ลากทุกขดไส้ "ผู้พิพากษาพ."วางแผนร่วม"EARTH"โกงหนี้หมื่นล้าน"ธ.กรุงไทย"

Publish 2018-09-12 17:10:22



ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจอีกครั้ง  หลังจาก  บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัดหรือ เอิร์ธ    (EARTH) ถูกฟ้องร้องกล่าวโทษว่าด้วยเรื่องการปลอมแปลงใบตราส่งสินค้าทางเรือ  (Bill of lading-B/L) เริ่มต้นจากกระบวนการซิกแซกขั้นตอนกนำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนิเซีย  เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่าง ๆ   ตามข้อมูลปรากฎ คือ  ธนาคารกสิกรไทย จำนวน 2,800 ล้านบาท  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำนวน 1,800 ล้านบาท  และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า จำนวน 350 ล้านบาท  รวมถึงเจ้าหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้นจำนวน 2,900 ล้านบาท หนี้หุ้นกู้ 2 ชุด รวม 5,500 ล้านบาท  โดยมีธนาคารกรุงไทยเป็นคู่กรณีสำคัญ ด้วยมูลหนี้สูงถึง  12,000 ล้านบาท

 

 

 



 

จากลำดับข้อมูลตามคอลัมน์  "มารยาตลาดหุ้น"  ของหนังสือพิมพ์  "ฐานเศรษฐกิจ "  ระบุข้อมูลก่อนหน้านี้เมื่อ  ธันวาคม 2560  “ธนาคารกรุงไทย” ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ลุยสอบปมการปลอมใบขนถ่านหินนำเข้าจากอินโดนีเซียของ “บมจ.เอ็นเนอร์ยี่  เอิร์ธ” หรือ “Earth” ที่ใช้เป็นหลักฐานการกู้เงินหลายพันล้าน จนภายหลังเป็นเหตุให้ผิดนัดชำระหนี้หลักหมื่นล้านบาท และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

 

โดยกลุ่มกรรมการที่ถูกกล่าวหาประกอบด้วย 1.นายพิสุทธิ์ พิหเคนทร์ อดีตประธานบริษัท 2.นายขจรพงศ์ คำดี อดีตผู้บริหาร 3.นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ 4.นายพิพรรธ พิหเคนทร์ 5.นายพิบูล พิหเคนทร์...เรียกได้ว่าโดนกันตั้งแต่ “พ่อถึงลูก” ตั้งแต่ระดับประธานกรรมการบริษัท ถึงระดับผู้บริหาร

 

นายขจรพงศ์ คำดี

 

ส่วนกลุ่มผู้บริหารธนาคารที่ปล่อยกู้ในสมัยนั้น ก็หาใช่ใคร คือ “นายโจ้-กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ” อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่  และ “นายต่อ-วรภัค  ธันยาวงษ์” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งปัจจุบันลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม อย่างไม่สะทกสะท้านกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษต่อกลุ่มกรรมการ “Earth” กลุ่มนี้อีกครั้งต่อ DSI กรณีลงข้อความเท็จหรือไม่ลงข้อความสำคัญในรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท เพื่อลวงไม่ให้ผู้ลงทุนและเจ้าหนี้รู้รายละเอียดที่แท้จริงของหนี้สิน

 

แปลความง่ายๆ คือ กลุ่มครอบครัว “พิหเคนทร์” และ “ขจรพงศ์ คำดี” ได้สร้างวีรกรรมทำเอกสารเท็จในการกู้ “ธนาคารกรุงไทย” และเบี้ยวหนี้ จนต่อมาพอเรื่องจะแดงจึงหาทางกลบเกลื่อนหลักฐานโดยสร้างหนี้เทียมขึ้นมาพรวดเดียว 2.6 หมื่นล้านบาท เพื่อทำให้ทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน จนเป็นเหตุให้เข้าแผนฟื้นฟูในที่สุด!!

 

การเข้าแผนฟื้นฟู เปรียบดั่งการอาศัยอำนาจศาลล้มละลายในการเข้าสู่สภาวะ Stand Still... หรือการหยุดการรุกรานของเจ้าหนี้  แผนร้ายสุดซับซ้อนนี้ ลำพังมันสมองของครอบครัว “พิหเคนทร์” และ “ขจรพงศ์ คำดี” คงคิดเองไม่ได้... หากไม่ใช่สายสนคนในที่รู้กระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างดีแล้วจะเป็นใคร?!

 

 

(พิบูล พิหเคนทร์ กรรมการบริหาร ,ขจรพงศ์ คำดี ซีอีโอ, และ ธนาวรรธน์ ประทุมสุวรรณ์ เอ็มดี)

 

ข้อบ่งชี้ที่ถือเป็นคีย์เวิร์ดของประเด็นนี้   ถูกขยายเพิ่มว่าในช่วงเดือนมิถุนายน 2560  ที่ผ่านมา  ภายหลังจากที่ EARTH ได้เริ่มสู่กระบวนการเบี้ยวจ่ายหนี้ตั๋ว B/E ก็มีผู้แนะนำให้ “ขจรพงศ์” รู้จักกับผู้กว้างขวางแห่งวงการศาลล้มละลาย “ผู้พิพากษา พ.”

