มาถึงจุดนี้ได้ไง!!! สธ.ชวน "มีลูกเพื่อชาติ" หลังพบอัตราเกิดตายเท่ากัน (รายละเอียด)

มาถึงจุดนี้ได้ไง!!! สธ.ชวน "มีลูกเพื่อชาติ" หลังพบอัตราเกิดตายเท่ากัน (รายละเอียด)

 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงโครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดง มีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษ ว่า สธ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2559 โดยจะเน้นใน 3 เรื่องคือ 1.การเพิ่มจำนวนการเกิด เพื่อทดแทนจำนวนประชากร โดยส่งเสริมการเกิดในหญิงอายุ 20-34 ปี ที่มีความพร้อมและตั้งใจที่จะมีครรภ์  2.การเกิดทุกรายมีความพร้อม มีการวางแผน และได้รับความช่วยเหลือในการมีบุตร  และ 3.ทารกเกิดมาอย่างแข็งแรง พร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยส่งเสริมให้ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย ได้รับการดูแลหลังคลอดที่ดี โดยจะการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น พัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่ระยะก่อนสมรส ก่อนมีบุตร ตั้งครรภ์ และหลังคลอด  จัดกิจกรรมรณรงค์ให้คนไทยมีลูก ปรับปรุงแก้ไขสิทธิลาคลอดเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตร มาตรการทางภาษีช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลบุตร เป็นต้น

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผู้หญิงไทยแต่งงานน้อยลงหรือช้าลง โดยนิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น เนื่องจากมีการศึกษาที่สูงขึ้น ทำให้อัตราการเพิ่มประชากรไทยลดลงจากร้อยละ 2.7 ในปี 2513 ลดลงเหลือ ร้อยละ 0.4 ในปี 2558 ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ภายใน 10 ปี อัตราการเพิ่มประชากรไทยจะเท่ากับ ร้อยละ 0.0 คือ อัตราการเกิดเท่ากับอัตราการตาย คือไม่มีจำนวนประชากรเพิ่ม เนื่องจากอัตราการเกิดน้อย ซึ่งขณะนี้อัตราการเกิดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 แสนคนต่อปี ขณะที่อัตราการตายอยู่ที่ 3-4 แสนคนต่อปี และในอนาคตผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากจะเสียชีวิตลงทำให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น แต่อัตราการเกิดน้อยลงจนมาเท่ากันในที่สุด

          นพ.วชิระ กล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยยังเจอปัญหาการเกิดน้อยด้อยคุณภาพด้วย โดยในปี 2558 พบอัตราการตายมารดาอยู่ที่ 20 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการตกเลือด มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กร้อยละ 39 ทารกคลอดก่อนกำหนดร้อยละ 10.4 ทารกเสียชีวิตจากภาวะพิการแต่กำเนิดร้อยละ 7 ขณะที่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนยังน้อยเพียงร้อยละ 23.9    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องเตรียมความพร้อมการมีบุตรให้มีคุณภาพตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดย สธ.ได้จัดกิจกรรมเสริมธาตุเหล็กและโฟลิกหรือวิตามินแสนวิเศษให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 20-34 ปีทุกคนที่พร้อมหรือตั้งใจวางแผนที่จะมีลูก ซึ่งช่วงวัยดังกล่าวราชวิทยาลัยสูตินรแพทย์ฯ ระบุว่า เป็นเวลาทองของการมีลูก และช่วงเวลาทองของเวลาทองคือช่วงอายุ 24-29 ปี โดยกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการตั้งครรภ์ จะช่วยลดภาวะพิการแต่กำเนิดของทารกลงได้


ด้านนพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวว่า อภ.ได้วิจัยพัฒนาและผลิตวิตามิน 3 รายการเพื่อโครงการส่งเสริมสาวไทยแก้มแดงฯ ได้แก่ วิตามินธาตุเหล็ก กรดโฟลิกและไอโอดีนโดยในช่วงแรกได้ส่งมอบยาให้สธ.มูลค่า 1 ล้านบาท และได้ผลิตยาและวิตามินในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น 3 รายการ. ประกอบด้วย 1.ยาน้ำแขวนตะกอนธาตุเหล็กสำหรับเด็ก ป้องกันภาวะโลหิตจาง 2.วิตามินรวมธาตุเหล็ก ไอโอดีนและกรดโฟลิก ป้องกันการขาดสารไอโอดีน ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ และพัฒนาการเด็ก และ3.วิตามินรวมธาตุเหล็กและกรดโฟลิก ป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขากธาตุเหล็ก จะสามารถผลิตและกระจายได้ในเดือนสิงหาคม 2560
        

 

มาถึงจุดนี้ได้ไง!!! สธ.ชวน "มีลูกเพื่อชาติ" หลังพบอัตราเกิดตายเท่ากัน (รายละเอียด)

 

 

รายงานโดย นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์  สำนักข่าวทีนิวส์