ฟ้ามองเห็นแล้ว!!รองปลัดฯยุติธรรมลงพื้นที่ เร่งช่วยเหลือสองตายาย หลังโดนข้อหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะประโยชน์

Publish 2017-08-13 14:18:09



วันนี้(13 ส.ค.60) ที่บริเวณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอสรรพยา จ.ชัยนาท  นายธวัชชัย  ไทยเขียว  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายนิมิต  วันไชยธนวงษ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมปรึกษาหาลือแนวทางการช่วยเหลือ ครอบครัวนายชู นางอู๊ด  สอนสุข  สองสามีภรรยา  ชาวบ้าน บ้านเขาดิน หมู่ที่7 ตำบลหาดอาษา  อ.สรรพยา  จ.ชัยนาท  และถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสาธารณะประโยชน์ แผ้วถางป่า และเป็นผู้มีอิทธิพล 

ซึ่งต่อมา นายชู นางอู๊ด สอนสุข  สองสามีภรรยา ได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครฯเพื่อไปร้องขอความเป็นธรรมกับทางสำนักนายกรัฐมนตรี โดยหลังจากยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมแล้วเสร็จ ทางกระทารวงยุติธรรม ได้ประสานไปยังครอบครัวดังกล่าว และเข้าทำการช่วยเหลือทันที โดยหลังจากการประชุมแล้วเสร็จได้ลงพื้นที่บริเวณ บ้านเขาดิน หมู่ที่ 7 ตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา  จังหวัดชัยนาท  เพื่อสำรวจพื้นที่และเข้าพูดคุยกับนายชู นางอู๊ด  สองสุข โดยทางกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งทำการช่วยเหลือให้เร็วที่สุด



ด้านนายธวัชชัย  ไทยเขียว  รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีพัฒนาการการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะมติที่ประชุมที่จัดโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ที่ทำเนียบรัฐบาล และห้ามผู้บุกรุกต่อเติมใดๆ ตามข้อ ๘ นั้นหมายความว่าราชการได้ใช้หลักทางปกครองอันเป็นการทุเลาความเดือดร้อนของราษฎรโดยอนุญาตให้อยู่ทำกินและอาศัยบนพื้นที่ดังกล่าวต่อไปได้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะแสวงหาข้อเท็จจริงได้จนเป็นที่ยุติ หรือจนหาสถานที่ใหม่ได้ตามที่ให้ผู้บุกรุกไปขึ้นทะเบียนขอที่ดินทำกินในฐานะผู้ยากไร้ ดังกล่าว

 ฉะนั้น กรณีการแจ้งชะลอการประกาศราชกิจจานุเบกษาการยกเลิกการจัดรูปที่ดินจาก สน.เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อกรกฎาคม ๒๕๖๐ เพราะคุณภัทรภร ผู้ร้องได้ไปร้องสอดโดยอ้างเหตุที่เห็นว่าที่ดินแห่งนี้ไม่มีสภาพเป็นที่สาธารณะจะใช้ร่วมกันได้ ฉะนั้นส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ต้องจัดให้การศึกษาเหตุดังกล่าวจนหมดสิ้นกระแสความสงสัยว่าเป็นไปตามคำร้องดังกล่าวหรือไม่ แล้วแจ้งผลการพิจารณาดังกล่าวไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามเงื่อนเวลาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณา อนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ มิเช่นนั้นก็จะเหมือนการแจ้งอายัดลอยผู้ต้องขัง แล้วทิ้งอายัดไม่ดำเนินคดี ผลเสียก็จะตกกับประชาชน แต่อย่างไรก็ตามการชะลอดังกล่าวก็มิได้ล้มล้างมติที่ประชุมวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ที่ทุเลาให้ผู้บุกรุกอยู่อาศัยเป็นการชั่วคราวแต่อย่างใด

 

ดังนั้น การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยึดรถจักรยานยนต์วันที่ 7 สิงหาคม และข่มขู่ขับไล่วันที่ 8 สิงหาคม รวมถึงการลงพื้นที่ของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดย เฮลิคอปเตอร์ จำนวน 3 ลำ นำเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทปส. เจ้าพนักงานตำรวจ สภ.สรรพยา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม่ที่ 5 จังหวัดสระบุรี เข้ามาเร่งรัดดำเนินคดีกับผู้บุกรุกโดยเร่งด่วนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 17.00 น. พร้อมตรวจยึดทรัพย์ราษฎร จำนวน 5 รายการ ในฐานความผิดตามมาตรา 54 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2482 และมาตรา 9 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ดูเสมือนประหนึ่งไม่ทราบว่าได้มีการประชุมและมีมติเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล และเป็นการเร่งรีบดำเนินการโดยไม่มีการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่าสภาพพื้นที่นั้นข้อเท็จเป็นอย่างไร และ/หรือไม่สนใจว่ารัฐบาลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีและส่วนราชการในพื้นที่ได้มีความพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหากันอยู่อย่างไร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมีความต่อเนื่องเชื่อมโยง และเป็นการดำเนินการเกินความจำเป็นไปหรือไม่ ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบกันต่อไป และเห็นสมควรวางมาตรการหรือแนวทางจัดการปัญหาภาครัฐกรณีที่มีส่วนราชการอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ยังคงดำเนินการอยู่ในกรอบเวลาตามพระราชบัญญัติการอํานวยความสะดวกในการพิจารณา อนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ควรงดการดำเนินการที่เป็นการซ้ำซ้อน เพราะจะเป็นการสร้างความยากลำบากที่ซ้ำเสริมของราษฎรและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และไม่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะเป็นภัยแทรกซ้อนด้านความมั่นคงแห่ง เพราะเป็นการเพาะบ่มด้านทัศนคติที่ไม่ดีของประชาชนต่อรัฐองค์รวม



ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อสั่งการท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้เร่งยกระดับด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาเดิม ลดปัญหาใหม่ สิ่งไหนแก้ด้วยวิธีเดิมแล้วไม่ยั่งยืน ต้องคิดใหม่ให้รอบคอบ เพื่อลดความเดือดร้อนและดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม โดยปัญหาเร่งด่วนของบ้านเมืองที่ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ การเร่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ดูแลให้ประชาชนมีโอกาสที่เท่าเทียม หรือการยกระดับด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องเร่งให้มีกฎหมายที่ทันสมัย ขณะเดียวกันต้องไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งควรจะเร่งสร้างการยอมรับ ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ ศาล และองค์กรอิสระ เป็นต้น

โดยผมในฐานะผู้กับดูแลศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กระทรวงยุติธรรม จะดำเนินการตามข้อ 28 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ พ.ศ. 2552 โดยจะเสนอความเห็นไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเห็นสมควรให้ดำเนินการตามแนวทางแก้ไขปัญหาตามมติที่ประชุมวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล และให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรัดพิจารณาเหตุผลการขอชะลอการประกาศราชกิจจานุเบกษาของคุณภัทราภรฯ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วน ทั้งขอให้พนักงานสอบสวนชะลอการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา เพื่อรอผลการดำเนินการตามมติที่ประชุมวันที่ 16 พฤษภาคม ดังกล่าวข้างต้น พร้อมทั้งให้ออกคำสั่งยกเลิกการตรวจยึดทรัพย์ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นราษฎรที่ยากจนสามารถกลับไปดำรงตนพอเลี้ยงตนเองและครอบครัวไปได้ และหากการแสวงหาข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนแล้วหากพบว่า กระบวนการดำเนินการยกเลิกจัดรูปที่ดินดังกล่าวได้ดำเนินการมาโดยชอบด้วยกฎหมายทุกขั้นตอนแล้ว ก็ให้ สนง.จัดรูปที่ดินจังหวัดชัยนาทเสนอหนังสือให้ ผวจ.ลงนาม เพื่อชี้แจง สน.เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรณีให้ชะลอการลงประกาศราชกิจจายกเลิกการจัดรูปที่ดิน “เขาดิน” ดังกล่าวให้พิจารณาดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ข่าว/ภาพ ชฎารัฐ จันทร์พาหิรกิจ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.ชัยนาท



Recommend News