ลี้ลับมหัศจรรย์! "เครื่องรางอาถรรพ์"..."ของขลังแปลกสุด"มีดีอะไร? คนไทยจึงแสวงหาไว้ครอบครอง. ป้องกันคุ้มภัยได้จริง...ฤาเป็นแค่เพียงคำกล่าว?

Publish 2017-11-14 19:49:10



บทความนี้ผู้เขียนจะพาท่านผู้ชมมารู้จัก!!” เครื่องรางอาถรรพ์ ของขลังของแปลกประจำชาติไทย “(ตอน เดือยงูเหลือม-ตับเหล็ก-และเคราแดง) ต่อจากบทความที่แล้วกันค่ะ ว่าจะมีอาถรรพ์ความขลังอย่างไรบ้าง เชิญรับชมได้ดังต่อไปนี้ค่ะ



1.เดือยงูเหลือม
เป็นของที่มีอาถรรพ์ในตัวเอง ที่เรียกว่าของวิเศษ คนโบราณได้กล่าวขานจวบจนถึงปัจจุบันว่าเดือยพญางูเหลือมเป็นของอาถรรพ์มีอานุภาพที่เร้นลับศักดิ์สิทธิ์เป็นของวิเศษ ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะมีโชค มีลาภเข้ามาโดยตลอด ชีวิตรุ่งเรือง ทำมาค้าขายหากินง่ายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งตามธรรมชาติพญางูเหลือมจะมีเฉพาะเพศผู้และมีอายุมากเท่านั้นถึงจะมี เดือย นับว่าเป็นของที่ทรงคุณค่าหรือวิเศษยิ่งนัก โดยธรรมชาติงูทั่วไปจะต้องเลื้อยออกไปหากิน แต่พญางูเหลือมที่มีอายุมากจะไม่ออกไปหากินเหมือนงูทั่วไปแต่จะออกเดินทางหาอาณาเขตในการนอนรอเหยื่อ เมื่อพญางูเหลือมหิวอาหารจะมีเดือยงอกออกมาแถวๆ ใกล้รูถ่ายของเสียโดยที่มันจะใช้เดือยนี้วงเป็นอาณาเขตวงกลมรอบๆ ที่มันนอนอยู่ ในวงกลมอาณาเขตนั้นถ้าสัตว์ตัวใดหลงเดินเข้ามาอย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปอีก เหมือนโดนคาถาต้องมนตร์สะกดให้งงงวย สัตว์เหล่านั้นจะเดินอ่อนระทวยเข้าไปให้พญางูเหลือมกินแบบสบายๆ  แม้แต่งูตัวเมียก็จะเดินเข้ามาให้ผสมพันธ์อยู่ไม่ขาด!!…

ตำราโบราณได้บันทึกไว้เป็นจารึกว่าเป็นของ “วิเศษ” ยิ่งนัก แต่การที่จะเอามาทำเครื่องรางต้องเอาเฉพาะตัวที่มันตายพรายเท่านั้น (ตายเอง) เดือยพญางูเหลือมถึงจะขลังและทรงคุณค่ายิ่งนัก งูเหลือมเป็นงูชนิดเดียวที่มีเดือย ซึ่งจะมีเฉพาะงูตัวผู้ที่แก่แล้วเท่านั้น!!..

เหตุนี้ตำราโบราณจึงบอกว่าเป็นของดีที่มีความวิเศษในตัว แต่การที่จะเอามาครอบครองได้นั้นจะ สามารถเอามาได้ก็ต้องเฉพาะตัวที่มันตายพราย คือแก่ตาย หรือตายโหง คือมีอุบัติเหตุ เช่นไฟป่าคลอกตาย เป็นต้น เท่านั้นถึงจะขลังไม่ใช่ว่าไปจับงูมาแล้วนำมาฆ่าเพื่อตัดเอาเดือยงูนะคะท่านผู้ชม

วิธีสังเกตว่าเป็นเดือยงูเหลือมจริง หรือเดือยงูเหลือมปลอมก็ เพราะว่าเดือยงูเหลือมนั้นมีลักษณะคล้ายๆ กับอุ้งตีนไก่ จะมีความแตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นถ้าเป็นอุ้งตีนไก่แล้วพอทุกส่วนมันแห้งสนิทหนังที่อุ้งตีนมันจะเหี่ยวแห้งยุบติดกับกระดูกไก่แนบกันสนิทแทบจะแกะออกไม่ได้ชนิดนี้เรียกว่า ของปลอม ถ้าเป็นเดือยงูเหลือมแท้ๆ มีลักษณะดังนี้ ที่โคนเล็บจะมีเนื้อเป็นก้อนเกาะกันแน่น แม้ว่าจะผ่านการตากแห้งเป็นเวลานานก็ตามมันจะไม่ยุบแห้งติดกระดูกเหมือนอุ้ง ตีนไก่ เล็บจะแข็งปลายยาวแหลม บางเดือยจะโค้งยาวมาก มันอยู่ตรงที่ว่างูเหลือมจะต้องมีตัวขนาดใหญ่มหึมา และกรงอุ้งเล็บของงูเหลือมนี้จะไม่หลุดออกจากกระดูก มันจะฝังอยู่อย่างเหนียวแน่นมาก นี้แหละเรียกว่าของแท้ค่ะท่านผู้ชม



สรรพคุณของเดือยงูเหลือม

1. ดีในด้านเสี่ยงโชค ตามคำโบราณมีอยู่ว่าสะกดคนที่เล่นการพนันกับเรา ได้ชะงัดนัก แต่มีข้อแม้ว่าอย่าลุก ถ้าลุกเลิกเล่นได้เลย (แบบฉบับโบราณว่าไว้แบบนั้น)

2. ดีในด้านทำมาหากิน มีลูกค้ามาหาเอง เหมาะแก่งานธุรกิจออนไลน์(เหมือนที่เหยื่อเดินเข้ามาให้งูเหลือมกินเองแบบสบายๆแหละค่ะท่านผู้ชม)  โชคลาภ ค้าขายดี
 
3. ดีในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ( เช่นที่มีงูตัวเมียเข้ามาให้ผสมพันธุ์ไม่ขาดนั่นแหละค่ะท่านผู้ชม) มีเสน่ห์ในกาย ดึงดู เพศตรงข้าม อันนี้หลายๆท่านคงจะมีความสนใจกันอยู่ไม่น้อยเลยกระมัง? (ตรงนี้ผู้เขียนแอบขำคนเดียวยาวๆวนไปค่ะ)

วิธีเสกเดือยงู .... นำเดือยมา ตั้งนะโมสามจบ ท่องว่า โอม...มหานาคา นะจังโง โมจังงัง พุทละลวย ธาละลาย ยะมามีมามะ ท่องสามจบ จากนั้น อธิฐานในสิ่งที่ต้องการ....


2.ตับเหล็ก
ทางภาคกลาง และทางภาคเหนือ เรียกว่าตับทองแดง เล่ากันว่าตับเหล็ก หรือตับทองแดงนี้ จะไม่ไหม้ไฟ คือศพของคนที่มีตับเหล็กนี้ ตับจะไม่ไหม้ไฟ จะเหลือตับเหล็กไว้ให้ถือเป็นของขลังชนิดหนึ่ง...

 

3.เคราทองแดง
เคราทองแดงนี้เชื่อกันว่าเป็นของขลังที่สามารถ เกิดขึ้น กับร่างกายของคนที่ มีอาคมแก่กล้า มีคาถาอาคม เสกว่านยา กินเป็นประจำทำให้ตับเป็นเหล็ก หรือเคราเป็นทองแดงใช้มีดโกนไม่เข้าก็มี แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นเองได้ แต่ไม่ได้มี หรือเกิดขึ้นได้กับทุกคนนะคะ ว่ากันว่านานๆจึงจะได้พบเห็นกันสักทีค่ะ....สำหรับในตอนต่อไปผู้เขียนจะนำท่านผู้ชมไปพบกับเรื่องราว..
”เครื่องรางอาถรรพ์ ของขลังของแปลกประจำชาติไทย “
 (งากำจัด-งาช้างน้ำ-คด-กระดูกงูเหลือมและ เคงเป็นเหล็ก)ค่ะ ฝากติดตามรับชมกันต่อนะคะ


ขอขอบคุณท่านผู้เป็นเจ้าของเครดิตภาพที่ผู้เขียนได้นำมาจาก (อินเตอร์เน็ต)เพื่อใช้ในการแสดงประกอบเนื้อหาสาระข้อมูลนี้ค่ะ..และขอขอบคุณแหล่งที่มาของภาพและข้อมูลจาก:วิกิพีเดีย,
ไสยศาสตร์,และข้อมูลเพิ่มเติม(บางส่วน)จาก :อินเตอร์เน็ตค่ะ
เรียบเรียงโดย:โชติกา พิรักษา และ ศศิภา ศรีจันทร์ ตันสิทธิ์


เรียบเรียงโดย

โชติกา พิรักษา : สำนักข่าวทีนิวส์