publish 2017-08-12 21:11:44



พลตำรวจตรี สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า ทางตำรวจยังคงเร่งสืบสวน เพื่อหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ อย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจากตำรวจภูธรภาค 3 ,ตำรวจภูธรภาค 4 และกองปราบปราม ลงพื้นที่กระจายกำลังแบบปูพรมทุกจุด



จากกรณีที่ น.ส.จุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน อายุ 37 ปี รับราชการตำแหน่ง ผู้อำนวยการ (ผอ.) กองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้หายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมรถยนต์เก๋ง ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
หลังจากนั้นทางด้านผู้เป็นพ่อ ได้เข้าแจ้งความและร้องทุกข์ กับสื่อมวลชนเพื่อตามหาลูกสาวที่หายไป ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ไปพบว่ารถเก๋งของ น.ส.จุฑาภรณ์ ถูกนำเอาไปขายและนำไปทำสีอยู่ที่อู่รถแห่งหนึ่งใน จ. อุบลราชธานี

ด้าน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.อุบลราชธานี เข้าตรวจสอบเก็บพยานหลักฐานภายในรถคันดังกล่าว เพื่อใช้เป็นหลักฐานนำไปสู่การติดตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์

ทางด้านเจ้าของอู่ เปิดเผยว่า อู่ตนได้รับจ้างทำสีรถคันดังกล่าวให้กับเสี่ยคนหนึ่ง ที่มีอาชีพซื้อขายรถ ซึ่งรถคันดังกล่าวพบว่ามีการโป้สีมาหนาดูแล้วเหมือนมีการชนหนัก จึงได้ให้ทำสีใหม่ เพื่อขายได้ราคาดีขึ้น ซึ่งค่าจ้าง จำนวน 15,000 บาท โดยมีการว่าจ้างตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา


ด้าน พล.ต.ต.สุระเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ศรีสะเกษ ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ โดยมี พ.ต.อ.นิพล บุญเกิด รอง ผบก.ภ.จว.ศรีสะเกษ เป็นหัวหน้าชุด และ พ.ต.อ.ฉัตรพัฒน์ แก้วจันดี ผกก.สส.ภ.จว.ศรีสะเกษ นำทีมสืบสวน ภ.จว.ศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีนี้


สำหรับการหายตัวไปในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ยังตั้งเอาไว้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในครอบครัว ความขัดแย้งในที่ทำงาน รวมถึงเรื่องชู้สาว ซึ่งตอนนี้มีการตามประกบตัวผู้ต้องสงสัยไว้แล้ว เมื่อพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วก็จะสามารถออกหมายจับคนร้ายรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ทันที

วันที่ 10 สิงหาคม 2560 เรื่องดังกล่าว ก็มีความคืบหน้าเพิ่มขึ้น เมื่อ การสอบสวนพบว่า น.ส.จุฑาภรณ์ กับทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ภาโส ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี อยู่ด้วยกันตั้งแต่วันที่หายตัวไป และจะตรวจสอบไม่ได้อีกเลยคือตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา

หลงจากนั้นทางด้าน พ.ต.ท.สังวร วันทะวี สว.สอบสวน สภ.กันทรลักษ์ ได้นำหมายเรียกผู้ต้องหาไปส่งให้นายทหารพระธรรมนูญ ที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เพื่อขอควบคุมตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี ซึ่งประจำการอยู่ที่เทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย-กัมพูชาด้านเขาพระวิหาร ไปพบพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 เวลา 13.30 น. ในข้อหา กักขังหน่วงเหนี่ยว ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายฯ

วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เวลา ประมาณ 14.10 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ต.สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) ศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวน ได้รับมอบตัว ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ เหน่ง อายุ 30 ปี ผู้บังคับกองร้อยที่ 112 ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 (ผบ.ร้อย.112ฉก.1) กองกำลังสุรนารี อยู่บ้านเลขที่ 378/214 หมู่ 2 ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ 576/2560 ของ สภ.กันทรลักษ์


โดยได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา จำนวน 4 ข้อหา คือ

1. หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขังผู้อื่น

2. ลักทรัพย์ของผู้อื่น(รถยนต์ ราคา 200,000 บาท) หรือ รับของโจร

3.ปลอมหรือใช้อ้างเอกสารปลอม

4. ให้เสียหาย ทําลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือ ทําให้สูญหาย หรือ ไร้ประโยชน์ซึ่งพินัยกรรมหรือเอกสารใดของผู้อื่น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

พนักงานสอบสวน ได้ใช้เวลารวมทั้งหมดกว่า 5 ชั่วโมง ทำการสอบปากคำ ร.อ.ศุภชัย ภายในห้องสอบสวน ที่ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป ซึ่ง ร.อ.ศุภชัย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา



ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการที่ต้องทำการเรียก ร.อ.ศุภชัย ภาโส หรือ เหน่ง มาสอบสวนนั้นเนื่องจาก วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 เวลาประมาณ 15.00 น. ร.อ.ศุภชัย ได้โทรศัพท์ ติดต่อกับ นางสุชาวดี ปทุมอินทน์ เรื่องซื้อขายรถยนต์ ของทางด้าน น.ส.จุฑาภรณ์ เชื่อว่า ร.อ.ศุภชัย ได้นำพา น.ส.จุฑาภรณ์ ไปโดยปราศจากเสรีภาพ และกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ต่อ น.ส.จุฑาภรณ์ การกระทำของ ร.อ.ศุภชัย หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขังผู้อื่น พร้อมทั้งนำหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าว ไปขายให้กับ นายประกรรษวัติ หรือ เสี่ยตั้ม คณะพันธ์ พร้อมหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าวและหลักฐานการซื้อขายที่มีผู้ทำปลอมขึ้นมาทั้งฉบับ

นอกจากนั้น แล้วทางด้าน ร.อ.ศุภชัย ได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปฝากให้ น.ส.สุชาวดี ขายให้ พร้อม ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง และ คู่มือรถยนต์ฉบับจริงของ น.ส.จุฑาภรณ์ ไปแสดงต่อ น.ส.สุชาวดี เพื่อให้หลงเชื่อว่า น.ส.จุฑาภรณ์ เจ้าของรถคันดังกล่าวต้องการขายรถจริง โดยให้การว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ร้อนเงินต้องขายรถนำเอาเงินไปใช้ด่วน
จากนั้น ได้ขายรถคันดังกล่าวให้กับ นายวิฑูรย์ ท้าวแก้ว ซึ่งเป็นนายหน้าค้ารถยนต์มือสอง จากนั้น นายวิฑูรย์ ได้นำรถคันดังกล่าวไปขายให้กับ นายประกรรษวัติ หรือ เสี่ยตั้ม คณะพันธ์ พร้อมหลักฐานเล่มคู่มือรถคันดังกล่าวและหลักฐานการซื้อขายที่ มีผู้ทำปลอมขึ้นมาทั้งฉบับ จากนั้น นายประกรรษวัติ ได้นำรถคันดังกล่าวไปจ้างให้ นายบุญชู ศิรินนท์ เพื่อทำสีใหม่


ขณะที่เรื่องของเงินที่ น.ส.จุฑาภรณ์ โอนเงินไปเข้าบัญชีของ ร.อ.ศุภชัย นั้น ร.อ.ศุภชัย กล่าวอ้างว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ยืมเงินของตนไปจึงได้โอนเงินมาใช้หนี้ หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ต่อไป เพื่อสรุปสำนวนคดีให้ได้โดยเร็ว

 





วันที่ 12 สิงหาคม 2560 พลตำรวจตรี สุรเดช เด่นธรรม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า ทางตำรวจยังคงเร่งสืบสวน เพื่อหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ อย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งจากตำรวจภูธรภาค 3 ,ตำรวจภูธรภาค 4 และกองปราบปราม ลงพื้นที่กระจายกำลังแบบปูพรมทุกจุด ทั้งการตรวจเช็คสัญญาโทรศัพท์ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ที่หายตัวไป ตรวจสอบร้านกาแฟสดแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย ทางขึ้นเขาพระวิหาร

เป็นจุดแรกที่น.ส.จุฑาภรณ์ และร.อ.ศุภชัย ตรวจสอบพบภาพถ่ายทั้งคู่ยังอยู่ที่บอร์ดในร้าน จึงเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่า ทั้งคู่คบหา รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในฐานะอะไรยังไม่แน่ชัด

ล่าสุด
ตำรวจชุดสืบสวน จ.ศรีสะเกษ พบพิกัดต้องสงสัยที่เช็คจากสัญญาณโทรศัพท์ โดยพบว่าอยู่แถวค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในอำเภอน้ำยืน ใกล้กับห้วยน้ำผึ้ง และช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งเดินเท้าปูพรมตามหาตัว น.ส.จุฑาภรณ์ อย่างเต็มที่

ขณะที่มีแหล่งข่าว อ้างว่า น.ส.จุฑาภรณ์ ขอลางาน 1 วัน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 เพื่อไปสะสางปัญหากับนายทหารรายหนึ่งที่ค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชธานี และจะเดินทางกลับมาที่ อบต.ให้ทันเวลา เนื่องจากมีภารกิจนำชาวบ้านและผู้นำชุมชนเดินทางไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่กรุงเทพฯ กระทั่งบ่าย เพื่อนในที่ทำงานพยายามติดต่อก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่พบว่ามีการเคลื่อนไหวข้อความในไลน์ และเฟสบุ๊ค จึงมีความพยายามติดต่อไป แต่น.ส.จุฑาภรณ์อ้างว่าไม่สะดวก


 


เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News