งามไส้ขบวนการปั้นแพะ!!! "สับ วาปี" โผล่มอบตัวแล้ว รับสารภาพสิ้น "ครูอ๋อง" จ้าง 4 แสนรับผิดแทน "ครูจอมทรัพย์" !!

Publish 2017-11-22 11:51:38



จากกรณีศาลจังหวัดนครพนม นัดครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ต้องโทษจำคุก 3 ปี 2 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควร ซึ่งพ้นโทษแล้วหลังจากได้รับอภัยโทษเมื่อปี 2558 หลังจากถูกจำคุกมานาน 1 ปี 6 เดือน ผู้ยื่นคำร้องขอรื้อฟื้นคดี และอัยการซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องในคดีเดิมดังกล่าว มาร่วมฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในการพิจารณาพยานหลักฐานที่นำสืบตามคำร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาใหม่ว่า "จะยกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีว่ากรณีเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมที่ได้วินิจฉัยแล้ว หรือจะยกพิพากษาเดิมและพิพากษาว่าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำความผิด" ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 นั้น

 



ทั้งนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของนางจอมทรัพย์ เนื่องจากศาลวิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของนางจอมทรัพย์ที่นำสืบไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ทั้งยังพบพิรุธ ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีความเห็นให้ยกคำร้อง กระทั่ง ผบก.ภ.จว.นครพนม สั่งคลี่คลายคดีผู้อยู่เบื้องหลัง ในการออกมารับผิดแทน โดยออกหมายเรียกผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 7 คน

 



 

ล่าสุด นายสับ วาปี หนึ่งในผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนครพนมออกหมายเรียกในคดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ได้เดินทางมายัง กองบังคับการภูธรจังหวัดนครพนม (บก.ภ.จว.) เพื่อมอบตัวและให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกล่าวว่า ตนเต็มใจมามอบตัวโดยไม่มีใครบังคับขู่เข็ญ สาเหตุในคดีครูจอมทรัพย์ไม่เป็นความจริง หลอกลวง กรณีนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง รับปากจะให้เงินจำนวน 400,000 บาท เพื่อให้รับผิดแทน แต่ก็ไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าว เพื่อให้รับสารภาพกับพนักงานสอบสวน สภ.นาโดน ว่ารถของตนชนคนตาย แต่ความจริงแล้วตนไม่ได้ชน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายสับ วาปี เดินทางไปที่ห้องรับรอง พล.ต.ต.สุวิชาญ ณาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนม เพื่อให้ปากคำเบื้องต้น พร้อมให้นั่งจิบกาแฟรอ ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายสับ วาปี เข้าไปที่ห้องทำงานของ พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย สาดมะเริง รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม หนึ่งในคณะทำงานชุดคลี่คลายคดีครูจอมทรัพย์ เพื่อให้ปากคำเบื้องต้นก่อน

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น  นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ยกคำร้องการขอรื้อฟื้นคดีอาญาของนางจอมทรัพย์  ว่า  ประเด็นที่เกิดขึ้นสังคมได้เรียนรู้หลายอย่างจากคดีนี้ โดยเฉพาะการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เเละข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่รวมทั้งผลที่จะตามมา ทั้งนี้การวางหลักไว้ใน มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.รื้อคดีอาญาฯที่มีสาระสำคัญคือ

1.พยานหลักฐานใหม่อันชัดเเจ้งเเละสำคัญเเก่คดี ซึ่งถ้าได้มานำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดไปนั้นจะเเสดงได้ว่าผู้ที่ถูกลงโทษไม่ได้กระทำผิดหรือ
2.มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลที่มาเบิกความจนศาลรับฟังไปลงโทษนั้นเบิกความเท็จ
3.มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าพยานเอกสารที่ศาลฟังลงโทษนั้นเป็นเอกสารปลอม กรณีถ้ามีข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวศาลจะให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ เเละจะพิพากษาเพิกถอนคำพิพากษาเดิมที่ลงโทษเเละมีคำพิพากษาใหม่ โดยยกฟ้องคดีเดิมเพื่อยืนยันว่าผู้ร้องเป็นผู้บริสุทธิ์ เเละคืนสิทธิต่างๆตามกฎหมายให้ด้วย

ขณะเดียวกัน รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด  ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่ามีขบวนการว่าจ้างให้นายสับ วาปี มาสมอ้างว่าเป็นคนขับรถชนผู้ตาย  ด้วยว่า    โดยหลักการฟ้องคดีหรือการเบิกความต่อศาลจะต้องกระทำโดยสุจริต  ดังนั้นหากไม่สุจริตหรือเอาความเท็จในข้อสำคัญทางคดีมาเบิกความต่อศาล ก็เข้าข่ายมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177   ซึ่งความผิดฐานเบิกความเท็จมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นคนเบิกความหรือคนที่ได้จ้างวานก็จะมีความผิดเช่นเดียวกัน.

 


เรียบเรียงโดย

กำพลาภร พุฒิพุทธ


Suggess News