ช็อปช่วยชาติ .... ช็อปช่วย เบอร์ลี่ ยุคเกอร์

Publish 2017-11-15 14:36:30



รีบอ่าน ถึงเวลาของหุ้น BJC แล้วหรือไม่ ติดตาม เพจ Richman can do

หุ้น BJC บวก 3.40% มาอยู่ที่ 53.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 189.98 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.11 น. โดยเปิดตลาดที่ 52.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 53.25 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 52.50 บาท
จากมาตรการ ช็อปช่วยชาติ ทำให้ หุ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เช่น เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ที่ล่าสุดเพิ่งไปซื้อกิจการ บิ๊กซี มาและถอนหุ้นออกจากตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้รับผลดีมากจาก
มาตรการนี้ เพราะทำให้การจับจ่ายฟื้นตัวเร็วขึ้น บทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์หลายแห่ง จึง เชียร์ ซื้อ และ ปรับราคาเป้าหมายขึ้น ส่วนใหญ่ให้ราคาเหมาะสมที่ 59 บาท



บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ"ซื้อหุ้น บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ที่ราคาเป้าหมาย 59 บาท หลังประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 เท่ากับ 1,387 ล้านบาท ( 39% QoQ, -14% YoY) ใกล้เคียงกับตลาดคาดการณ์ หากไม่รวมรายการพิเศษคือกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,354 ล้านบาทใน Q3/59 จะพบว่ากำไรปกติเพิ่มขึ้นถึง 163% YoY จากการที่กำไรทุกธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโตสูงจากยอดขายสินค้าประเภทขนมและทิชชู่

ส่วน BIGC มีกำไรเติบโต 21% YoY เนื่องจาก SSSG ฟื้นตัวเป็น 9.2% จาก -22.6% ใน Q3/59 และ -15.2% ใน Q2/60 อีกทั้งมีการเปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 3 สาขา (เมื่อเทียบ YoY เพิ่มขึ้น 7 สาขา) นอกจากนั้น ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 36% YoY จากการชำระคืนหนี้และอัตราดอกเบี้ยลดลงจากการรีไฟแนนซ์

แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปีนี้ คาดกำไรเติบโตดีขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ไฮซีซั่น ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของการจับจ่ายใช้สอย คาดธุรกิจบรรจุภัณฑ์เติบโตจากการขยายกำลังการผลิตขวดแก้ว อีกทั้งยอดขายบรรจุภัณฑ์กระป๋องคาดว่ายังเติบโตดีต่อจากกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มชูกำลัง ขณะที่ BIGC มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น



บล.เคทีบี มองว่า กำไร ไตรมาส 3 ปีนี้ อ่อนตัว -13.7% เทียบกับงวดเดียวกันปีที่แล้ว (YoY)เป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยน และดีขึ้น 39% เทียบไตรมาสต่อไตรมาส(QoQ)  จากการบริโภคฟื้นขึ้น ดังที่คาด ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจอาหารและการอุปโภค ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 18% ในไตรมาส 2 มาเป็น 19% ใน ไตรมาส 3 ปีนี้ คาดยังคงขยายสาขาต่อเนื่อง 
 BJC มีแผนขยาย Hypermarkets ประมาณ 8-9 สาขา Mini BIGC อีกประมาณ 200 แห่ง และ 1 BIGC market ภายในปี 2017 ซึ่งการขยายสาขาจะช่วยลดผลกระทบจากยอดขายของสาขาเดิม SSSG ที่ปรับลดลงได้ โดยการขยายสาขายังเป็นไปได้ตามแผนที่วางไว้และบริหารต้นทุนมากขึ้น รวมถึงบริษัทมีแผนจะขยายสาขาไปใน CLMVโดยจะเปิดสาขาที่กัมพูชาภายในปี 2018 ด้วย 

คาดกำไรทั้งปีเติบโต 11% และ 17% ในปี 2017 และ 2018 ตามลำดับ
จากการรวมกิจการกับ BIGC จะทำให้กำไรเติบโตในปี 2017 และคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 2017 เป็นต้นไป เราคาดว่า BJC จะมีกำไรเติบโตขึ้น 11% ในปี 2017 และ 17% ในปี 2018 ตามลำดับ หลังจากผ่านพ้นช่วงการบริโภคที่ซบเซา  
คำแนะนำ “ซื้อ”  โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 59 บาท
เราประเมินมูลค่า โดยอิงวิธีส่วนลดกระแสเงินสด (DCF) โดยอิง WACC ที่  6.4% และ terminal growth 3%  สะท้อนธุรกิจที่ยังเติบโตในระยะยาว ได้ราคาเหมาะสมที่ 59 บาท (ปี 2018) แนะนำ “ซื้อ”

ด้าน  BJC แจ้งผลดำเนินงานไตรมาส 3/60  มีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,387 ล้านบาท ลดลงที่ 219 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.7 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,606 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 60 มีกำไรสุทธิ 3,347.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.5 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,269.45 ล้านบาท

อัตรากำไรขั้นต้นของไตรมาส 3/60 เท่ากับร้อยละ 19.6 ลดลงจากร้อยละ 19.8 ในไตรมาส 3/59 เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงในกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และเทคนิค และกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ อัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของไตรมาส 3/60 เท่ากับร้อยละ 20.7 ลดลงจากอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ร้อยละ 21.6 ในไตรมาส 3/59 เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่

ขณะที่อัตรากำไรสุทธิของไตรมาส 3/60 เท่ากับร้อยละ 3.7 ลดลงจากอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 4.8 ในไตรมาส 3/59 เนื่องจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากกาไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงในไตรมาส 3/59
ลักษณะธุรกิจของ BJC
1. ผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่าย (1) ผลิตภัณฑ์ด้านบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกแข็ง (2) ผลิตภัณฑ์ด้านอุปโภคบริโภค ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ซึ่งทำจากนม สินค้าเครื่องใช้ส่วนตัว (สบู่ แชมพู และเครื่องสำอาง) และสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน (กระดาษทิชชู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด) 2. นำเข้า และจัดจำหน่าย (1) ผลิตภัณฑ์ด้านเวชภัณฑ์ ได้แก่ เภสัชภัณฑ์ เวชภัณฑ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ (2) ผลิตภัณฑ์ด้านเทคนิค ได้แก่ เคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพ (3) ผลิตภัณฑ์ด้านหนังสือและนิตยสาร เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน 3. ออกแบบ จัดหา และจัดจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ ระบบควบคุมอัตโนมัติ เครื่องมือเพื่อการอุตสาหกรรม อุปกรณ์คลังสินค้าและขนส่งสินค้า และโครงเหล็กเสาไฟฟ้าแรงสูงชุบสังกะสี 4. ให้บริการด้านพิธีการออกสินค้า คลังสินค้า ขนส่ง และจัดส่งสินค้า (โลจิสติกส์) 5. ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจอื่น ๆ
 


เรียบเรียงโดย

บุษบา ศรีลาปัง : สำนักข่าวทีนิวส์


Recommend News