นครพนม!! พลิกชีวิตนางฟ้าชุดขาว สู่เกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวคุณภาพดีปลอดสารพิษแบบยั่งยืน..!! (ชมคลิป)

Publish 2017-12-24 10:04:00



นครพนม พลิกชีวิตนางฟ้าชุดขาว สู่เกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าวคุณภาพดีปลอดสารพิษแบบยั่งยืน

“ข้าว” ของไทยเป็นพืชอาหารประจำชาติที่มีตำนานประวัติศาสตร์มายาวนาน ปรากฏเป็นร่องรอยราว 5,000-7,000 ปีมาแล้ว บรรพชนคนอีสาน ท่านรู้จักปลูกข้าว โดยเฉพาะ”ข้าวเหนียว” นักโบราณคดีขุดพบเปลือกข้าวได้ที่”ถ้ำปุงฮุง” จ.แม่ฮ่องสอน และที่”โนนนกทา” ต.บ้านโคก อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น สันนิษฐานได้ว่าเป็นเมล็ดข้าวที่เก่าแก่ที่สุดของไทย โดยแกลบข้าวที่พบนี้มีลักษณะของ”ข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่”ที่เจริญงอกงามบนที่สูง และ”ข้าวเหนียวเมล็ดป้อม” ที่งอกงามบนที่ลุ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณนงค์ลักษณ์ อัศวสกุลชัย อายุ 50 ปี ในฐานะประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าว เลขที่ 138 หมู่ 10 บ้านสุขเจริญ ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม เล่าถึงความเป็นมาของว่า อดีตเป็นนางพยาบาลอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในแต่ละวันต้องเจอผู้ป่วย ส่วนใหญ่ล้มป่วยจากทานอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี จึงคิดจะหาวิธีแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยที่ต้นเหตุ โดยพื้นเพเป็นลูกชาวนาเป็นต้นทุน มีพื้นที่เกษตรกว่า 70 ไร่ อยู่บ้านเกิดนครพนม จึงสลัดชุดพยาบาลมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยแนวคิดปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ 100 %



ปี 2554 “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง” ได้ก่อตั้งขึ้น เป็นการรวมตัวของสมาชิกกลุ่มส่งเสริมอาชีพ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร และผู้สนใจการปลูกข้าวปลอดภัยจากสารพิษ และการผลิตข้าวอินทรีย์ ที่จะเป็นการปรับเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิม ซึ่งการทำนาแบบเก่านั้น ชาวนามุ่งเน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายข้าวเปลือกอย่างเดียว ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ผลผลิตล้นตลาด พลอยทำให้ราคาผลผลิตก็ตกต่ำไปด้วย สมาชิกกลุ่มจึงได้ประชุมกันปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวรูปแบบใหม่ โดยการสนับสนุนให้สมาชิกเครือข่ายหันมาทำนาข้าวให้ปลอดภัยจากสารพิษ และต่อมาพัฒนาเป็นการทำนาข้าวอินทรีย์ในที่สุด จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ GAP จากกรมวิชาการเกษตร จากนั้นกลุ่ม ได้รับการพัฒนาโดยรับการอบรม และศึกษาดูงานการผลิตและการแปรรูปข้าว เช่น การทำข้าวสารบรรจุถุง การทำข้าวกล้อง การทำข้าวฮางงอก ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้งได้ผลิตข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวฮางงอกบรรจุถุง และผลิตภัณฑ์จากข้าวเช่น จมูกข้าว น้ำมันรำข้าว ขนมอบกรอบไรซ์เบอร์รี่ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ “ข้าวสุข”(khaowsook) เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

คุณนงค์ลักษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า มีสมาชิก 498 ครอบครัว ที่ทำเกษตรอินทรีย์ถึง 80 % มีเครือข่ายภายในจังหวัดถึง 28 เครือข่าย และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรอินทรีย์ภาคอีสาน 8 จังหวัด สามารถลดการออกไปทำงานต่างถิ่นของชาวบ้าน ที่สำคัญกลุ่มสมาชิกตรวจเลือดหาสารเคมีในเลือด ผลออกมาเป็น “0”  เพราะเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการผลิต เช่นสมาชิกห้ามนำถุงปุ๋ย หรือถุงหัวอาหารสัตว์  บรรจุข้าวเปลือกมาส่งโรงสี หากตรวจพบจะคัดออกทันที และสิ่งที่สมาชิกภาคภูมิใจที่สุด คือ น้อมเกล้าถวายข้าวแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึงสามครั้งสามครา คราวเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดนครพนม

 



ต่อมา นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใต้ตราสัญลักษณ์”ข้าวสุข” ที่กลุ่มเกษตรกรจังหวัดนครพนม ส่งจำหน่ายยังตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.)  เพื่อยกระดับมาตรฐานการเกษตรของไทยให้เติบโตสู่ตลาดโลก พร้อมเปิดเผยว่า ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใน อ.ต.ก. เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์แบบถาวรแห่งแรกในประเทศไทย มีพื้นที่กว่า 450 ตารางเมตร โดยจะมีเกษตรกรนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลายมาจำหน่าย ถือเป็นการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านการเกษตรอินทรีย์แก่ผู้บริโภค เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับทั้งมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กันให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐานและพร้อมแข่งขันกับตลาดโลก โดยเกษตรกรในจังหวัดนครพนมก็ได้นำเอาสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปจำหน่าย นั้นคือข้าวอินทรีย์จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมืองจังหวัดนครพนม ในตราข้าวสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ข้าวสุข ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวตำบลบ้านผึ้ง มีมาตรฐาน ได้คุณภาพและมีความปลอดภัยไร้สารเคมี ตั้งแต่ ขั้นตอนของการเตรียมดิน การคัดเมล็ดพันธ์ การเพาะปลูกข้าว การกำจัดศัตรูข้าว การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการบรรจุหีบห่อ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จึงได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามในครั้งนี้

และจากการลงพื้นที่นอกจากจะได้เห็นถึงขั้นตอนการผลิตที่มีความปลอดภัย ภายใต้การนำเอาองค์ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้กับพื้นที่เพื่อให้เกิดการผลิตข้าวอินทรีย์แบบมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังพบว่ากลุ่มเกษตรกรจังหวัดนครพนมได้มีการร่วมกลุ่มกันปลูกพืชอินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด เห็ดชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงการเลี้ยงหมู การเลี้ยงปลาดุก ซึ่งคาดว่าในอนาคตก็คงจะมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไปจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตรเพิ่มอีกอย่างแน่นอน นับเป็นการพัฒนาต่อยอดการเกษตรแบบอินทรีย์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ข่าว/ภาพ ประทีป วชิระธัญญากุล ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครพนม