"ขอเป็นขัารองบาททุกชาติไป" คำคมสุดฮิต!!! ใครเป็นผู้คิดเขียน ...ด้วยจุดประสงค์ใด?

Publish 2017-11-10 07:59:04



บทความนี้ผู้เขียนขอเสนอเรื่องราวที่มาของคำว่า “ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป” ที่ท่านผู้ชมหลายๆท่าน มักจะได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยๆ และอาจพบเห็นผ่านสายตาจากสื่อต่างๆและตามรถยนต์ที่นิยมติดสติ๊กเกอร์คำนี้กันเยอะมาก ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า อาจจะมีอีกหลายๆคนที่ยังไม่ทราบถึงที่มาและความหมายของคำคำนี้ค่ะ  วันนี้ผู้เขียนจะพาท่านผู้ชมมาไขข้อข้องใจถึงที่มาของคำว่า “ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป” เชิญรับชมได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

 
จริงๆแล้ว คำๆ นี้ไม่ใช่คำใหม่ อะไร แต่ว่าเป็นคำที่มีการใช้มาแล้วเกือบ 200 ปี ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนคำให้กลายมาเป็นคำที่เราคุ้นเคยชินหูกันในปัจจุบันค่ะ

โดยผู้ที่เริ่มใช้คำนี้เป็นคนแรกก็ คือ “กวีเอกของโลก'



 

 ‘สุนทรภู่' (พ.ศ.2329-2398) กวีสี่แผ่นดินชื่อก้องโลก ที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘เชคสเปียร์เมืองไทย' ผู้ประพันธ์กลอนนิทานเรื่อง ‘อภัยมณี' และวรรณคดีชื่อดังอีกหลายเรื่อง สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมอาลักษณ์ราชสำนักรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และสิ้นชีวิตในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
อาลักษณ์ราชสำนักรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และสิ้นชีวิตในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)


ในช่วงประมาณปี พ.ศ.2371 สุนทรภู่ในขณะนั้นบวชเป็นพระภิกษุ ได้เดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้แต่งนิราศชื่อ ‘นิราศภูเขาทอง' ซึ่งเป็นวรรณคดีประเภทนิราศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ ทั้งนี้บทนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งได้กล่าวถึงความจงรักภักดีของสุนทรภู่ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งมีเนื้อหาอาลัยอาวรณ์และระลึกถึงพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นที่รักและเทิดทูนตลอดการเดินทาง

 



โดยประพันธ์ตอนหนึ่งว่า ‘ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป' ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ‘ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป' ที่คนไทยใช้แสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในช่วงเวลานี้ และ วันนี้ผู้เขียนก็ได้ยกเอาบทประพันธ์ตอนนี้จาก”นิราศภูเขาทอง”และความหมายมาให้ทุกท่านรับชมกันด้วย ดังนี้ค่ะ

      ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด           คิดถึงบาทบพิตรอดิศร                

โอ้ ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร       แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด      ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ

 ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น                 ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

จึงสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย     ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา

เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา                ขอเป็นข้าเคียงบาททุกชาติไป


บทวิเคราะห์

ครั้นเมื่อ สุนทรภู่ ถึงหน้าวังก็เศร้าโศกมาก คิดถึง”พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย”ผู้ซึ่งมีพระคุณกับสุนทรภู่อย่างมาก เมื่อก่อนเคยเข้าเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิดและบ่อยครั้ง เมื่อพระองค์สวรรคตก็เหมือนกับสุนทรภู่ตายไปด้วยเพราะไม่มีญาติหรือคนคอยช่วยเหลือชีวิตจึงยากแค้นแสนเข็ญ อีกทั้งมีโรคมีกรรมเข้ามารุมล้อม ไม่เห็นใครที่จะพึ่งพาได้ จึงได้บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่รัชกาลที่ ๒ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมตลอดเวลา เพื่อเป็นสิ่งทดแทนคุณพระองค์ แม้เกิดชาติใดใดก็ขอให้เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไป


เมื่อทุกท่านทราบถึงที่มาของคำว่า.. “ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป” กันอย่างละเอียดแล้ว และคงจะมีท่านผู้ชมหลายๆท่านเลยทีเดียวที่สัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าใจของ ท่าน สุนทรภู่ ในช่วงนั้นกันได้เป็นอย่างดีทีเดียว ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับท่านผู้ชมค่ะ จึงทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงวันเด็กสมัยมัธยมต้นที่เคยประกวดขับทำนองเสนาะบทนี้ และได้รับชัยชนะในการประกวดทุกปี แต่ไม่เคยคิดว่าถ้อยคำที่ผู้เขียนเคยขับท่องเป็นทำนองเสนาะกับเพื่อนๆอย่างเจื้อยแจ้วเพื่อแข่งขันกันในสมัยเรียนนั้น จะกลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้เขียนในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวผู้เขียนและอีกหลายๆท่านเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้ว่าบทประพันธ์ของท่าน “สุนทรภู่ “นั้นมีความเป็นอมตะและมีค่าเสมอไม่เสื่อมถอยสูญสลายไปตามกาลเวลา

 

 

 


ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิพีกิเดีย
,และข้อมูลเพิ่มเติม(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะเรียบเรียงโดย:โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์


เรียบเรียงโดย

โชติกา พิรักษา : สำนักข่าวทีนิวส์


Recommend News