- 10 ก.ย. 2560
http://deeps.tnews.co.th
จากกรณีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 60 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา มีการประกาศ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 12/2560 เรื่อง การกําหนดตําแหน่งและแต่งตั้งข้าราชการให้ดํารงตําแหน่ง โดยที่มีความจําเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปอย่าง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพซึ่งจําเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูปและไม่อาจดําเนินการโดยวิธีการปกติได้ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดย ความเห็นชอบของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ นายพนม ศรศิลป์ พ้นจากตําแหน่ง ผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และให้ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ตรวจราชการ หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ข้อ 2 ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ้นจากตําแหน่ง และให้ดํารงตําแหน่ง ผู้อํานวยการสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ทั้งนี้โดยมีรายงานข่าวว่า สาเหตุที่ นายพนม ศรศิลป์ ถูกสั่งปลดพ้นผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) นั้น ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 12/2560 เนื่องจากบทบาทผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ผ่านมา ไม่ดำเนินการตามคำร้องขอของดีเอสไอ ซึ่งมีหลายเหตุตั้งแต่การประสานเรื่องการเข้ามอบตัว การออกคำสั่งใดๆ ในฐานะผู้ปกครองสงฆ์ โดยผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของดีเอสไอกับตำรวจในการดำเนินคดี ทำให้การแก้ปัญหาวัดธรรมกายไม่มีความคืบหน้า ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ กระทั่งดีเอสไอต้องขอให้รัฐบาลและหัวหน้าคสช.ประกาศใช้มาตรา 44 ควบคู่ไปกับหมายค้นและหมายจับของศาลอาญา
ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผอ.สำนักพระพุทธศาสนาฯคนใหม่ เป็นอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยตำรวจ บุคลิกเป็นคนธรรมะธัมโม อยู่ดีเอสไอตั้งแต่ยุคก่อตั้งกรม โดยรับผิดชอบคุมสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ และผบ.สำนักคดีภาษีอากร ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทเป็นชุดเจรจากับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และพศ.เพื่อประสานให้พระธัมมชโยเข้ารับทราบข้อหาตามหมายเรียก แต่การเจรจาหลายครั้งไม่บรรลุผล ผู้แทนวัดธรรมกายยืนยันไม่นำพระธัมมชโยเข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนดีเอสไอต้องขออนุมัติหมายจับ หมายค้น และขอให้มีประกาศคำสั่งคสช.มาตรา 44 เพื่อให้วัดธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม
กระทั่งพ.ต.ท.พงศ์พร เข้ามาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ แม้ยังไม่สามารถจับตัวพระธัมมชโยได้ ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้าหน้าที่ หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาของวัดธรรมกาย รวมทั้งพระผู้ใหญ่หลายรูปและพระสงฆ์ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงต่อวัดธรรมกายก็ถูกดำเนินคดี ภายในวัดถูกจัดการ ซึ่งภาพรวมเรื่องพระธัมมชโยและวัดธรรมกายก็นับว่าเป็นผลงานที่เห็นชัดไม่มากก็น้อย แต่ดูเหมือนจะเป็นที่ฮือฮาและอาจนำมาสู่การสั่งย้ายก็น่าจะการเข้าไปสอบเรื่องเงินทอนวัดอันเป็นข่าวที่เผยแพร่ให้เป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งพ.ต.ท.พงศ์พร เหมือนรู้ชะตา เพราะทันทีที่รู้ว่าถูกย้ายก็วอกว่าไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะมีความพยายามมาหลายครั้งแล้ว
ก่อนหน้านี้ปรากฏกระแสข่าวมาตลอดว่า พระชั้นผู้ใหญ่รวมถึงสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ไม่พอใจการทำหน้าที่ ของพ.ต.ท.พงศ์พร โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ซึ่งช่วงหลัง เริ่มมีวัดใหญ่วัดดังหลายแห่งอยู่ในข่าย ถึงขนาดพระชั้นผู้ใหญ่ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงถึงการทำงานรวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อว่า ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนา จนมีเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวผอ.พศ. เป็นระยะอยู่แล้ว ถึงขนาดว่ามีรัฐมนตรี 2 คน ที่ว่ากันว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับพระชั้นผู้ใหญ่คอยอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นอย่างดีได้หารือกันในการขจัดพ.ต.ท.พงศ์พร ออกไป
การตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด จนตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) สรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ไต่สวนไปกว่า 10 สำนวน ซึ่งนี่ก็เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ในเมื่อคนที่เอาจริงเอาจังกับการปราบทุจริตเงินภาษีประชาชนกลับถูกตอบแทนด้วยตำแหน่งผู้ตรวจราชการฯ เขต 8 ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ฉะนั้นจากนี้ต้องติดตามต่อว่า พ.ต.ท.พงศ์พร จะอุทธรณ์คำสั่งโยกย้ายครั้งนี้หรือไม่ ที่สำคัญเรื่องทุจริตเงินทอนวัดจะไปจบลงตรงไหน ที่ใคร และอย่างไร
ขณะที่ต้องถือว่าเป็นคู่กรณีกันอย่าง นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม้จะพยายามออกมาชี้แจงถึงสาเหตุและการันตีว่าการโยกย้ายนั้นไม่ได้เกิดผลเสียต่อพ.ต.ท.พงศ์พร แต่ต้องยอมรับว่าสังคมกำลังจับตาและตั้งคำถามเป็นอย่างมากว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่กับการย้ายครั้งนี้หรือไม่ อีกทั้งบางคนบางกลุ่มยังมีน้ำเสียงโจมตี ลุกลามไปถึงการวัดผลงานกันเลยทีเดียว นั่นทำให้ต้องย้อนไป หลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นายออมสิน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการบริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 นายออมสิน ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ก่อนหน้านี้ 10 ก.ค. 2557 นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ประธานบอร์ด ร.ฟ.ท.คนใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาเร่งด่วนของรถไฟในเรื่องความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการกลับมา รวมถึงการพิจารณาการทำงานของนายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ก็เป็นอำนาจของบอร์ด ซึ่งต้องยึดหลักตามข้อกฎหมาย
