ทำไมราคาหุ้น KBANK ถึง แพงกว่า SCB???

Publish 2017-11-01 11:43:45



ติดตามรายละเอียด /เพจRichman can do

น่าตามไปดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) เพราะขณะนี้โบรกเกอร์จากหลายค่ายต่างให้ น้ำหนัก หุ้น KBANK มากกว่า หุ้น SCB  โดยให้ราคา หุ้นกสิกร อยู่ระหว่าง 240-250 บาท ส่วน ไทยพาณิชย์  150-180  บาท
ทั้ง ๆ ที่ ผลดำเนินงานงวด 9 เดือนในปีนี้  จะพบว่า ไทยพาณิชย์ ทำกำไรได้ถึง 33,953 ล้านบาท ส่วนกสิกรไทย 28,631 ล้านบาท ซึ่ง SCB มีผลดำเนินงานที่ดีกว่ากสิกร

 

 



อย่างไรก็ตาม ถ้าดูเนื้อในจะพบว่า KBANK มีจุดเด่นกว่า SCB คือ
1.การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่ลดลง  ความสามารถทำกำไรจะมากขึ้น
ขณะที่ SCB ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น    กำไรก็น่าจะลดตามภาระจ่ายเพิ่ม 
2.ขณะนี้มูลค่าบริษัทของกสิกรไทย คือ Market Capitalization ได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 มีมูลค่า 526,517 ล้านบาท ส่วน SCB อยู่ที่ 499,681 ล้านบาท
ประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นเหตุผล ที่ทำให้ โบรกเกอร์กลับใจ หันมาซื้ออนาคต หุ้นKBANK มากกว่า SCB  เช่น ....  บล.ทิสโก้ แนะนำ“ซื้อ” KBANK มูลค่าเหมาะสม 240 บาท
โดยให้เหตุผลว่า เป้าหมายทางการเงินในปี 2018  ตั้งเป้าหมายสินเชื่อโต 5-7%  CEO แบงก์ มองเศรษฐกิจมหภาคในเชิงรับ  เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ไม่เกิน 4% หากรัฐบาลไม่สามารถเริ่มการปฏิรูปประเทศได้ ในด้านของสินเชื่อมองว่าสินเชื่อของ SME จะมีการเติบโตที่ต่ำ และได้มีการตั้งสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่แล้ว นอกจากนี้ผู้บริหารยังมองว่าระบบของรายได้แบบเก่าจะไม่สามารถใช้งานได้ดี ทำให้ต้องมีการออกแบบระบบ IT และการตลาดใหม่เพื่อรองรับลูกค้ารุ่นใหม่ที่ไม่นิยมเข้าสาขา และ KBANK ต้องการอุปกรณ์ในการวิเคราะห์ Big Data เพื่อสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ และรักษาการเติบโตของ RoE แผนดังกล่าวจะช่วยให้ KBANK มีความเป็นผู้นำในการเติบโตของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่เป็นใจ
บล.บัวหลวง  บล.เคทีบี บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ บล.หยวนต้า และให้ราคาที่ 240-250 บาท    

 



ด้าน หุ้น SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ 
บล.ทิสโก้ และ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มีมุมมองคล้ายกัน แนะนำ“ถือ” มูลค่าที่เหมาะสม 157 บาท บล.หยวนต้า ให้ราคาเหมาะสม 180 บาท 
เหตุผลที่ ทำให้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ปรับราคาหุ้น SCB ลงมา จะเทน้ำหนักไปที่เรื่องการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น จึงกังวลว่า ความสามารถทำกำไรจะลดลงตามไปด้วย 
SCB เปิดเผยผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2560 ว่ามีกำไร 10,130.22 ล้านบาท หรือ 2.98 บาท/หุ้น ลดลง 12.2% จากงวดเดียวกันปี 2559 ที่มีกำไร 11,532.89 ล้านบาท หรือ 3.40 บาท/หุ้น  เป็นผลมาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่ม เตรียมการปฎิบัติตามมาตรฐานบัญชี IFRS9 ที่จะใช้ในปี 2562 และค่าใช้จ่ายการดำเนินงานพุ่งเพื่อปรับองค์กรสู่ดิจิทัล ด้านราคาหุ้นทำนิวโลว์รอบ 2 เดือน อยู่ระดับ 147 บาท หลังประกาศงบไตรมาส 3/60 กำไรต่ำกว่าคาด เหตุสำรองหนี้พุ่ง 
อย่างไรก็ตาม วันนี้ 1 พ.ย. ผู้บริหาร SCB จะให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์ คงต้องชี้แจงและตอบคำถามหนักเรื่องตั้งสำรองหนี้ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งคงหนีไม่พ้นลูกหนี้เจ้าดังอย่าง บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ  PACE ที่ทำธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับราคาแพง และเป็นปัจจัยเสี่ยงของ SCB ….. Richman can do จะติดตามคำชี้แจงของผู้บริหาร SCB มานำเสนอต่อไป............


เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง