ตะเภาเดียวกัน"ไอติม"หลานชาย"น้ามาร์ค" ถอดแบบเป๊ะๆวิถีการเมืองและภาพลักษณ์นักประชาธิปไตย!!?

Publish 2018-04-17 03:42:48



คนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอีกหนึ่งคนในการเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางการเมือง ภายใต้มุ่งพรรคประชาธิปัตย์ ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย ของน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถอดรูปถอดแบบมาเป๊ะๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หรือมุมมองทางการเมืองเรียกได้ว่ามา”ตะเภาเดียวกัน “ ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นนักประชาธิปไตย

สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เปิดตัวเป็นที่รู้จักนับตั้งแต่เป็นนักวิชาการเป็นอาจารย์สอนที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และด้วยความโดดเด่นตั้งแต่หน้าตา เป็นที่ถูกใจของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก การศึกษาดี มีความเฉียบแหลมทางความคิด การแสดงออกและการพูดในที่สาธารณะด้วยถ้อยคำที่น่าติดตาม ด้วยการแสดงความคิดเห็นคัดค้านการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จนต่อเนื่องมาตลอดในเส้นทางการเมือง ภายใต้การผลักดันของ”ชวน หลีกภัย” มีบทบาทสำคัญจนทำให้ อภิสิทธิ์ สามรถเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกจากตำแหน่งตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ต่อการจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคไทยรักไทยได้

อภิสิทธิ์ เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจให้กับชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี ซึ่งนับว่าเป็น ส.ส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส "มหาจำลองฟีเวอร์" กับการเป็นนักการเมือง "หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และได้เป็นส.ส.มาแล้วกว่า 6 สมัย

ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 อภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมปราศรัยและคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอก สุจินดา คราประยูร ที่ สนามหลวง และลานพระบรมรูปทรงม้า ในฐานะนักวิชาการ และตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในครั้งนั้นประกาศไม่เข้าร่วมรัฐบาลสุจินดา คราประยูร ต่อมาในปีพ.ศ. 2540 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นมีนายชวนเป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเลยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ส่วนผลงานที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไรก็เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่รับรู้กันดีของพี่น้องประชาชน ดังนั้นเรื่องผลงานเป็นเรื่องที่ประชาชนตัดสินใจ แต่ข้อสำคัญ แม้อภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีและได้เกิดเหตุความวุ่นวายในบ้านเมือง แม้จะลงเลือกตั้งก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทย

 



มาถึงหลายชายอย่างไอติม พริษฐ์ ก็มาแบบเดียวกัน คนรุ่นใหม่ ไฟแรง โดยมีน้ามาร์คเป็นป๋าดัน และการทำให้เกิดภาพลักษณ์ของนักประชาธิไตย โดยก่อนหน้านี้ เมือช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมโดยไปรับหน้าที่เป็นพนักงานเก็บขยะเขตหนองแขม พร้อมกับขึ้นรถไปเก็บขยะตามบ้านเรือนประชาชน แต่กลับถูกโซเชียลถล่มยับ เพราะหลายคนมองว่าเป็นการปูทางเข้าสู่การเมือง

 

 

 ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม ที่บิ๊กซีราชดำริ มีการจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ อนาคตประเทศไทยไปทางไหน โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร่วมเสวนา

 

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในความฝันของตน ตนอยากเห็นประเทศที่มีความหลากหลาย และลดความเหลื่อมล้ำ ตนอยากให้คนไทยมีอิสระที่จะมีความเห็นต่าง มีอิสระภาพในการเลือกที่จะทำอาชีพอะไร เราต้องทำประเทศให้กลับมาอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และไม่กลับอยู่ในระบอบอื่น นอกจากนี้ รัฐมีหน้าที่ต้องทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน มีโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ เราอาจะต้องรื้อระบบบางอย่าง เช่น ระบบการศึกษาให้ทุกคนมีความรู้ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยมีภัยคุกคาม 2 ด้าน คือ เผด็จการจากการทำรัฐประหาร และเผด็จการที่เห็นประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือที่ในการออกกฎหมาย และหาผลประโยชน์ ดังนั้น เราจึงต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ก่อน คุณค่าของประชาธิปไตยไม่ได้มาจากเสียงข้างมาก แต่มาจากคุณค่าของความเชื่อมั่นในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย

 

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ยินคำว่าคนรุ่นใหม่บ่อยมาก ตนมองว่าคนรุ่นใหม่ตีความหมายได้ 3 อย่าง คือ คนที่อายุน้อย คนที่หน้าใหม่ในวงการนั้น และคนที่มีความคิดใหม่ๆ ในฐานะคนรุ่นใหม่คนหนึ่งตนอยากร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่ทำให้ใครติดคุก คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดการเมืองใหม่ๆไม่จำเป็นต้องอยู่ในพรรคการเมืองใหม่เท่านั้น แต่เราสามารถทำงานร่วมกับคนรุ่นก่อนได้ แล้วจะได้ประโยชน์ด้วย เช่น เรื่องของความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ วันนี้ตนได้ศึกษาดูใจพรรคปชป.ตนมีความมั่นใจขึ้นมากว่าจะเป็นปชป.ยุคใหม่ ตนพร้อมที่จะเข้ามาทำงานกับคนที่ตนทำด้วยได้ คนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ปชป.ต้องหนักแน่นใน 3 เรื่อง คือ

 

1.เรื่องเสรีนิยมประชาธิปไตย หลายปีที่ผ่านมา คนอาจจะคิดว่า ปชป.เป็นอนุรักษนิยมหรือไม่ ตนยืนยันว่า วันนี้ปชป.ไม่ใช่อย่างนั้น

2.ปชป.ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆในพรรค และ

3.ปปช.ต้องหนักแน่นในนโยบาย

 

ทั้งนี้ ตนไม่อยากพูดถึงอดีตมาก ตนอยากพูดถึงอนาคต ตนยืนยันว่าปชป.ยุคใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเคารพ และยึดมั่นในเสียงของประชาชน และวันนี้ปชป.วันนี้ให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ตนสัมผัสปชป.ครั้งแรกผ่านโครงการยุวปชป. โดยที่ไม่ได้มีการบังคับว่าต้องเห็นด้วย และมีอุดมการณ์เดียวกัน ตนคิดว่า การที่ปชป.กล้าส่งตนมาพูดวันนี้ ถ้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงจริง เขาคงไม่กล้าส่งตนให้มาพูดในวันนี้



จนกระทั่งล่าสุด15 เม.ย.61 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พริษฐ์ วัชรสินธุ - Parit Wacharasindhu”  ได้พูดคุยกับหนูดี วิรัลพัชร หนึ่งในนิสิตจุฬาที่ไปชูป้ายขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้งที่นายกไปปาฐกถาพิเศษ โดยมีเนื้อหา

 

 

 “เมื่อวานได้มีโอกาสไปจิบกาแฟและพูดคุยกับน้อง หนูดี วิรัลพัชร หนึ่งในนิสิตจุฬาที่ไปชูป้ายแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตอนที่ พล.อ.ประยุทธ์ มาพูดที่มหาวิทยาลัย

 

ขอชื่นชมความกล้าหาญของน้อง สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างอย่างสันติภาพเป็นหนึ่งในขาสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่เสรีนิยม สมบูรณ์แบบ และยั่งยืน

 

ดีใจที่น้องยอมสละเวลามาเจอกันในวันหยุด เดี๋ยวมาคุยกันต่อหลังพี่ออกมาจากค่าย โชคดีกับสอบและขอให้สนุกกับการฝึกงานครับ @ CentralPlaza Lardprao”

 

 

 

อย่างไรก็ตามจะผิดหรือถูกก็เป็นเรื่องที่สังคมต้องตัดสินต่อไป แต่ว่าอีกนัยหนึ่ง ที่ไอติมควรเข้าไปพูดคุย ยังมีนิสิตอีกจำนวนมากที่ห้อมล้อมพล.อ.ประยุทธ์ในวันนั้น เพราะระหว่างที่ปรากฏภาพต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ นี่ก็มีอีกภาพหนึ่งที่แสดงออกตามสิทธิและเสรีเช่นเดียวกัน



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม