"จิสด้า" จับมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ตรวจวัด "คาร์บอนเครดิต" พื้นที่ป่าเชียงราย - น่าน แก้โลกร้อน

Publish 2018-09-12 16:58:06



นายคติวิช กันธา นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า  จิสด้า ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการรับผิดชอบต่อสังคม โดยนำ “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานการรักษาชั้นบรรยากาศโลก เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลังจากที่ไทยเข้าร่วมอนุสัญญาภายใต้การลดภาวะโลกร้อน และได้ให้สัญญาว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะลดภาวะเรือนกระจก 7% ซึ่งในปัจจุบันไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศประมาณ 300 ล้านตัน พื้นที่ป่าจึงมีประโยชน์ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 70 ล้านตันในภาพรวมของประเทศ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



 

นายคติวิช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มีพื้นที่ป่าที่รับผิดชอบและมีแนวเขตที่ชัดเจน ทั้งป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชนรวมอยู่ด้วย พื้นที่ในส่วนนี้จะต้องขึ้นทะเบียนกับ TGO หรือองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการขึ้นทะเบียนดังกล่าวก็เพื่อให้กระบวนการวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอน หรือคาร์บอนเครดิตเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความละเอียดรอบคอบ และถูกต้องมากที่สุด หลังจากขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และจิสด้า ก็จะร่วมกันตรวจวัดปริมาณคาร์บอนในพื้นที่ป่า โดยใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อดูว่าพื้นที่ป่าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมีอยู่ที่ไหนบ้าง

 

 

จากนั้นจะจำแนกชนิดป่าด้วยข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมว่าในพื้นที่นั้นๆ มีป่าชนิดใดบ้าง และในแต่ละชนิดของป่าก็ต้องมีการวิเคราะห์ความหนาแน่นของป่าว่ามีความหนาแน่นมาก หรือปานกลาง หรือน้อย จากนั้นจะทำการสุ่มด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในบริเวณที่เราต้องการจะวัดปริมาณการกักเก็บฯ ซึ่งเมื่อได้ตำแหน่งที่แน่นอนแล้ว ก็จะเป็นกระบวนการของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงที่จะต้องเข้าไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ป่าที่ให้ปริมาณคาร์บอนเครดิตมากที่สุด คือป่าดิบ รองลงมาจะเป็นป่าสน ป่าผสมผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าชายเลน

 

 

 



นายคติวิช กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน จิสด้าได้ดำเนินงานในภาคส่วนการวิเคราะห์พื้นที่ป่าไม้และความหนาแน่นของป่า ไม้ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพื้นที่นำร่อง จ.เชียงรายและ น่าน เพราะเป็นพื้นที่ที่ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงให้การสนับสนุนทางด้านส่งเสริมการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาทางสังคมและฟื้นฟูสิ่ง แวดล้อม ตลอดจนมีส่วนร่วมในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศ ที่นอกจากจะสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตที่ได้จากผืนป่าแล้ว ยังปลูกฝังให้คนในชุมชนรักษาป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เกิดความรักและหวงแหนผืนป่า ที่ทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

 

 

 



เรียบเรียงโดย

อติ บุญเสริม