รีดน้ำหนักเพื่อการชกในพิกัด

Publish 2017-12-07 15:07:03



          หลายคนคงเคยเห็น การชั่งน้ำหนักของนักมวย ก่อนขึ้นชก ถ้าน้ำหนักเกินพิกัด นักมวยเหล่านั้น ก็จะพยายามลดน้ำหนักเพื่อให้น้ำหนักอยู่ในพิกัด จึงจะสามารถขึ้นชกได้ การลดน้ำหนักแบบชั่วคราว ที่ให้ผลเร็วที่สุดก็คือ การนำ ‘น้ำ’ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายที่ทำให้เกิดน้ำหนัก ออกจากร่างกาย นักมวยเหล่านั้น อาจทำการกระโดดเชือก วิ่งใส่เสื้อคลุมตอนบ่าย แดดจัดๆ เพื่อให้เหงื่อออกมากที่สุด แล้วจึงขึ้นชั่งน้ำหนักใหม่ และเมื่อชั่งน้ำหนักผ่านแล้ว มาดื่มน้ำสักแก้วสองแก้ว น้ำหนักก็จะกลับมาเหมือนเดิม

          ดังนั้น การลดน้ำหนักวิธีนี้ จึงเป็นเพียงวิธีลดน้ำหนักเพียงชั่วคราว ไม่เกิดผลดีใดๆกับสุขภาพ แต่อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย เมื่อยล้า จากการเสียเกลือแร่ควบคู่ไปกับเหงื่อด้วยเท่านั้น จุดประสงค์ของการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ มุ่งหวังที่จะไปลดปริมาณไขมันเป็นสำคัญ มิใช่ไปลดกล้ามเนื้อ หรือปริมาณน้ำในร่างกาย

          ซึ่งความจริงแล้ว การลดน้ำหนักที่เกินพิกัดนั้น เราไม่ควรลดน้ำหนักในช่วงใกล้เวลาแข่งขันจนเกินไป ควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจใช้เวลาเป็นเดือนเพื่อให้นักมวยค่อยๆ ปรับตัวและมีแรงซ้อมตลอดช่วงเวลาที่เข้าค่ายฝึกซ้อม และไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เพราะจะทำให้นักมวยอ่อนเพลียและไม่มีแรง

(ภาพประกอบจากForfunclub )



โปรแกรมการรีดน้ำหนักเพื่อการชกในพิกัด

วันที่ 1-5 : วันแห่งการพักผ่อน โดยทั่วไปนักมวยส่วนใหญ่หลังขึ้นชกบนเวทีมาตรฐาน หัวหน้าค่ายจะสั่งให้นักมวยหยุดพักผ่อน ซึ่งนักมวยก็จะนำเงินที่ได้มาไปใช้กินเลี้ยงกับเพื่อนพี่น้อง  ส่งผลทำให้น้ำหนักตัวพุ่งพรวดในระยะเวลาอันรวดเร็ว

วันที่ 6 : เริ่มเข้าสู่โปรแกรมการซ้อม เมื่อกลับมาที่ค่ายทางเทรนเนอร์จะให้นักมวยกิน “ยาน้ำระดมพล” ซึ่งเป็นยาระบายอ่อน ๆ เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย โดยนักมวยเชื่อว่าเลือด   ที่ช้ำอยู่ภายในจะถูกถ่ายออกมาเหมือนการขับพิษ โดยจะกินกันตอนท้องว่าง วันที่กินยานี้จะทำให้นักมวยถ่ายประมาณ 4-5 ครั้ง และมีอาการอ่อนเพลีย เรียกได้ว่า แค่ขั้นตอนนี้น้ำหนักก็ลดไปได้ประมาณ 1 กิโลกรัมแล้ว

วันที่ 7-9 : วอร์มร่างกายเบา ๆ วันรุ่งขึ้นหลังจากกินยาน้ำระดมพลแล้ว ทางเทรนเนอร์จะให้นักมวยวอร์มร่างกายด้วยการวิ่งเบา ๆ 8-10 กิโลเมตร ในช่วงเช้าและกลางวัน และช่วงบ่ายก็จะนอน และวิ่งอีก 5-6 กิโลเมตรในช่วงกลางบ่ายเป็นต้นไป ซึ่งการวอร์มร่างกายจะทำประมาณ 2-3 วันเท่านั้น

วันที่ 10-26 : เข้าสู่ตารางการฝึกแบบจริงจัง โดยจะฝึกตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ (หยุดทุกวันอาทิตย์)

รายละเอียดการฝึกก็จะเป็นดังนี้

05.30 น. เทรนเนอร์จะปลุกนักมวยมาวิ่งในตอนเช้าเป็นระยะทาง 10 กว่ากิโลเมตร (ใช้เวลา 50 นาที)

06.30 น. นักมวยวิ่งกลับถึงค่ายเพื่อทำการล้างหน้าล้างตา พันผ้าพันมือ ยืดเส้นยืดสาย และเตรียมตัวชกลม วอร์มร่างกายต่ออีก 15 นาที

06.45 น. หลังการยืดเส้นยืดสายและชกลมเรียบร้อยแล้ว นักมวยจะเริ่มใส่นวมและลงซ้อมเตะเป้ากับเทรนเนอร์ เป็นเวลา 4 ยก ยกละ 3 นาที พัก 2 นาที และเตะกระสอบทรายอีก 4 ยก  ยกละ 3 นาที พัก 2 นาที (ใช้เวลา 45 นาที)

07.30 น. จะเริ่มมีการปล้ำแขน ไล่แขน และเล่นเวทนิดหน่อย

08.00 น. เมื่อซ้อมเสร็จ นักมวยจะอาบน้ำ กินข้าว พักผ่อน และจะงีบหลับตอนเที่ยง ๆ แล้วตื่นขึ้นมาซ้อมอีกทีตอนบ่าย 3 โมง

15.45 น. วิ่งช่วงบ่ายอีกประมาณ 5 กิโลเมตร

16.15 น. เมื่อวิ่งเสร็จและกลับถึงค่าย จะกระโดดเชือกอีก 15 นาที

16.30 น. พันมือ ชกลม และยืดเส้นยืดสายอีกเป็นเวลา 15 นาที

16.45 น. ปล้ำแขน เล่นเชิง และเตะเป้า อีกเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

17.45 น. เล่มกล้าม เล่นเวท (เล่มกล้ามท้อง กล้ามแขน และดึงข้อ) อีกประมาณ 1 ชั่วโมง

18.45 น. ถึงเวลาอาบน้ำ กินข้าว และพักผ่อนตามอัธยาศัย

22.00 น. ปิดไฟแล้วนอน

(ภาพประกอบจาก naewna.com )



วันที่ 27 ช่วงเริ่มทรมานของการลดน้ำหนัก เทรนเนอร์จะคุมเรื่องอาหารการกิน จากกินข้าวมื้อละ 2 จาน จะให้ลดเหลือมื้อละ 1 จาน การซ้อมวิ่งในตอนเช้าก็จะมีการใส่ชุดลดน้ำหนักแล้วออกวิ่งเพื่อทำการรีดน้ำหนักออกจากร่างกายให้ได้มากที่สุด ส่วนการซ้อมก็จะลดดีกรีความหนักลง จากเดิมเตะเป้าและเตะกระสอบอย่างละ 4 ยก ก็จะเหลือเพียง 3 ยก ส่วนการปล้ำแขนจากเดิม 1 ชั่วโมงก็จะลดเหลือ 20 นาที

วันที่ 28 เริ่มลดน้ำหนักอย่างจริงจัง อาหารที่เคยกินวันละ 3 มื้อ จะลดเหลือแค่ 2 มื้อ เช้าและเย็น โดยในแต่ละมื้อจะให้กินแต่เนื้อสัตว์ งดการกินแป้ง ส่วนการซ้อมจากเดิมที่ต้องตื่นขึ้นมาวิ่งตอนเวลา 05.30 น. ก็จะให้เริ่มวิ่งตอน 09.00 แทน เพื่อให้โดนแดดแรง ๆ พร้อมกับใส่ชุดลดน้ำหนัก (เหมือนเตาอบ) และที่ทรมานที่สุดก็คือ “การห้ามกินน้ำ” ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือหิวน้ำแค่ไหนก็ห้ามกิน แต่ทำได้เพียงแค่จิบเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในคอเท่านั้น ส่วนการซ้อมในช่วงเย็นก็จะมีแค่การวิ่งพร้อมกับใส่ชุดลดน้ำหนักตอน 16.00 น. ในกลางแดด และการชกลมเบา ๆ

วันที่ 29 การลดน้ำหนักจะเริ่มโหดมากขึ้น โดยจะลดข้าว ลดน้ำจากเดิม แต่ยังคงเน้นการวิ่งเหมือนเดิมพร้อมกับใส่ชุดลดน้ำหนัก

วันที่ 30 ยังคงลดน้ำหนักโดยใช้โปรแกรมเดิม เมื่อน้ำหนักของนักมวยเริ่มลงมาใกล้พิกัดที่ต้องการขึ้นชกแล้ว เช่น ชกแล้ว 112 ปอนด์ น้ำหนักตัวในนี้ควรจะอยู่ที่ 113 ปอนด์ เพื่อในวันถัดไปนักมวยจะต้องลดน้ำหนักหน้าเวทีอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 31 การชั่งน้ำหนักในวันตัดสิน การชั่งน้ำหนักถ้าเป็นมวยสากล วันชั่งน้ำหนักกับวันชกจะคนละวันกัน แต่ถ้าเป็นมวยไทย การชั่งน้ำหนักจะชั่งกันในตอนเช้า เวลา 06.30 น. แล้วชกกันตอนกลางคืนในวันเดียวกัน ในวันชั่งจริง เทรนเนอร์จะพยายามให้น้ำหนักเกินประมาณ 1 ปอนด์ (0.45 กิโลกรัม) พอชั่งครั้งที่ 1 เสร็จแล้ว ทางเทรนเนอร์ก็จะให้นักมวยใส่เสื้อรีดน้ำหนัก แล้ววิ่งรอบสนามสัก 2-3 รอบ น้ำหนักที่เกินมา 1 ปอนด์ก็จะหายไปพอดีกับพิกัดนักมวย เรียกได้ว่าลดน้ำหนักกันจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยทีเดียว !

          โดยในมื้อเช้ามื้อแรก นักมวยจะยังกินข้าวไม่ได้เยอะ เพราะดื่มน้ำไปเยอะ อาจจะกินได้แค่ 1 จาน พอประมาณ 8 โมงเช้า พี่เลี้ยงก็จะพานักมวยไปเช็คอินเข้าที่พัก เพื่อให้นักมวยงีบหลับสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วตื่นมากินข้าวเที่ยง ซึ่งมื้อนี้นักมวยจะเริ่มกินข้าวได้เยอะ จากนั้นนักมวยก็จะกลับไปนอนที่โรงแรมต่ออีกรอบ แล้วจะตื่นขึ้นมาตอนบ่ายสี่ พร้อมกับกินข้าวเย็นเพื่อเก็บแรงไว้เตรียมชกในช่วงเวลา 2-3 ทุ่ม (ในระยะเวลาแค่ 12 ชั่วโมง นักมวยจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 4-5 กิโลกรัม เนื่องจากดื่มน้ำและทานอาหารเข้าไปเยอะ) หลังชกเสร็จ นักมวยก็จะได้กลับไปพักผ่อนอีก 5 วัน ถ้ามีรายการชกในเดือนถัดไป ตารางการซ้อมก็จะกลับมาเริ่มใหม่เหมือนเดิม

(ภาพประกอบจาก dailynews.co.th )