น่ารู้! 3 หุ้นเด่นเข้า SET50 อีก 3 ตัวถูกเตะออก...!

Publish 2017-11-13 12:58:00



ตัวไหนเข้า-ตัวไหนออก  ติดตามเพจ Richman can do

ครึ่งแรกของปี 2561 ดัชนี SET50 และ SET100 จะมีการคำนวณหุ้นใหม่ คือ หมายความว่า จะมีหุ้นบางตัวถูกนำเข้ามาใส่เพิ่ม และมีหุ้นบางตัวที่ถูกคัดออก
ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.– 30 มิ.ย. 2561   ใครจะอยู่ ใครจะไป  Richman can do จะรายงานให้ทราบ

บทวิเคราะห์ของ บล. เอเซียพลัสระบุว่าในเบื้องต้น ได้ทำการคำนวณและคัดกรองหุ้นที่มีโอกาสเข้า – ออก ตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด แต่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น จนถึง ณ วันที่ 8 พ.ย. 2560 (ขาดข้อมูลเกือบทั้งเดือน พ.ย. 2560) โดยได้ผลดังนี้ : 



หุ้นทีมีโอกาสคัดเข้า-ออก SET50 ในรอบ ครึ่งแรกของปี 2561 : 
  
หุ้นที่คาดว่าถูกคัดเลือกเข้า SET50 จำนวน 3 บริษัท: SAWAD, TPIPP และ CENTEL 
  
หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดออกจาก SET50 จำนวน 3 บริษัท : TPIPL, PSH และ KCE 
  
หุ้นสำรอง อาจจะถูกคัดเลือกเข้า SET50 จำนวน 5 บริษัทแรก : KCE, BCP, PSH, JAS และ WHA 

หุ้นทีมีโอกาสคัดเข้า-ออก SET100 ในรอบครึ่งแรกปี 2561 คือ : 
  
หุ้นที่คาดว่าน่าจะถูกคัดเลือกเข้า SET100 จำนวน 10 บริษัท: TPIPP, JAS, ESSO, TTW, HANA, ORI, WHAUP, PLAT, COL และ SPCG 
  
หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดออกจาก SET100 จำนวน 10 บริษัท: SPTI, PTL, BIG, MALEE, MONO, THCOM, TTA, LPN, UNIQ และ ANAN 
  
หุ้นสำรอง อาจจะถูกคัดเลือกเข้า SET100 จำนวน 5 บริษัทแรก : UV, GOLD, KSL, UNIQ และ RS 

หมายเหตุ :  หุ้นที่ถูกคัดเข้า-ออก SET50 และ SET100 ดังกล่าว เรียงลำดับรายชื่อหุ้นตามโอกาสที่จะถูกคัดเข้า–ออก จากมากไปหาน้อย 

*** ในการคำนวณสุดท้ายหุ้นเข้า SET50 และ SET100 ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสำคัญ *** 



นักวิเคราะห์เอเซียพลัสระบุหุ้นส่วนใหญ่ที่ถูกคาดการณ์เข้า SET50 และ SET100 ราคาเกินมูลค่าพื้นฐานไปมากแล้ว แต่ก็มีหุ้นที่น่าสนใจลงทุนยามตลาดหุ้นผันผวน คือ SAWAD และ CENTEL โดยทั้ง 2 บริษัทมีโอกาสเข้าคำนวณใน SET50 สูง และยังมีประเด็นบวกเฉพาะตัว แม้ CENTEL จะไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการช็อปช่วยชาติโดยตรง แต่ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาจึงเป็นโอกาสในการสะสม

เอเชียพลัสระบุว่า SAWAD มีโอกาสสูงที่จะถูกคัดเลือกเข้า  SET50  และคาดว่าทิศทางในช่วงที่เหลือของปีจะยังเติบโตต่อเนื่อง ตามภาพรวมสินเชื่อที่เป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น และส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีผลต่อกำไรก็ทยอยฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเก็งกำไรระยะสั้นจากการที่ SAWAD มีโอกาสย้ายจากดัชนี MSCI Global Small Cap ขึ้นมายังดัชนี MSCI Global Standard เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา Market Cap เพิ่มขึ้นอย่างมาก ล่าสุดอยู่ที่กว่า 7 หมื่นล้านบาท แซงหน้า KCE ที่ปัจจุบันอยู่ในดัชนี MSCI Global Standard แต่กลับมี Market Cap เพียงกว่า 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น  นักวิเคราะห์จึงมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ SAWAD จะถูกเข้าไปคำนวณในดัชนี MSCI Global Standard ในรอบที่จะถึง (ทราบผลการปรับดัชนี MSCI ในเช้าวันที่ 14 พฤศจิกายน ก่อนจะมีผลในวันที่ 1 ธันวาคม 2560) 

ส่วนโบรกเกอร์ “โนมูระ พัฒนสิน” มองราคาหุ้น SAWAD อยู่ระหว่างปรับฐาน แต่เป็นจุดที่น่าลงทุน เพราะเป็นผู้นำในกลุ่มสินเชื่อ Non-Bank และโอกาสในการเติบโตสูง พร้อมคาดใน 3 ปีข้างหน้ากำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23% จึงเหมาะสมที่จะซื้อขายบนราคาพรีเมี่ยมที่มากกว่าหุ้นในกลุ่มเดียวกัน ได้ และที่สำคัญคือ SAWAD เป็นตัวเต็งถูกนำเข้าคำนวณใน MSCI Global Standard เป็นตัวแปรให้นักลงทุนสถาบันต่างชาติหันมาลงทุนเป็นสัดส่วนมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน  

ด้านแนวโน้มกำไร โนมูระฯ มองว่ายังเป็นขาขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดปีนี้ จะเพิ่มขึ้น 31% และ 29 ในปี 2561 จากการปล่อยสินเชื่อที่ยังเร่งตัวดี  รวมถึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลจากการร่วมมือกับ BFIT ทั้งต้นทุนของเงินทุน  cost of fund ต่ำลง และลดความเสี่ยง พรบ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา (ผ่านการปล่อยสินเชื่อผ่าน BFIT) ช่วยสร้างการเติบโต นอกจากนี้ ค่ายเอเซียพลัสมองการเริ่มบุกตลาดต่างประเทศ  (ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ถือเป็น "key growth driver" ระยะยาว 


 


เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง : สำนักข่าวทีนิวส์