จิมมี่ในโฟกัสช่างภาพผู้เคยถวายงาน...เขานั่งอยู่ข้างอุโมงค์วัดคนเดียวขณะคนนับพันอยู่ด้านหน้า!?!อีกเรื่องเล่าของเศรษฐีใจบุญ...อ่านแล้วน้ำตาไหล

Publish 2017-11-15 07:39:53



จากกรณีนักร้องดัง “ตูน บอดี้สแลม” หรือ นาย อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ออกวิ่งตามโครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาล ทั่วประเทศ จาก อ.เบตง จ.ยะลา ไปถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จัดหาเงินบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตั้งเป้าได้ยอดบริจาค 700 ล้านบาท และได้วิ่งมาถึงนครศรีธรรมราช ซึ่งได้พบกับนายจิมมี่ ชวาลา ผู้บริจาคเงิน16ล้าน ที่หน้าโรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ โดยตูนได้โผเข้าไปกอดและขอบคุณนายจิมมี่ โดยนายจิมมี่ได้จูบศีรษะตูนเป็นการให้กำลังใจ จากนั้น นายจิมมี่ได้ร่วมวิ่งกับตูนด้วยตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ เป็นระยะทาง 1 ก.ม.ไป ก่อนที่ตูนและคณะจะวิ่งมุ่งหน้าไปที่บ้านหน้าทับ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลานั้น



       ทั้งนี้เฟซบุ๊กผู้ใช้ชื่อว่า รังสิต ทองสมัคร์ ซึ่งเป็นของ นพ.รังสิต ทองสมัคร์ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าศาลา นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความถึงจิมมี่ ชวาลาด้วย ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดมีความน่าประทับใจ สุดซาบซึ้งต่อคำว่า ให้ ของเศรษฐีใจบุญผู้นี้ จึงขอนำมาเสนอต่อดังนี้

 

วันนี้อยากคุยถึงคุณจิมมี่

ข่าวที่คุณจิมมี่บอกว่าจะบริจาคเงินช่วยโครงการของตูน บอดี้สแลม ๑๖ ล้านบาทนั้น ทำให้ผมได้รับการติดต่อและถามจากนักข่าวส่วนกลางที่เคยติดต่องานสมัยน้ำท่วมเมืองคอนหลายแห่งว่า

"คุณจิมมี่คือใคร?"

ผมบอกว่าในรายละเอียดเรื่องประวัติที่มาเป็นอย่างไรนั้นผมไม่ทราบมากนัก แต่ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือมากที่สุดท่านหนึ่งของเมืองคอน พร้อมกับบอกแหล่งข้อมูลอื่นที่มีรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สื่อข่าวติดต่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้

..................................

ผมติดตามข่าววิ่งของตูนมาตั้งแต่วันแรก จนถึงวันเวลาสำคัญที่สุด เมื่อตูนได้เจอคุณจิมมี่

คุณจิมมี่ได้โอบกอดตูนด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น สองมือคุณจิมมี่ที่ประคองศีรษะตูนแล้วก้มลงหอมบนผมของตูน เป็นภาพที่ผมต้องกลั้นน้ำตาด้วยความตื้นตันใจ.....ถ้าใครสังเกตุดีดีจะเห็นตรงแขนของคุณจิมมี่ยังมีสายน้ำเกลือคาเส้นอยู่เลย

คนดีของบ้านเมืองสองคนได้มาสร้างภาพที่ทรงพลังทางความรู้สึกที่ดีให้กับคนทั้งประเทศอย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จะอยู่ในความทรงจำไปตราบนานเท่านาน

.......................................

ในส่วนอื่นผมไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะสื่อทุกช่องทางนำมาเผยแพร่กันมากมายแล้ว แต่ผมแค่อยากบอกกล่าวในสิ่งที่ครอบครัวของผมได้รับจากคุณจิมมี่

๑.

เมื่อราวสิบกว่าปีก่อน ผมไม่รู้จักคุณจิมมี่ว่าคือใคร รู้จักแต่ร้านจิมมี่ที่ขายผ้าอยู่แถวท่าวัง แค่รู้ว่าร้านจิมมี่ขายผ้าดี คนขายพูดดีมากกกกก เงินทอนจะได้แบงค์ใหม่ทุกครั้ง

ผมกับคุณจิมมี่ไม่น่ามีวงโคจรมาซ้อนทับกันได้เลยถ้า น้องฟ้าไม่ได้เล่นไวโอลินในงานแต่งของลูกชายคุณจิมมี่ในครั้งนั้น

น้องฟ้าเรียนไวโอลินกับคุณลุงสุธี เจริญสุข ที่ต้องไปเล่นในงานแต่งที่ทวินโลตัส น้องฟ้าร่วมเล่นด้วยหลายเพลง ผมตามลูกสาวไปถ่ายภาพ แล้วถือโอกาสถ่ายภาพบรรยากาศงานแต่งไปด้วยเลยทั้ง ๆ ที่มีช่างภาพมืออาชีพอีกสิบกว่าคนช่วยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว

ผมส่งภาพให้ร้านโปรโฟโต้ไปอัดขยาย ทางร้านโทรมาขอภาพเพื่อส่งให้คุณจิมมี่ด้วย ผมโอเคด้วยความยินดี

ผ่านไปหนึ่งเดือนร้านโปรโฟโต้โทรมาบอกว่าคุณจิมมี่ฝากเงินมาให้ผมเป็น"คำขอบคุณ"จำนวนหกพันบาท ผมปฏิเสธที่จะรับ แต่ร้านโปรฯบอกสั้น ๆ ว่า งานนี้คุณหมอต้องรับครับ คุณจิมมี่ตั้งใจขอบคุณทั้งคุณพ่อทั้งลูกสาวที่ไปช่วยงานแต่ง

นี่คือครั้งแรกที่ผมได้รู้จักตัวตน(บางส่วน)ของคุณจิมมี่(แต่ยังไม่เคยเจอกันเป็นการส่วนตัว)

๒.

๓๐ ธันวาคม ของปีใดปีหนึ่งเมื่อราวสิบปีก่อน ผมอยู่บนไร่ชาบนดอยแถวแม่จันเชียงราย ขณะกำลังถ่ายภาพแสงยามเช้า ผมได้รับโทร ฯ จากใครสักคนที่ไม่อยู่ในลิสต์รายชื่อผม

"ใช่น้องรังสิตหรือเปล่าครับ......" เสียงทุ่ม นุ่ม เบา ฟังดูอบอุ่นใจท่ามกลางความหนาวยะเยือกของอากาศยามนี้

"พี่จิมมี่นะครับ......" ผมแปลกใจที่คุณจิมมี่โทรมาหาตั้งแต่เช้า

"วันนี้เป็นวันเกิดของน้องสมพรใช่มั๊ยครับ"

"น้องรังสิตอย่าลืมกอดน้องสมพรและหอมแก้มเนื่องในวันสำคัญนะครับ"

ผมไม่เคยได้รับโทรศัพท์จากคุณจิมมี่ ไม่เคยได้คุยกันแม้แต่ครั้งเดียว แต่เมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างใส่ใจแบบนี้ เป็นสายใยแห่งความประทับใจที่ยังจดจำได้แม่นยำมาถึงทุกวันนี้

คุณจิมมี่รู้ได้อย่างไรว่าวันนี้เป็นวันเกิดแฟนผม

คุณจิมมี่ตั้งใจโทรมาอวยพรครอบครัวของเราให้มีความสุข

คุณจิมมี่รู้เบอร์มือถือผมได้อย่างไร...นี่คือความตั้งใจของท่าน

หลังจากนั้นเกือบทุกปี ผมจะรับรู้ได้เลยว่าถ้ามีโทรศัพท์มาในเช้าของวันที่ ๓๐ ธันวาคม จะต้องเป็นคุณจิมมี่โทรมาอวยพรวันเกิดของแฟนผม



๓.

น้องเอกลูกชายผม หกล้มเข่าเป็นแผลลึก ต้องไปทำแผลที่ รพ.นครินทร์ ทุกคืน

คืนหนึ่งเจอคุณจิมมี่บนโรงพยาบาล คุณจิมมี่เดินเข้ามาถามอาการของน้องเอกด้วยความห่วงใย ไม่ใช่ถามเพียงมารยาท แต่ถามถึงอาการ ถึงลักษณะบาดแผล แล้วใส่ใจไปถึงว่าคุณหมอที่รักษาว่าอย่างไรบ้าง ?

เมื่อร่ำลาจากกัน ผมกับน้องเอกเดินไปจ่ายเงิน จนท.ห้องการเงินแจ้งว่าคุณจิมมี่ฝากเงินไว้ให้สี่พันบาทเป็นค่าทำแผลให้กับน้องเอกที่ต้องมาทำทุกวันจนกว่าจะหาย....เราสองคนพ่อลูกตกใจ แปลกใจ แม้จะรู้ว่าท่านใจดีมีน้ำใจมากมาก แต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะมีความเมตตาถึงเพียงนี้

มันมากกว่าความดีใจ มันมากกว่าค่าเงินสี่พันบาทที่คุณจิมมี่ตั้งใจมอบให้ แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นบนความเอื้ออารีที่ประเมินค่าไม่ได้

น้องเอกทำแผลจนหายดี เงินสี่พันยังคงเหลือบางส่วน จึงนำไปมอบคืนให้ท่าน

ไม่ต้องบอกว่าน้องเอกจะประทับใจคุณจิมมี่มากมายขนาดไหน

๔.

ผมมักไปช่วยถ่ายภาพงานแต่งให้น้องน้องในนครอยู่บ่อยครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง งานแต่งจัดขึ้นที่หอประชุมเมือง ทุ่งท่าลาด ผมไปเป็นช่างภาพให้เต็มตัว คุณจิมมี่นั่งตรงด้านข้างของโต๊ะกลาง ผมเดินไปเดินมาไม่ทันเห็นคุณจิมมี่ พอหันมาก็เห็นสายตาอ่อนโยนคู่นั้นมองมาที่ผมอยู่แล้ว คุณจิมมี่ส่งยิ้มมาให้ ผมรีบเดินเข้าไปสวัสดีพร้อมกับคุกเข่าลงที่พื้น แล้วเข้าไปใกล้เผื่อคุณจิมมี่พูดอะไรมาจะได้ฟังชัดชัด คุณจิมมี่ยกมือมาแตะที่ไหล่

"พี่รู้ว่าน้องรังสิตมาทำงานที่น้องรังสิตชอบ แต่น้องรังสิตรู้มั๊ยว่า สิ่งที่น้องรังสิตทำให้อยู่นี้นั้น เป็นการให้เกียรติอย่างสูงแก่เจ้าภาพ เหมือนที่พี่ได้รับจากน้องรังสิตตอนงานแต่งลูกชาย"

ผมพูดอะไรไม่ออก เพียงแต่บอกว่า "ขอบคุณครับพี่....ผมยินดีครับ" ก่อนขอตัวไปถ่ายภาพเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่อ

ผ่านมาสิบกว่าปี คุณจิมมี่ที่ตอนหลังผมเรียกท่านว่า "พี่จิมมี่" จนติดปาก ยังจำได้แม่นยำ เป็นความใส่ใจในรายละเอียดของท่านอย่างมาก

๕.

น้องนาวิน ส่งภาพขาวดำภาพนี้มาให้ผม ถามมาว่า "คนนี้ใช่คุณจิมมี่หรือเปล่าครับพี่หมอ"

ผมบอกว่าใช่ ......เป็นภาพช่วงที่ในหลวง ร.๙ เพิ่งเสด็จสวรรคตใหม่ ๆ ผู้คนยังเศร้าโศกอย่างหนัก มีการจัดกิจกรรมหลากหลาย หลายจุด

น้องนาวินกับทีมถ่ายภาพอีกสิบกว่าคนกระจัดกระจายออกเก็บภาพเหมือนทุกครั้งที่มีกิจกรรมทำนองนี้ นาวินไปเจอคุณจิมมี่นั่งทำสมาธิอยู่ตรงข้างอุโมงค์ลอดถนนหน้าวัดพระธาตุคนเดียว ประชาชนคนอื่น ๆ อีกเป็นพันคนรอตักบาตรอยู่ทางด้านหน้า

นาวินบอกว่า ผมได้ภาพนี้ภาพเดียวพอแล้ว เก็บกล้องได้เลย

ผมเสนอนาวินว่า เราทำหนังสือให้พี่จิมมี่สักเล่มดีกว่า....ผมกับนาวินเลือกภาพที่พสกนิกรชาวนครศรี ฯ ทำกิจกรรมรำลึกให้พ่อหลวงได้มาราวห้าสิบภาพ มาทำเป็นโฟโต้บุ๊คภาพกิจกรรมของคนนคร โดยผมเลือกภาพในหลวงที่น้องนาวินขอพี่จิมมี่ถ่ายมาจากห้องทำงานของท่านมาเป็นภาพหน้าปก ปกรองเป็นภาพพี่จิมมี่นั่งพับเพียบบนพื้นฟุตบาททางเดิน

ภาพทั้งหมดพี่จิมมี่ไม่เคยเห็นมาก่อน จนกระทั่ง....

...............................

ผม นาวิน หยก น้องเอกลูกชาย นัดหมายเลขาของพี่จิมมี่เพื่อขอเข้าพบพี่จิมมี่ที่ห้องทำงานชั้นบนของร้าน

สองชั่วโมงที่เราสี่คนได้รับความรักความเมตตาจากท่าน เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต ทุกคำพูด ทุกกิริยาที่ท่านพร่ำพูดกับเราอย่างไม่รู้จักหมด เป็นสิ่งมีค่ามากมายมหาศาล

ท่านเล่าเรื่องราวของชีวิตในมุมมองที่นึกไม่ถึงมากมาย......

เสียดายที่ผมเก็บรายละเอียดคำพูดของท่านมาได้ไม่มาก

ท่านเป็นคนง่าย ๆ ใส่ใจทุกคนที่ท่านพบเจอ ท่านผูกมิตรไมตรีด้วยความดีที่เรียบง่ายอย่างที่สุด

...............................

เห็นท่าที่พี่จิมมี่รับมอบหนังสือภาพจากผมซิครับ ท่านลงคุกเข่ากับพื้นก่อนผมเพราะผมนึกไม่ถึงว่าท่านจะทำแบบนั้น แต่ทุกกิริยาท่านทำออกมาแบบเป็นธรรมชาติ งดงาม อบอุ่น อย่างที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน

ท่านเชิญชวนเรานั่งบนเก้าอี้เสมอท่าน ท่านเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย ทุกเรื่องเป็นสิ่งดีดีที่เรียบง่ายแต่ทรงคุณค่าต่อจิตใจยิ่งนัก

ท่านเปิดหนังสือภาพดู.....ท่านบอกว่าท่านจำภาพหน้าปกนี้ได้ดี พอท่านเปิดไปที่หน้ารองปก ท่านเพ่งพินิจดูภาพนั้นสักพัก ท่านก็ปิดหนังสือ พยายามข่มความรู้สึกบางอย่างที่กำลังเอ่อท้น....ความนิ่งเงียบปกคลุมห้องทำงานท่านเกือบสิบนาที ท่านนั่งนิ่งหายใจช้า ๆ น้ำตาท่านก็เอ่อท่วมล้นออกมา

"พวกเราก็คงคิดถึงพระองค์ท่านนะครับ"

เราพยักหน้าตาม....ผมปล่อยให้น้ำตาหยดหลั่งลงบนหลังมือผม

ตรงหน้าผม ผมได้มานั่งคุยกับคนรวยที่ผมกล้าเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า "เศรษฐี"

ตรงหน้าผม คือบุรุษที่รักในหลวงด้วยหัวใจ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ตรงหน้าผม คือแบบอย่างที่ผมต้องทำตาม แม้เพียงสักเสี้ยวหนึ่งของท่านก็ดีมากแล้ว

ขอบคุณพี่จิมมี่ที่มาเป็นแบบอย่างแห่งการปิดทองหลังพระมาทั้งชีวิต

...............................

ขอบคุณพี่จิมมี่ด้วยหัวใจครับ

       อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายแพทย์รังสิต ทองสมัคร์ อดีตผู้อำนวยโรงโรงพยาบาลท่าศาลา และประธานชมรมช่างภาพจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เล่าถึงความภาคภูมิใจที่ได้ถวายงาน ต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปีพุทธศักราช 2539 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริที่จะรวบรวมศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ทั่วประเทศไทยไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า อาณาจักรไทย ก็ได้มีการคัดเลือกช่างภาพฝีมือดี 50 คน ของเมืองไทย เพื่อถ่ายภาพลงในหนังสือเล่มนี้

 

“นายแพทย์รังสิต ก็เป็นช่างภาพหนึ่งใน 50 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้ถ่ายภาพวิถีชีวิตและประเพณี ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และใกล้เคียง ซึ่งก็มีภาพที่ได้รับการคัดเลือกลงในหนังสือฉบับประวัติศาสตร์นี้ ถึง 4 ภาพ คือ ภาพชนวัวที่จังหวัดนครศรีธรรมราชา ภาพเด็ก ๆ แต่งตัวเป็นเปรต ในงานประเพณีชักพระ ภาพการทำหนังตะลุง และภาพขบวนแห่หมัน บุญสารทเดือน 10 ซึ่งในหนังสือก็จะมีบันทึกของช่างภาพแต่ละคนด้วย หลังการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ได้ นำไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ ที่ช่างภาพ ภาคภูมิใจ”

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : รังสิต ทองสมัคร์

ขอบคุณภาพ : ทีมก้าวคนละก้าว


เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว : สำนักข่าวทีนิวส์


Suggess News