 

“ผู้พิพากษา พ.” ได้แวะเวียนไปหา “ครอบครัวพิหเคนทร์” และ “ขจรพงศ์” อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ office ของ EARTH อาคารไทยซีซี ทาวเวอร์ ชั้นที่ 12 ที่คอนโดฯของผู้พากษารายนี้ย่านซอยเย็นอากาศ ที่ร้านขายชา โรงแรมสุโขทัย ย่านสาทร



“ผู้พิพากษา พ.” รายนี้คือกุนซือผู้คิดแผนอุกฉกรรจ์ในการปล้นรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบางราย เขาคนนี้คือ ผู้กว้างขวางแห่งศาลล้มละลาย เขาคนนี้คือผู้ที่ (ล่าสุด) มีคลิปฉาวนั่งพับเพียบแบล็กเมล์เด็กสาวให้กลับมาคืนดี...

 

เขาคนนี้คือ ผู้ที่ทำลายเกียรติแห่งสถาบันตุลาการ

ส่วนผลประโยชน์ที่ “ผู้พิพากษา พ.”รายนี้จะได้รับจากแก๊งโจรใส่สูตคือ ส่วนแบ่ง 30-40% จากการปล้นครั้งนี้ โดย “ผู้พิพากษา พ.” จะเป็นผู้ประสานงานกับทุกภาคส่วน ยกเว้น ก.ล.ต. และ DSI เพื่อให้ทุกอย่างบรรลุตามเป้าหมาย

 

 

ขณะที่  “ธนาคารกรุงไทย” คือ รัฐวิสาหกิจ  คือ สมบัติของคนในชาติ น่าเสียใจยิ่งที่มีผู้พิพากษาร่วมขบวนการปล้นธนาคารรัฐครั้งนี้ เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของคนกลุ่มเดียว โดยไม่ยำเกรงต่อเวรกรรมและบาปบุญคุณโทษที่กระทำต่อแผ่นดินเกิด!!

 

ไม่จบเท่านั้น   คอลัมน์ " มารยาตลาดหุ้น" ของหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  เดินหน้าขุดคุ้ยความฉาวโฉ่ของวงการธุรกิจที่มีตุลาการสายมืดเข้าไปเกี่ยวข้อง    ว่า   เรื่องของ “ผู้พิพากษา พ.” ผู้พิพากษารุ่นใหญ่ท่านหนึ่งที่ริคิดเป็น “โจรในคราบตุลาการ” ร่วมวางแผนสร้างหนี้เทียมเอาเปรียบเจ้าหนี้ตัวจริงอย่างโจ่งแจ้ง

 

การสร้างหนี้เทียม แปลว่าอะไร? ทำอย่างไร? ทำเพื่ออะไรนั้น? หลายท่านอาจยังสงสัย

การสร้างหนี้เทียมคือ การที่ผู้บริหารบริษัททำให้บริษัทมีหนี้สินเพิ่มแบบกำปั้นทุบดิน เช่น ยอมรับค่าเสียหายหรือค่าเสียโอกาสต่างๆ แบบหน้าด้านๆ  โดยเจ้าหนี้เหล่านั้นเป็นกลุ่มพวกของตน... ในกรณีของ EARTH หนี้ที่มีข้อกังขาได้แก่

 

บริษัท เทียนเจิน โบไท จงซิง เทรดดิ้ง จำกัด ส่วนนี้ประเมินกัน (เองโดย EARTH) ว่าอาจจะสูงถึง 12,600 ล้านบาท

บริษัท เจียงซู กวางรับ เทรดดิ้ง จำกัด ส่วนนี้ก็ประเมินกันเอง(โดย EARTH อีก) ว่าน่าจะสูงถึง 11,200 ล้านบาท  (โดยทั้งคู่นี้มีการบันทึกข้อตกลงสัญญาที่จะให้ความร่วมมือในการสนับสนุนบริษัทย่อยในการจัดหาถ่านหินให้)

 

นายหลิน ตง ไห่ คาดว่า EARTH  มีหนี้ที่เป็นภาระผูกพันกับเจ้าหนี้รายนี้ ประมาณ 2,975 ล้านบาท โดยนายหลิน ตง ไห่ ได้ตกลงให้ความร่วมมือในการติดต่อกับโรงไฟฟ้าในจีนเพื่อหาแหล่งทุนในการขยายกิจการ

 

ทั้งหมดนี้คือหนี้ที่ประเมินเองโดย EARTH (บริษัทลูกหนี้) ทั้งสิ้น และบริษัทเหล่านี้มีความสนิทชิดเชื้อแบบแทบจะเป็นน้ำเดียวกันกับกลุ่มผู้บริหาร EARTH โดยเฉพาะ “ขจรพงศ์ คำดี”

 

 

และจากข้อมูลที่ดิฉันได้รับ เจ้าหนี้กลุ่มนี้ของ EARTH ยังใช้ทนายกลุ่มเดียวกันที่จัดหาโดย “ผู้พิพากษา พ.” แม้แต่เวลาไปคัดเอกสารสำคัญจากหน่วยงานรัฐก็ใช้คนคนเดียวกัน!

 

จุดประสงค์ของการสร้างหนี้เทียมในกรณีนี้เป็นไปเพื่อผลักดันบริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพราะเงื่อนไขของการเข้าฟื้นฟูคือต้องมีสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว!! และ “ท่านผู้พิพากษา พ.” ระบุว่า “นี่คือถิ่นผม ผมสามารถประสานได้อย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่หัวถึงหาง คนที่นั่งอยู่ก็คนของผม” จากตามคลิปเสียงที่แหล่งข่าวมี

 

ตามแผนชั่ว… หลังจากได้สิทธิ์เรียกร้องจากหนี้เทียมก้อนนี้ ก็เปรียบดั่งบริษัทลูกหนี้มีเจ้าหนี้ที่เป็นพวกของตน และในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงกำหนดทิศทางบริษัท อำนาจจะถูกโยนกลับมาสู่เจ้าหนี้ ตามมูลหนี้ที่มี

 

หลังตัวเลขหนี้ทั้งหมดของบริษัทได้ข้อยุติ เจ้าหนี้จะสามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้บริหารแผนฟื้นฟูได้ คล้ายๆ กับผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์เลือกกรรมการได้!

 

แปลว่าเมื่อมีหนี้เทียมเป็นสิทธิ์ของกลุ่มตน ตนเองสามารถจะเลือกตนเองมาบริหารแผนฟื้นฟูได้ หรือเลือกกลุ่มตนเองกลับมาบริหารบริษัท

 

หลังจากนั้นก็สามารถเลือกให้กลุ่มตนเองได้รับการชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ตัวจริง ซึ่งกรณี EARTH นี้คือ “ธนาคารกรุงไทย” กับมูลหนี้ 1.2 หมื่นล้านบาท!!

 

นอกจากนี้ยังสามารถ แปลงหนี้เป็นทุนกลับมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทได้อีกครั้ง!!

“ผู้พิพากษา พ.” ในภาพจำของสังคมคือ ครูบาอาจารย์ ผู้มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะและเขียนหนังสือมากมาย...แต่ลับหลังทำตัวเสมือน “หัวหน้าโจร” บิดเบือนความเป็นธรรม กดขี่ผู้คน ปล้นผลประโยชน์ชาติ ดั่งพวก “ทรราช”  

 

“ผู้พิพากษา พ.” คือผู้เสพความตายของเจ้าหนี้และนักลงทุนไทย แลกมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลจากโจรใส่สูท โดยช่วงที่ ผู้พิพากษา พ. เจริญรุ่งเรืองที่สุดคือช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่มากมายเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

 

เงิน หุ้น และผลประโยชน์ที่ “ผู้พิพากษา พ.” เก็บได้ ก็มักใส่อยู่ในชื่อลูกสาวของเมียที่ 1 ชื่อย่อ อ. ที่ “บล. IV Global”...

หลังจากนั้นก็สูตรเดิม นำเงินสินบนเหล่านั้นไปฟอกโดยการซื้อที่ดินและสร้างโรงแรม โดย “ผู้พิพากษา พ.” มักใส่ไว้ในชื่อเมียๆ ทั้งหลาย แต่เพราะบาปบุญมีจริงโรงแรมย่านเขาหลักก็ถูกสึนามิถล่มก่อนทำประกันไม่กี่วันและโรงแรมริมปิงตำบลป่าแดด เมืองเชียงใหม่ก็ถูกเมียที่ 2 ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ศาลยึดไป หลังเลิกราแบบไม่เผาผี

 

ยังคงเหลือก็แค่คอนโดฯที่อยู่ปัจจุบันซึ่งได้มาจากกลุ่มอดีตผู้ถือหุ้นแสนสิริ และ เนเชอรัล พาร์ค ช่วงปี 2542-2544 ภายหลังจากได้ให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท

 

หาก “ก.ต.” หรือ   “DSI” หรือ  “กรรมการตุลาการ” ต้องการข้อมูลเพิ่ม เกี่ยวกับผู้พิพากษา พ. นี่กรุณาอย่าช้าในการประสานงานกับกอง บ.ก. นะเจ้าคะ... ก่อนเกียรติภูมิของตุลาการจะมัวหมอง เพราะระบบที่ดีอาจมีปลาเน่าอยู่ 1-2 ตัวก็เป็นได้

 

 

ที่มาข้อมูล : มารยาตลาดหุ้น โดย : คุณนายเผือก  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม