กรณีทีมหมูป่า:บอกอะไรกับเรา...เมื่อศิลปินแห่งชาติ-เจ้าของซีไรต์คำพิพากษา!!!พูดถึงคำพิพากษานอกถ้ำ!?!มีคนว่าเด็ก-ด่าโค้ช?!?!มนุษยธรรม-ความตาย?

Publish 2018-07-12 12:47:51



จากกรณีที่เด็กๆเเละโค้ชทีมฟุตบอล อะคาเดมีหมูป่า13 ราย หายตัวเข้าไปในถ้ำหลวงนางนอน อ.เเม่สาย จ. เชียงราย ตั้งเเต่กลางดึกวันที่ 23 มิ.ย.2561 กระทั่งเมื่อคืนวันที่ 2 ก.ค. พบเด็กๆทั้ง13 คนในถ้ำหลวง จากนั้นได้มีการช่วยออกมาจากถ้ำอาศัยความช่วยเหลือจากมืออาชีพต่างประเทศ ขณะที่เมื่อวานนี้(11ก.ค. 61) มีแถลงข่าวปิดศูนย์ อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน พร้อมกับมีการเผยคลิปบรรยากาศภายในโรงพยาบาลเชียงรายฯ ของเด็กๆหมูป่า 13 ชีวิต ให้ประชาชนได้ดูกันด้วยนั้น



 

 

       ล่าสุดวันนี้(12ก.ค.) ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2547 และนักเขียน 2 รางวัลซีไรต์ จากผลงานเขียนวรรณกรรมเรื่อง คำพิพากษาและเวลา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chart Korbjitti ถึงเรื่องราวของเหตุการณ์เด็กๆและโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่าติดถ้ำ ซึ่งเนื้อหานี้มีแง่มุมที่น่าสนใจ มีหลักคิดที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อผู้คนสังคม ในแง่การมองเรื่องราว การตัดสินใครก็ตามที่คนพูดไม่รู้ข้อเท็จจริง จึงขอนำเนื้อหาทั้งหมดนี้มาเผยแพร่เพื่อให้สังคมประเทศได้เรียนรู้ร่วมกันดังนี้

 

กรณีทีมหมูป่า : บอกอะไรกับเรา

 

เมื่อวานนี้ดูข่าวทางทีวีรายงานว่าทั้งสิบสามคนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ออกมาหมดครบทุกคนแล้ว ทุกคนปลอดภัยดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่สี่ท่านที่เป็นทัพหลังปิดขบวน ดูด้วยความโล่งใจ เป็นสุข

 

 



 

 

ที่ผ่านมานั้นผมไม่ได้เขียนโพสต์อะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าไม่สนใจ ไม่ใยดีด้วย ผมสนใจ ใยดี เป็นห่วงเหมือนกับพวกเรา แต่คิดว่าเราคงช่วยอะไรเขาไม่ได้ จึงได้แต่เอาใจช่วย อยากให้ทุกคนรอดชีวิต ปลอดภัย กลับบ้านกลับช่องไปหาพ่อแม่ ทำได้เพียงเท่านี้ แล้วก็นั่งติดตามข่าว อ่านความเห็นทางหน้าเฟสฯ

....

 

 

"คำพิพากษา" (จากนอกถ้ำ)

 

ในขณะที่หลายคนแสดงความเป็นห่วงเด็กๆ ว่าจะมีชีวิตอยู่ไหม จะกินอะไร อยู่กันมืดมิดแต่ในถ้ำ อันตรายจะมีไหม แต่ก็มีคนอีกประเภทหนึ่งออกมาแสดงความเห็นว่า ไอ้เด็กพวกนี้มันจะเข้าไปทำไม ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นทั้งบ้านทั้งเมือง ไอ้โค้ชนั่นก็ตัวดี เป็นผู้ใหญ่แท้ๆ ไม่ห้ามเด็ก เมื่อนักดำน้ำชาวอังกฤษ พบว่าทั้งสิบสามคนยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนต่างดีใจ พูดถึงความอดทนของเด็ก พูดถึงการจัดการของโค้ชที่สามารถควบคุมสถานะการณ์การตื่นกลัวของเด็กได้ แต่คนอีกประเภทหนึ่งก็ออกมาแสดงความเป็นห่วง กลัวสังคมจะยกย่องเด็กๆเป็นวีรบุรุษ โดยให้ความเห็นว่า อย่าไปหลงผิดยกย่องเด็กๆพวกนี้ จริงๆแล้วเป็นแค่เด็กซนๆกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ที่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ควรจะต้องเรียกมาอบรมสั่งสอน ฟังความคิดของเขาแล้วก็นั่งขำ คนพูดนั้นพูดไปโดยไม่ได้รู้ความจริงว่า เด็กๆนั้นเคยเข้าไปเที่ยวถ้ำกันอยู่เป็นประจำ และถ้ำก็ยังไม่ได้ประกาศปิดไม่ให้เข้า ฟังว่าเดือนหน้าหรืออย่างไรเขาถึงจะประกาศปิดถ้ำ เพราะเข้าฤดูฝน บังเอิญว่าถึงคราวซวย เกิดฝนในตอนนั้นพอดี จึงมีคนออกมาพูดปกป้องเด็กว่า เด็กๆเหล่านี้คือ "ผู้ประสบภัย" กระแสเด็กซนจึงลดลง เรื่องนี้บอกเราว่า คนบางคนชอบตัดสินกันไปตามความคิดคับแคบของตัวเอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มี

 

 

"มนุษยธรรม"

 

พวกเราคงรู้พร้อมๆกันกับผมว่า นอกจากทีมของคนไทยทั้งกองทัพทั้งภาคเอกชน ทั้งส่วนตัว ที่มาร่วมช่วยเด็กไทยด้วยกันเองแล้ว ยังมีทีมที่มาจากต่างชาติอีกหลายประเทศ คงไม่ต้องจาระไนว่ามาจากประเทศใดบ้าง เป็นผู้ชำนาญในการดำน้ำในถ้ำระดับโลกทั้งสิ้น พวกเขาไม่รู้จักเด็กทั้งสิบสามคนเป็นการส่วนตัวแม้แต่คนเดียว แต่ก็มาช่วยเหลือเมื่อรู้ว่าในยามนี้ มีเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเดือดร้อน มาร่วมมือช่วยกันยื้อยุดให้ชีวิตมนุษย์หลุดพ้นจากมือของมัจจุราช มาโดยไม่มีค่าจ้าง มาโดยละทิ้งงานส่วนตัวมา มาเพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ เป็นเรื่องของมนุษยธรรมที่ไม่ต้องมีใครสอน ชาวบ้านเราเองที่ช่วยอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น ทำกับข้าวได้ ทำก๋วยเตี๋ยวได้ ก็มาทำเลี้ยงคนที่ทำงาน ได้อะไรไหม เปล่า มาช่วย อิ่มใจ ก็แค่นั้น ไม่มีใครบังคับให้มา งานนี้ดูรวมๆทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และคนที่มาช่วยทีไม่ใช่เจ้าหน้าที่น่าจะราวๆสามพันคน มีหลายเชื้อชาติ มีหลายศาสนา มาเพื่อช่วยคนสิบสามคนเท่านั้นเอง

 

 

จึงมีเสียงของคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ได้ช่วยทำอะไร แต่ออกมาช่วยแสดงความเห็นว่า เสียเงินเป็นพันๆล้าน เพื่อช่วยชีวิตคนเพียงสิบสามคน มันจะคุ้มกันไหม วิธีการคิดของคนเราต่างกัน ซึ่งก็ถูกในแง่ของตัวเลข ของการลงทุนที่ว่าด้วยกำไรและขาดทุน แต่เราจะเอาชีวิตของคนมาตีค่าเป็นเงินสกุลเงินบาทมันถูกต้องแล้วล่ะหรือ ? เหตุการณ์ครั้งนี้เราจะเสียเงินไปอีกสักเท่าไหร่เราก็จำเป็นต้องทำ เพราะมันเป็นเรื่องของมนุษยธรรม และเมื่อเหตุการณ์การครั้งนี้จบลงอย่างที่พวกเราเห็น ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้น เมื่อได้เห็นว่าโลกเราทุกวันนี้ยังมีมนุษย์ธรรมอยู่ และมนุษยธรรมนั้นอยู่เหนือเชื้อชาติและศาสนา เพราะเป็นเรื่องของมนุษย์ปฎิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

 

 

"ความตาย"

 

ขณะที่ผมติดตามข่าวนี้ นั่งห่วงว่าเด็กๆจะรอดชีวิตไหม ในขณะเดียวกันก็กลัวว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยชีวิตเด็กอาจจะเสียชีวิตด้วย เพราะมีจำนวนหลายท่าน และสภาพยากลำบากในถ้ำที่น้ำท่วม อาจจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แล้วก็เป็นจริง เมื่อจ่าเอกสมาน กุนัน เสียชีวิตลงในขณะปฎิบัติหน้าที่ เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นแล้ว ทุกคนที่จ่าเอก สมาน กุนัน มาช่วยชีวิตนั้นรอดพ้นปลอดภัยกันหมดพ้นออกจากถ้ำไป แต่จ่าเอกสมาน กุนัน กลับต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ที่ถ้ำหลวงแห่งนี้เพียงคนเดียว ทั้งๆที่ไม่ได้ติดถ้ำอะไรกับเขาด้วย แต่เดินทางจากบ้านมา เพื่อมาเสียชีวิตที่ในถ้ำที่เกิดเหตุ เหมือนกับทุกอย่างนั้นถูกกำหนดวางไว้แล้วว่า จ่าจะต้องมาเสียชีวิตที่นี่...ความตายนี้เป็นเรื่องประหลาดนัก เลือกเวลาไม่ได้ เลือกสถานที่ไม่ได้ เป็นเรื่องที่เราไม่ควรประมาท เพราะความตายอยู่กับเราตลอดเวลา

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก : Chart Korbjitti



เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว