ย้อนรอยมหากาพย์คดี เณรคำ สู่โทษจำคุก 114 ปี

Publish 2018-08-09 16:26:23



 

     เรียกว่าเป็นคดีที่หลายคนต่างเฝ้ารอลุ้นผลสรุปมากที่สุดอีกคดีหนึ่งกับกรณี นายวิรพล  สุขผล หรือฉัตติโก เป็นที่รู้จักในชื่อ เณรคำ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าขันติธรรม โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 61 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง เณรคำ ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2552 ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน จนมีผู้เสียหาย 29 ราย โดยการชักชวนให้ประชาชน นำเงินทองและทรัพย์สินอื่นๆ ให้กับเณรคำ ที่วัดป่าขันติธรรม รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้น 28,649,553 บาท ยังได้มีการโอนเงิน 1,130,000 บาท ไปซื้อรถยนต์ 1 คัน  รถปอร์เช่ รวมรถที่ซื้อทั้งหมด 10 คัน

     ทั้งยังมีการหลอกให้ประชาชนนั้นหลงเชื่อในเรื่องของศรัทธาบริจาคเงินนำไปสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ ต้องใช้หยกเขียวแท้จากอิตาลีเท่านั้น พร้อมก่อสร้างเสาแก้วมรกต 199 ต้น เฉลี่ยเป็นเงินต้นละ 3 แสนบาท รูปหล่อพระทองคำ สร้างวัดที่ จ.สุพรรณบุรี และขยายวัดสร้างสาขาเพิ่มอีก 1 สาขา ที่ จ.อุบลราชธานี ทั้งยังนำเงินที่ประชาชนบริจาคไปซื้อเรือจากสหรัฐ โดยทั้งหมดนั้น เณรคำได้มีการหลอกประชาชนว่านิมิตเห็นพระอินทร์

 

 



      หลังศาลพิจารณาความผิดของเณรคำ หรือนายวิรพล  สุขผล ได้ข้อสรุปจากความผิดทั้งหมด สั่งจำคุกทั้งสิ้น 114 ปี มีข้อหาดังนี้ ฉ้อโกงประชาชน รวม 29 กระทงๆ ละ 3 ปี ราว 87 ปี , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 3 ปี , ฟอกเงิน  12 กระทงๆ ละ 2 ปี จำคุก 24 ปี รวมทั้งหมด 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกสูงสุดตาม ม.91(2) ได้ 20 ปี  และให้ชดใช้เงินกับผู้เสียหายทั้ง 29 ราย ตามจำนวน 

 

     หากเราย้อนไปในปี 2556 เณรคำเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากสื่อสังคมออนไลน์ จากปรากฏคลิปของพระรูปหนึ่งขณะนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ท ทำให้เป็นข่าวดังและหลายคนตั้งคำถามว่าเหมาะสมแล้วหรือกับพฤติกรรมที่ยังครองอยู่ในผ้าเหลือง ต่อมาทาง DSI ได้ตามสืบค้นข้อมูล ของพระรูปดังกล่าวและพบว่าเป็นการผิดวินัยสงฆ์ขั้นรุนแรง ถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิก พร้อมทั้งต้องอายัดทรัพย์สินเมื่อ DSI ตรวจพบว่ามีเงินฝากถึง 21 บัญชี ด้วยวงเงินกว่า 200 ล้านบาท เมื่อยิ่งสืบลงลึกจึงได้พบว่าพระรูปนี้มีชื่อว่าฉัตติโก หรือเณรคำ อย่างที่เราเรียกจนติดปาก ต่อมาสื่อโซเชียลและคนใกล้ชิดของเณรคำได้ขุดถึงพฤติกรรมของเณรคำ ว่ามีพฤติกรรมที่อื้อฉาวมากมาย ทั้งนี้ DSI ได้ตั้งข้อหา ถึง 5 ข้อ

1. พรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี 
2. กระทำชำเราเด็กหญิง 
3. ฉ้อโกงประชาชน 
4. ความผิดฐานฟอกเงิน และ 
5. ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานอวดอุตริมนุสธรร

 

 



     แต่ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ DSI แจ้งข้อหาไปนั้นตัวเณรคำ หรือ นายวิรพล ได้อยู่ต่างประเทศ จึงถึอโอกาสหลบหนี และไม่กลับมาประเทศไทยอีก จนกระทั่งในปี 2559 ทางการสหรัฐอเมริกา ได้เข้าจับกุมตัว เณรคำ ในฐานะผู้ร้ายหลบหนีเข้าประเทศกับข้อหาฉ้อโกงและพราพผู้เยาว์ โดยทางการสหรัฐ ได้นำตัวเณรคำ ไปขึ้นศาลต้นคดีอาญารัฐบาลกลาง แขวงมณฑลริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และถูกตัดสินให้จำคุกอยู่ในเรือนจำเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 60 ศาลแคลิฟฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้มีคำสั่งส่งตัว เณรคำ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย
ตามที่กรมสอบสวนพิเศษ หรือ DSI ได้ประสานตัวและติดตามมานานถึง 4 ปี 
  
     18 ก.ค. 60  เณรคำ ได้ถูกควบคุมตัวมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย จากนั้นได้ถูกส่งตัวไปยังกรมสอบสวนพิเศษ ทันที ใช้เวลา 1-2 วันสรุปสำนวนให้อัยการส่งฟ้องศาล เณรคำ ได้ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมขอสู้คดีให้ถึงศาลชั้นสูง

    9 ส.ค. 61 ศาลอาญา ถ.รัชดาถิเษก ได้อ่านคำพิพากษ ของคดี เณรคำ ตัดสินให้จำคุก 114 ปี จำคุกตามจริง 20 ปี พร้อมคืนเงินให้ผู้เสียหาย 29 รายที่ฉ้อโกงมา คดีเณรคำถือเป็นอีกหนึ่งคดี ที่ DSI ประสบความสำเร็จ ในการติดตามตัวและส่งผู้ร้ายข้ามแดน และถือเป็นคดีตัวอย่างให้วงการสงฆ์ได้ตระหนักถึงคนที่อาจใช้ผ้าเหลืองในการเข้ามาทำผิดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เณรคำ 2 ตามมา

 

 



เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย