แกนี่อวดดีนักนะ!! เมื่อกรมหลวงชุมพรฯ เจอ "ตากัน ยอดนักเลงจอมขมังเวทย์" จึงลองวิชา..จับถ่วงน้ำ เผย..ถ้าตายก็เอาไปฝังบนเกาะให้เป็นผีเฝ้าเกาะ!!

Publish 2017-09-30 09:55:33



           เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ท่านเป็นชายชาตรี ใช้ชีวิตกลางแจ้งเพื่อศึกษาชีวิตของราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ และที่สำคัญท่านชื่นชอบพุทธเวท ไสยเวท เป็นอย่างมาก 

           ครั้นเสด็จในกรมไปตากอากาศทางเรือ  พอถึงสัตหีบก็เอาเรือเล็กลงเพื่อเที่ยวหายิงสัตว์ให้เพลิดเพลินบนเกาะ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนกกระยางฝูงหนึ่งบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ทรงประทับปืน ร.ศ. และเหนี่ยวไกยิงทันที น่าประหลาด ลูกกระสุนปืน ร.ศ. กลับไม่ระเบิด พยายามยิงหลายครั้งก็ยิงไม่ออกอยู่ดี เสด็จในกรมทรงประหลาดพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงสงบนิ่งหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง จึงลืมพระเนตร รำพึงขึ้นว่า

"ชะรอยจะต้องมีผู้มากอาคมอยู่บนเกาะแห่งนี้แน่"



          จากนั้นพระองค์ทรงพระราชดำเนินชมแมกไม้ไประยะหนึ่ง ก็เหลือบเห็นกระต๊อบเล็กอยู่หลังหนึ่งมุงด้วยจาก  เสด็จในกรมจึงแวะเข้าไปดูพร้อมกับมหาดเล็ก ขณะเดียวกัน  ประตูกระต๊อบเปิดออก ชายวัย ๕๐ ปีเศษ ก้าวเดินออกมา เขามองดูเสด็จในกรมและมหาดเล็กอย่างเฉยชา แล้วพูดด้วยซุ่มเสียงขึงขังว่า

"นี่..พวกนี้จะมาล่าสัตว์ในป่านี้ไม่ได้นะ"   

เสด็จในกรมทรงพระสรวลก้องพลางตรัสว่า

"สัตว์ในป่านี้แกเลี้ยงไว้ตั้งแต่เมื่อไร..แกชื่ออะไรล่ะ"  ชายสูงอายุตอบ  "ชื่อกัน" 

เสด็จในกรมถามอีก "ทำไมมาอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่กลัวเสือกินหรือ"

ตากันก็ตอบว่า "ไม่อยากอยู่ใกล้มนุษย์มันเหม็นสาบ ข้าอยู่ที่นี่นายแล้ว  ตกเบ็ดหาปลา เก็บผักเก็บหญ้ากิน เลี้ยงตัวคนเดียวสบายใจดี แกล่ะเป็นใคร บังอาจมายิงสัตว์ในป่าที่ข้ารักษาอยู่  ในแถวนี้ไม่มีใครกล้ามารังแกสัตว์ในเกาะนี้หรอกนะ" 

ตากันบอก เสด็จในกรมได้ฟังคำพูดเย่อหยิ่งของตากัน  ทรงรู้สึกหมั่นไส้เหลือกำลัง จึงตรัสออกไปว่า

"แกนี่รู้สึกอวดดีนักนะ  เดี๋ยวก็จับตัวไปถ่วงลงในอ่าวให้ขาดใจตายเสียเลย"

ตากันได้ฟังก็หัวเราะลั่นไม่แยแสคำขู่ แล้วยังพูดท้าทายอีกว่า

"อย่าว่าแต่อ่าวแค่นี้เลย ในท้องทะเลข้ายังเคยเดินเล่นนั่งเล่นหลายๆ วันเลย พวกเอ็งเก่งจริงจับข้าใส่กระสอบมัดเอาไปถ่วงในอ่าวได้เลย"

 

            เสด็จในกรมถูกลองดีอย่างนี้มีหรือจะทรงยอม และอยากดูของดีจากตากันด้วย ทรงรับสั่งมหาดเล็กที่ติดตามมาด้วยช่วยกันจับตากันมัดใส่กระสอบ เอาขึ้นเรือเล็กไปถ่วงที่เรือรบจอดทอดสมออยู่ โดยเอาเชือกโยงปากกระสอบติดไว้กับเรือรบ  ทั้งยังทรงรับสั่งอีกว่า

"ถ่วงให้นานครบ ๒๔ ชม. แล้วค่อยเอาขึ้น ถ้าตายก็เอาไปฝังบนเกาะให้เป็นผีเฝ้าเกาะไปเลย" (กล่าวกันว่าเสด็จในกรมทรงทราบดีว่า "ตากัน" มีวิชาไสยเวทย์พอตัว จึงเกิดการลองวิชากันขึ้น) 

            ครั้นครบ ๒๔ ชม. ทหารเรือก็ช่วยกันดึงกระสอบขึ้นมาบนเรือ แล้วแก้มัดปากกระสอบออก  ทุกคนต้องตะลึงเพราะเห็นตากันนั่งขัดสมาธิยิ้มแฉ่ง เชือกที่เคยมัดมือมัดเท้าหลุดออกหมด ตากันลุกขึ้นแล้วคลานเข่าเข้ามากราบเสด็จในกรม (คงทราบแล้วว่าคนที่ตนท้าทายเป็นเชื้อพระวงศ์) พระองค์จึงตรัสว่า 

"ตากัน แกมีวิชาอะไรดี"

ชายขมังเวทย์รีบทูลตอบ "เกล้ากระผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดมะขามเฒ่าจึงมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างพะยะค่ะ"

(หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)



เสด็จในกรมทรงได้ยินเช่นนั้นก็ปีติยินดีอย่างยิ่ง ตรัสบอกไปว่า 

"เออ..เป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันกับฉันนะสิ" 

แล้วพระองค์ได้ให้เรือเล็กไปส่งที่ฝั่ง  พร้อมทั้งมอบอาหารการกินที่จำเป็นไปด้วย ในเวลาต่อมาจึงเรียกอ่าวแห่งนี้ว่า "อ่าวตากัน"

 

(หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ)

 

             ส่วนตากันนั้นชาวบ้านย่านสัตหีบและบางเสร่นั้นศรัทธากันมาก จนเป็นที่เลื่องลือว่า แกเก่งด้านกสิณ สามารถที่จะใช้อำนาจจิตบังคับธรรมชาติได้ เช่น ห้ามฝน  ลุยไฟ ล่องหน  กำบังตน เรียกลมเรียกฝนได้ มีวัตถุมงคลที่แกสร้างจนดังสืบมาทุกวันนี้คือ  "ปลัดขิก"  ซึ่งทำมาจากกัลป์ปังหา ซึ่งมีอยู่ในท้องทะเล ถือเป็นของขลังตามธรรมชาติ  ว่าวันว่า หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำปลัดขิกนั้น ก็ร่ำเรียนวิชามาจาก "ตากัน"  นี่แหละ

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dharma-gateway.com



เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ


Suggess News