แจ่มชัดเลย !!!  ที่แท้ก็มีคนในเอี่ยวเอี่ยวเงิน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น...“ไพสิฐ” เผยออกมาเอง “ข้าราชการซี 8”

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเซ็นคำสั่งพักราชการและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง 2 ข้าราชการดีเอสไอ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินคดีพิเศษที่ 42/255

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเซ็นคำสั่งพักราชการและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง 2 ข้าราชการดีเอสไอ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินคดีพิเศษที่ 42/2559 กรณีนำที่ดินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไปขายให้กับบริษัทพิษณุโลก เอทานอล จำกัด ว่า คดีนี้ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของหน่วยงาน แต่การสอบสวนเอาผิดกับข้าราชการทั้ง 2 ราย ก็ทำให้สังคมเห็นว่าดีเอสไอยุคนี้มีความโปร่งใส จึงขอย้ำว่าการสอบสวนคดีสหกรณ์ฯคลองจั่น ยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมดำเนินการทุกอย่างด้วยความตรงไปตรงมา คนผิดก็ถูกออกหมายจับนำตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

คดีดังกล่าวพบว่ามีข้าราชการดีเอสไอ 2 ราย มีชื่อรับเงินบางส่วน เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะใช้เวลาสอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และระหว่างนี้จะเรียก 2 ข้าราชการเข้าชี้แจง ซึ่งต้องรอดูคำให้การของทั้ง 2 รายก่อน จากนั้นจะเสนออนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ดีเอสไอ เพื่อทำความเห็น ส่วนกรณีที่เป็นข้าราชการระดับ 8 ต้องส่งรายงานความเห็นไปยัง อ.ก.พ.ของกระทรวงด้วย

ขณะที่เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายธรรมนูญ อัตโชติประธานชมรมฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก้าวหน้า ในฐานะตัวแทนผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด นำผู้เสียหายกว่า 20 คน เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม และเร่งรัดการสอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 กรณีความผิดฐานฟอกเงินและรับของโจร ซึ่งเชื่อมโยงกับการรับเช็คบริจาคของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ภายหลังอัยการเลื่อนการสั่งคดีหลายครั้ง โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับหนังสือแทนอธิบดีดีเอสไอ

 

ด้าน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผบ.สำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนติดตามเส้นทางการเงินจากเช็คกว่า 800 ฉบับ ชี้แจงกับสมาชิกสหกรณ์ฯ ว่า ดีเอสไอสอบเพิ่มเติมตามประเด็นที่ได้รับการประสานจากอัยการทุกครั้งที่ผ่านมา อัยการสั่งสอบเพิ่มเติม 4-5 ครั้ง ได้รวบรวมข้อเท็จจริงส่งกลับไปให้อัยการจนครบถ้วนแล้ว และมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของคณะพนักงานสอบสวน ก็มีตัวแทนของอัยการร่วมด้วย ประเด็นหลักที่เป็นสาระสำคัญยืนยันว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอต่อการสั่งฟ้องคดีแน่นอน ส่วนกรณีที่มีตัวแทนวัดพระธรรมกายยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับอัยการเมื่อวันที่ 14 พ.ย. ได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว และที่ผ่านมาก็ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับทุกหน่วยงานตามที่มีการเข้าร้องขอความเป็นธรรม

 

"การยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมของฝ่ายผู้ต้องหามีเจตนาประวิงเวลา ไม่ยอมเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมาย การจะร้องขอความเป็นธรรม ผู้ต้องหาก็ควรใช้สิทธิ์ในการนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย ผมขอให้เห็นใจผู้เสียหายที่สะสมเงินมาตลอดชีวิต ขอให้ผู้ต้องหาเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมาย แล้วค่อยเรียกร้องความเป็นธรรม การดำเนินคดีนอกจากอัยการแล้ว ยังมีขั้นตอนของพิสูจน์อีก 3 ศาล อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้เสียหายต้องการทราบความชัดเจนเกี่ยวกับการสั่งคดีฟอกเงินของอัยการในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ขอให้รอฟังการพิจารณาในชั้นอัยการ" พ.ต.ท.ปรกรณ์กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการยื่นหนังสือ ได้มีตัวแทนผู้เสียหายพยายามซักถามถึงการทำงานของพนักงานสอบสวน และมีความเป็นห่วงประเด็นที่อัยการเลื่อนการสั่งฟ้องคดีออกไปหลายครั้ง จึงกังวลว่าในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นการนัดสั่งคดีครั้งที่ 5 จะมีการเลื่อนสั่งคดีไปหลังฝ่ายผู้ต้องหายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ดีเอสไอสอบสวนคดีมิชอบ พร้อมตัดพ้อว่าคดีดังกล่าวมีความเสียหายจำนวนมากไม่แตกต่างจากคดีจำนำข้าว แต่สอบสวนมาหลายปี ยังจับผู้ต้องหาได้เพียงคนเดียว

 

"อยากเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วยเหลือเร่งรัดคดีในรูปแบบเดียวกับคดีจำนำข้าว และประเด็นที่น่ากังวลคือ การพบว่ามีเงินจำนวนกว่า 40 ล้านบาท ไปปรากฏในบัญชีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ยิ่งส่งผลกระทบกับภาพการทำงานของดีเอสไอ" ตัวแทนผู้เสียหายระบุ

 

นอกจากนี้ ผู้เสียหายเสนอให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอเร่งรัดการจับกุมพระธัมมชโย ตามหมายจับของศาลอาญา เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเร็วที่สุดด้วย เพราะขณะนี้พระธัมมชโยยังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องหาในคดี

 

 

เรียบเรียงโดย ชนุตรา สำนักข่าวทีนิวส์