ใครๆก็หัวร้อนได้?!?วัดสามพระยาถกพระสังฆาธิการ…พระพรหมดิลกโยงโกงเงินทอน??? วัดขึ้นFBขอดาบคืนสนอง?!?ชาวเน็ตบุกถล่มยับ!!!กินปูนร้อนท้อง(มีคลิป)

Publish 2018-04-19 11:24:08



จากกรณีที่วันนี้(19เม.ย.) พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เป็น1ใน5พระชั้นผู้ใหญ่ที่กำลังถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีเงินทอนวัด ได้ประชุมพระสังฆาธิการ ระดับเจ้าอาวาสรองเจ้าอาวาส และ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มีการพูดถึงเรื่องเงินทอนวัดด้วยนั้น



 

 



 

 

       ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของวัดสามพระยา ได้โพสต์หลักธรรมะผ่านเฟซบุ๊ก “วัดสามพระยา วรวิหาร (WAT SAM PHRA YA)” ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการโพสต์ธรรมะที่ว่า “กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ-กรรมชั่วของตนเอง  ย่อมนำไปสู่ทุคคติ , สุกร สาธุนา สาธุ- ความดี อันคนดีทำง่าย

 

 

สาธุ ปาเปน ทุกฺกรํ-ความดี อันคนชั่วทำยาก , ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ-ทำกรรมใดแล้วไม่ร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำนั้นแลเป็นดี และ น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ-ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้น ไม่ดี”

 

ทั้งนี้ ในหลักธรรมดังกล่าว ได้มีการโพสต์ภาพประกอบ โดยเป็นกลอนของ “ศรีปราชญ์” คือ “ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน

 

เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง

 

เราผิดท่านประหาร เราชอบ

 

เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

 

 

ทั้งนี้เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาก็ปรากฏว่า ได้มีบุคคลเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนหนึ่ง ทั้งให้กำลังใจร่วมปกป้องพระพุทธศาสนา ขณะส่วนหนึ่งก็บอกว่าหากไม่ผิดเป็นทองแท้ก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่ควรกินปูนร้อนท้อง  การโกงเงินทอนวัดก็ควรได้ดาบคืนสนอง ทำดีได้ดีทำชั่วย่อมได้ชั่ว และ หัวร้อนเรื่องเงินทอนหรือเปล่า  ซึ่งจะขอนำบางข้อความมาเผยแพร่ต่อดังนี้

 

กราบเจ้าคะ..กราบถวายกำลังใจ..รวมพลังศรัทธาชาวพุทธ..ร่วมใจปกป้องพุทธศาสนา..เจ้าคะ..

 

ของแท้มึงจะกลัวไร พวกสนตีนใครโกงไม่นานก็รู้ ทำแดกปูนซีเมนต์ร้อนท้อง

 

ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน

เราก็ศิษย์มีอาจารย์ หนึ่งบ้าง

ท่านผิดเราประหาร โดยชอบ

โกงเงินทอนจงอย่าอ้าง ดาบนี้คือกรรม

 

 

หัวร้อนเรื่องเงินทอนวัดเหรอครับ

 

ถวายกำลังใจเจ้าค่ะ

 

ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว​ พระดีมีเยอะ พระชั่วต้องรับกรรม

 

 

ด้านนายโฆสิต สุวินิจจิต ประธานชมรมอาสาสมัครชาวพุทธ  อดีตผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพฯ ได้โพสต์บทความลงในกลุ่ม LINE สมาคมดาวเทียมด้วย ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดระบุไว้ดังนี้

 

หนึ่งเสียงชาวพุทธ!!!

 

ผมบวชมา1ปี เห็นประโยชน์พระพุทธศาสนา ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุด คือ "พุทธศาสนาเป็นความมั่นคงของชาติ" ดังที่ในหลวงรัชกาลที่6 ได้กำหนดไว้ในธงไตรรงค์ ธงชาติไทยมี3สีแทนความหมาย ชาติ ศาสนาพุทธ พระมหากษัตริย์...

ที่ผ่านมีเรื่องราวกระทบกับศาสนาพุทธที่ทำให้ผมและชาวพุทธไม่สบายใจมาก จนตัดสินลาสิกขามาทำหน้าที่อุบาสก ในฐานะประธานชมรมอาสาสมัครชาวพุทธ ยังไม่ทันไรก็มีข่าวฟ้องพระผู้ใหญ่มีผมนับถือระดับรองสมเด็จฯกรรมการเถรสมาคมถึง3รูป สร้างความตกใจแก่ชาวพุทธ กระทบต่อศรัทธาอย่างมาก มีทั้งพระและฆราวาสโทรมาหารือผมมากมาย จึงขอโอกาสแสดงความคิดเห็นดังนี้

 

1.มีสติ..ขอชาวพุทธอย่าเพิ่งเสื่อมศรัทธาในพระผู้ใหญ่และศาสนาพุทธ เพราะการกล่าวหายังไม่ยุติว่าผิด ต้องรอ ปปช. หาข้อมูลก่อน จึงจะสรุปว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่

 

2.การเป็นข่าวลบ...ศาสนาพุทธ เป็นเรื่องความมั่นคง ความศรัทธา ตลอดจนความเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องระวังการให้ข่าว ที่กระทบต่อศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา เพราะพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นแยกกันไม่ออก กรณีการกล่าวหา พระผู้ใหญ่ทุจริต ไม่เหมือนกับข้าราชการทั่วไป ควรอยู่ในชั้นที่ ปปช.แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จึงเป็นข่าว เพราะระหว่างที่ไม่มีความชัดเจนถูกผิดแต่ข่าวออกไปก่อนสร้างความเสียหายให้กับศาสนาพุทธ

 

3.ไม่น่าผิดประเภท...เพราะอยู่วัดมา1ปี อยู่มาหลายวัดทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เจ้าอาวาสแต่ละวัดจะระวังการใช้เงินที่ส่วนใหญ่มาจากศรัทธาของประชาชนต่อเจ้าอาวาส เงินทำบุญจะแยกประเภทว่าประชาชนต้องการทำบุญประเภทใด เช่น สร้างกุฏิ บวชพระฯลฯ วัดแยกชัดเจน ยิ่งถ้าเป็นเงินอุดหนุนของสำนักพุทธ เชื่อว่าไม่มีโอกาสใช้ผิด ขึ้นอยู่กับสำนักพุทธมากกว่าที่จะนำเงินส่วนใดมาถวายวัด เอกสารราชการก็เชื่อว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักพุทธจัดทำให้มากกว่าพระทำเอง

 

4. กรณีของพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนที่ พระพรหมสิทธิเป็นเจ้าอาวาสเมื่อ พ.ศ. 2558 แล้วท่านไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?

 

5.ปาราชิก...ตามสื่อฉบับหนึ่งว่า มีรายงานระบุ ข้อหาที่กล่าวไว้ว่า นอกจากผิดทางอาญาแล้วยังเข้าข่าย ปาราชิกตามพระธรรมวินัยขอให้ข้อมูลว่า ปาราชิก เป็นโทษแรงสุดของสงฆ์ต้องขาดความเป็นพระตลอดชีวิต (เหมือนโทษประหารชีวิตทางพระ) เป็นโทษที่พระต้องรู้ตั้งแต่บวชวันแรก...ปาราชิกมี 4 ข้อ(1. เสพเมถุน 2. ลักฉ้อ 3. ฆ่าคน 4. อวดอุตริมนุสธรรม) ปาราชิกข้อ ลักฉ้อ นั้นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ 1. มีเจตนาลักฉ้อจริง 2. ต้องเอาทรัพย์นั้นมาเป็นทรัพย์ของตน

 

6.หน้าที่ ผอ.สำนักพระพุทธ ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ 1. เป็นผู้สนองงานของมหาเถรสมาคม และคณะกรรมการที่มหาเถรสมาคมแต่งตั้ง (บทบาทเหมือนเลขาธิการ ครม. แต่เป็นเลขา มหาเถรสมาคม) 2. ทำนุบำรุงส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา ...

ดังนั้นจากหน้าที่ดังกล่าวขอเสนอความเห็น ผอ. สำนักพุทธต่อกรณีนี้ ดังนี้

ผอ.สำนักพระพุทธ หรือ เลขา มหาเถรสมาคม ถ้าเห็นสิ่งใดควรแก้ไข ควรที่จะถวายความรู้ให้กรรมการเถรสมาคมทราบเพื่อหารือข้อเท็จจริง แล้วปรับปรุงให้ถูกต้อง ไม่ใช่ประชุมอยู่ด้วยกันเห็นปัญหาสงสัยแล้วไม่สอบถามกันให้ชัดเจนก่อน แต่กลับไปฟ้องร้อง ปปป.เลย เหมือนเลขา คณะรัฐมนตรี ฟ้องกล่าวหาคณะรัฐมนตรี โดยไม่สอบถามกันให้แน่ชัดเสียก่อน เป็นการทำลายภาพลักษณ์ ของพระเถระผู้ใหญ่ และพุทธศาสนาทั้งที่มีหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนา (แต่ถ้าทุจริตจริงต้องดำเนินการตามกฏหมาย)

ในฐานะ ผอ. สำนักพุทธ ต้องทำหน้าที่คุ้มครองพระพุทธศาสนากรณีข่าวด้านลบต่อพระพุทธศาสนา อันเป็นเรื่องความมั่นคงและศรัทธาของประชาชน จำเป็นต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต่อการให้ข่าว และ ไม่ควรปล่อยให้เป็นข่าว ก่อนการตรวจสอบที่ชัดเจนของ ปปช. เพราะหากไม่ผิดก็เกิดความเสียหายไปแล้วต่อศาสนาพุทธและพระเถระผู้ใหญ่ ที่มีลูกศิษย์และประชาชนเคารพศรัทธา

ในกรณีกล่าวหาปาราชิก เป็นอำนาจของฝ่ายสงฆ์ ควรให้ฝ่ายกฏหมายทางโลกตัดสินเสียก่อน หรือต้องไปยื่นต่อฝ่ายสงฆ์ ไม่ควรเป็น ปปป. หรือ ปปช.

เรื่องนี้ประชาชนรู้จากข่าว หากไม่ถูกต้องอย่างไร ผอ. สำนักพุทธศาสนาก็ควรดำเนินการแก้ข่าวเพื่อลดความเสียหายต่อพุทธศาสนา

 

สุดท้ายขอความกรุณาพวกเราชาวพุทธติดตามข้อมูลกรณีนี้ อย่างมีสติ อย่าเพิ่มตื่นตระหนก อย่างเพิ่งเสียศรัทธา เสียขวัญกำลังใจ รอความชัดเจนเสียก่อน อีกไม่นานความจริงจะปรากฏ ข้อให้เชื่อมั่นและศรัทธาในพระพุทธศาสนา หลักธรรมที่สำคัญคือ "ใครทำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น" เรามาช่วยกันสวดมนต์ ภาวนา ขอให้เหตุการณ์ร้ายๆกับพระพุทธศาสนาของเรา ผ่านพ้นไปโดยเร็วจะดีกว่านะครับ

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : วัดสามพระยา วรวิหาร (WAT SAM PHRA YA)



เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว