ทักษิณประกาศสู้ถึงตาย แต่(ขอบอก)ถึงตายก็ไม่ชนะ คำตัดสินที่ไม่ต้องรอถึงวันเลือกตั้ง

Publish 2018-08-10 15:43:19



มาๆเข้ามาอ่านกันอีกที กับคำพูดของอดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ได้พูดคุยกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่ฮ่องกง โดยช่วงหนึ่งได้กล่าวว่า “ผมบอกทุกคนว่า ถ้าเราไม่ยอมแพ้ คำว่าแพ้มันมีได้ 2 กรณี คือกรณีที่เราตาย หรือกรณีที่เรายอมไปเอง ถ้าเรายังสู้อยู่นี่ ถือว่าไม่มีปัญหา นั่นก็คือมีแต่แบตเทิล (Battle-การต่อสู้) ไม่มีวอร์ (War-สงคราม) วอร์มันจะเอนด์ (End-จบ) ต่อเมื่อทุกอย่างมันจบ แต่ว่าสู้กันกี่ยกๆ นั้นคือแบตเทิล เพราะฉะนั้น แม้ว่าเราจะมีซับแบตเทิล (Sub Battle) แต่ว่าวอร์ยังไม่เอนด์ เพราะฉะนั้นเราต้องทำต่อไป วอร์ที่สำคัญคือวอร์ เรื่องประชาธิปไตย”



 

 

 

“ผมอายุ 69 ยังไม่มีประชาธิปไตยเลย แต่สิ่งที่เราต้องการคือ อยากเห็นประเทศของเรารุ่งเรือง และที่สำคัญคืออยากเห็นศักดิ์ศรีกลับสู่คนไทย เพราะวันนี้เราถูกลดด้อยศักดิ์ศรีเยอะ เพราะว่าเราเคยอยู่กับระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพ เดี๋ยวนี้เรากำลังถูกปกครองโดยใครก็ไม่รู้ ที่อยู่ๆ ก็ถือปืนมา ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้ วันเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็คือวันตัดสิน” นายทักษิณ กล่าว

 

 



 

 

นี่ก็ไม่ต้องนับครั้งว่า อดีตนายกฯผู้นี้ หลุดคำพูดประเภทปลุกเร้ามาครั้งที่เท่าไหร่ หากสังเกตกันดูดีๆจะพบว่า ในยามปกติ หรือพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือ ในเวลาที่ตนเองอยู่ในอำนาจ สิ่งเหล่านี้จะไม่ออกมาจากปาก แต่เมื่อยามสูญเสียอำนาจ คำพูดลักษณะนี้เรามักได้ยินกันบ่อยจนชินหู นับตั้งแต่ เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ผมจะกลับไปเดินนำหน้าพี่น้อง  ซึ่งประโยคนี้คงยังจำกันได้ในคราวการชุมนุมของคนเสื้อแดง

 

 

การประกาศสงคราม การชักธงรบของคนแดนไกล ย่อมมีเงื่อนไขเวลาที่เหมาะเจาะเสมอ ไม่ว่าปี พ.ศ.ใด ซึ่งคงไม่ต้องเสียเวลาไปขุดไปลากมาพูดกันให้เสียเวลาอีก สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาโฟกัสคำว่า แพ้ ไว้ใน2กรณี หนึ่งตาย สองยอม และในเมื่อยังไม่ตายนั่นก็ย่อมหมายความว่า ยังไม่แพ้ หรือยังไม่ยอม แต่สำหรับคำประกาศ วอร์ของทักษิณ ก็มีคนตีความไปในทำนองว่า เขายังสู้ในสงครามอำนาจ ที่แม้เจ้าตัวจะบอกว่านี่คือ วอร์ประชาธิปไตย

 

 

กระนั้นแม้ทักษิณจะสู้ในสงครามใดก็ตาม จะยอมตายด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้มีคนเคยออกมาบอกว่า ถึงเขาจะสู้ยังไง แบบไหน สู้ให้ตาย สุดท้ายก็ไม่มีวันชนะ ซึ่งอาจมีเหตุผลอยู่อย่างน้อย2ประการนั่นคือ คนไทยส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับอดีตนายกฯคนนี้ไปเสียทุกเรื่อง พูดให้ชัดลงไปอีกหน่อยก็คือ ทุกคนต่างก็รู้ดีรู้ชั่ว รู้ว่าสิ่งไหนใครทำไม่ดี สิ่งไหนที่ใครทำแล้วดี   

 

ประการที่สองทักษิณเองก็ศึกษาธรรมะ ถ้าทักษิณเชื่อเรื่องกรรม ก็ย่อมจะรู้หลักสัจธรรมที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ใครทำอะไรย่อมได้ผลอย่างนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนาทุกอย่างเป็นไปเช่นนั้น นั่นคือ ตถาตา  ฉะนั้นการส่งเสียงมาอีกครั้ง และคงมีอีกครั้งและในครั้งต่อไปๆก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่า ปลุกเร้าไพร่พล ไม่ให้ฝ่อ และอย่าลืมว่า ผมอยากกลับบ้าน

 

 

 

 

 



เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว