ผู้กล้าสีกากี "พล.ท.ภุชงค์ นิลขำ" หลังถูกโยกย้าย..บิดาบารมีไม่เป็นสอง หัวหน้าทีมร่วมปราบปรามกบฏยังเติร์ก.. แต่ไม่เคยใช้เส้นสายช่วยเติบโต!

Publish 2018-03-08 18:44:43



จากกรณีที่มีนายตำรวจ นายหนึ่ง  เปรียบเสมือน “วีรบุรุษ”  ..ผู้ที่มีความกล้ามากพอที่จะพูดความจริง กระชากปัญหา “ขยะ” ซุกไว้ใต้พรมสีกากีภายใต้ภาพพจน์สวยหรู โดยเฉพาะประเด็นในการดยกย้ายตำแหน่งที่ไม่เป็นธรรม หลังจากมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 79/2561 ลงวันที่ 28 ก.พ. 2561 ได้ปรากฏชื่อของ พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ ฝ่ายอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ  ได้ออกมาสะท้อนการโยกย้าย มุมมืด อีกแง่มุมหนึ่ง

โดยเฉพาะ ข้อความที่ว่า ....
ผมจะขอเป็นบทเรียนให้น้องๆและนรต. ทุกคนเห็นว่าทำดีไม่มีผล

สนองตอบนโยบายไม่มีความก้าวหน้าช่วยเหลือประชาชนไม่มีความเจริญในอาชีพดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำงาน

“มีนาย มีเงิน มีตั๋ว ท่านจะได้ทุกอย่าง”



ประเทศชาติจะอยู่อย่างไรประชาชนจะพึ่งใครยาหรอกพวกผมอย่าหลอกน้องผมให้ทำงานให้องค์กรในเมื่อทำมาแล้วเป็นแบบนี้

“ นายไม่ผิดผิดที่ผมเข้าหานายไม่เป็น”
ทั้งนี้หากลองตรวจสอบประวัติ นายตำรวจ ผู้กล้าท่านนี้ บอกได้เลยว่า “ไม่ธรรมดา” นามสกุล “นิลขำ” บิดาของพ.ต.อ.กันตพงษ์ คือ "พล.ท.ภุชงค์ นิลขำ" (นายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 5) รุ่นเดียวกับ พลเอกสุจินดา คราประยูร, พลเอกอิสระพงศ์ หนุนพรรคดี

ทั้งนี้หากย้อนไปในสมัยที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เกิดกบฏยังเติร์ก หรือ กบฏเมษาฮาวาย เป็นความพยายามรัฐประหารระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524 เพื่อยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม โดยกลุ่มผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นนายทหารที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 7 หรือรุ่น "ยังเติร์ก" ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังต่าง ๆ อยู่ในกองทัพบก รัฐประหารครั้งนั้นมี พล.อ.เสริม ณ นคร เป็นหัวหน้า ซึ่งพล.ท.ภุชงค์ ถือเป็นกองกำลังสำคัญในการช่วยพล.อ.เปรม ปราบปรามกบฏยังเติร์ก  ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมไล่ล่าผู้ก่อการร้ายอีกด้วย



หากจะพูดถึงบารมี อิทธิพลของ พล.ท.ภุชงค์  ต้องถือว่าไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดิน ซึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก หากพ.ต.อ.กันตพงษ์จะใช้เส้นสายบารีผู้เป็นพ่อ เป็นใบเบิกทางในการรับราชการตำรวจให้เจริญก้าวหน้า แต่พ.ต.อ.กันตพงษ์ ไม่ทำเช่นนั้น ยึดมั่นสั่งสอนของพล.ท.ภุชงค์  โดยนำแนวคิดแบบทหารมาทำงาน  ซึ่งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ได้โพสต์ภาพ พร้อมบรรยายว่า... “เมื่อตำรวจสายเลือดทหารโดนรังเก....ใครจะมาช่วยเราได้” ซึ่งข้อความในภาพระบุว่า
“เมื่อลูกทหารนำแนวคิดแบบทหารมาทำงาน โดนทำร้ายมาโดนรังแกลุงน้าอาที่เพื่อนไม่ช่วยหลานเลยหรือ
ผมถามพ่อว่า... ทำไมคุณพ่อไม่เป็นอ.ตร. (ตำแหน่งผบ.ตร.ในสมัยพล.อ.เปรม
พ่อภุชงค์บอกว่า.... รองทุกคนเป็นคนเก่งเราต้องให้โอกาส  เขาและลูกไม่อายหรือที่ทหารไทยคุณตำรวจ
ผมถามพ่อว่า.... ทำไมพ่อไม่เป็นประธานรสพ. (องค์การรับส่งพัสดุในสมัยพล.อ.เปรม)
 พ่อภุชงค์บอกว่า  .... ก็เป็นทหารอาชีพไม่ใช่นักธุรกิจหรือนักการเมือง. รร.จปร. ปลูกฝังให้รับใช้ประเทศชาติและราชบัลลังก์ ฯลฯ”

 

 

พ.ต.อ.กันตพงษ์ ถือเป็นกรณีตัวอย่างการโยกย้ายตำแหน่งของข้าราชการตำรวจที่พิกลพิการ ที่กล้าออกมาแสดงจุดยืน ทวงถามความเป็นธรรมให้กับตัวเอง แม้ภายหลังจะได้มีการพูดคุยกับทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา  ผบ.ตร. อาจจะเกิดข้อผิดพลาดบางประการ  แต่สาระสำคัญการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งรวมไปถึงการโยกย้ายตำแหน่งไปถึงไหนแล้ว ??



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม