"เติ้ง" เอาด้วย! ดอดส่งสัญญาณหนุน "ประชามติ" - จับตา "พรรคการเมืองอื่น" รับไม่รับร่างรธน. ??

ติตดามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


แน่นอนว่าเฉพาะพรรคการเมืองอย่างชาติไทยพัฒนาอาจไม่สามารถชี้ขาดผลประชามติได้ ซึ่งในที่นี้ก็ต้องจับตาดูว่าพรรคการเมืองทีเหลืออื่นๆ จะมีจุดยืนอย่างไร ซึ่งถ้าหากว่าพรรคขนาดกลางและเล็กอื่นๆสนับสนุนประชามติหรือรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นกลุ่มมวลชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทันที

 

 

นอกเหนือจากกลุ่ม กปปส.ที่มีโอกาสลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ล่าสุดพรรคการเมืองขนาดกลางอย่างชาติไทยพัฒนาก็ได้ส่งสัญญาณตอบรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นเดียวกัน

 


นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำประชามติว่า ส่วนตัวเห็นว่า ส่วนใหญ่มีข้อดี ส่วนที่มีความเห็นว่า ยังมีข้อขัดแย้งนั้น ก็พอรับได้ ดังนั้น ส่วนตัวคิดว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ต้อง ไปถามประชาชนส่วนใหญ่ด้วยว่า จะรับได้หรือไม่ ที่พูดเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ความคิดเห็นของพรรคชาติไทยพัฒนา

 


“ผมอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกมาจะได้มีการเลือกตั้งในปี 2560 และเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วจะได้คืนอำนาจคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ชาวไทยทั้งหมด ดังนั้น มติจะออกมาอย่างไรก็ต้องแล้วแต่คนไทยทุกคน แต่ส่วนตัวผมคิดว่าพอรับได้”

 


นายบรรหาร ยังเห็นว่า คำถามพ่วงประชามติ ที่ให้ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ ก็เป็นกลไกตามที่มีคำถามพ่วงออกมาที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เมื่อต้องการให้ ส.ว.มีสิทธิ์เลือกนายกฯได้ ก็ต้องเป็นไปตามวิถีทางนั้น คงคัดค้านไม่ได้ อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในอนาคตก็ได้

 


“ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560ตามที่ นายกฯ พูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไป มันอาจ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสียเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยว ก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งจะไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้ง ถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้ คงไม่ไหวแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ในรัฐบาล ผู้ใหญ่ใน คสช.ยืนยันาจะมีการเลือกตั้งแล้ว ถือคำมั่นสัญญาเป็นสัจจะสำคัญ ผมมั่นใจและคิดว่าไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้งเด็ดขาด”

 


 

ทั้งนี้หากลองคิดคำนวณ จำนวนผู้สนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนาโดยอิงจากสถิติการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 พบว่ามีจำนวนเกือบ 1 ล้านคนเลยทีเดียว

 


พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ส.ส.19 คนจากแบ่งเขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)  906,656 คะแนน

 


แน่นอนว่าเฉพาะพรรคการเมืองอย่างชาติไทยพัฒนาอาจไม่สามารถชี้ขาดผลประชามติได้ ซึ่งในที่นี้ก็ต้องจับตาดูว่าพรรคการเมืองทีเหลืออื่นๆ จะมีจุดยืนอย่างไร ซึ่งถ้าหากว่าพรรคขนาดกลางและเล็กอื่นๆสนับสนุนประชามติหรือรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นกลุ่มมวลชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทันที

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1,281,577 คะแนน

พรรครักประเทศไทย (ร.ป.ท.) 998,603 คะแนน

พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.)  906,656 คะแนน

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.) 494,894 คะแนน

พรรครักษ์สันติ (รส.) 284,132 คะแนน

พรรคมาตุภูมิ (มภ) 251,702 คะแนน

พรรคพลังชล (พช.) 178,110 คะแนน

พรรคมหาชน (พมช.) 133,772 คะแนน 

พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) 125,784 คะแนน


รวมทั้งหมดก็คือ...4,655,230 คะแนน
ส่วนสถานการณ์การเคลื่อนไหวต่อร่างรัฐธรรมนูญล่าสุดก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง...

 


นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือกรธ. กล่าวว่า ต้องรอจนกว่ากฎหมายประชามติจะประกาศบังคับใช้ ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องนำกฎหมายดังกล่าวมาศึกษาก่อนลงพื้นที่ หากพบว่า ยังไม่ครอบคลุมถึงกรธ. อาจจะต้องขอให้แก้ไขกฎหมาย จนถึงขณะนี้ ยังมีประกาศจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. บางฉบับที่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาความปลอดภัยได้ก่อน ดังนั้นก่อนลงพื้นที่กรธ.จะต้องขออนุญาตคสช. และขอความร่วมมือให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลป้องกันไม่ให้มีการก่อกวน

 


ส่วนการลงพื้นที่ชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในขั้นแรกกรธ.จะลงพื้นที่ชี้แจงให้กับครูต้นแบบหรือเครือข่ายในชุมชนต่างๆ เพื่อจะได้นำข้อมูลที่ได้ไปชี้แจงให้กับประชาชน รวมถึงกรธ. จะลงพื้นที่ด้วยตนเองตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งขณะนี้กรธ.อยู่ระหว่างการวางแผนการลงพื้นที่ และประสานกับองค์กรต่างๆในการหาครูต้นแบบ

 


ส่วนกรณีพรรคการเมืองออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นายมีชัยยอมรับว่า รู้สึกหนักใจหากพรรคการเมืองไม่เล่นอยู่ในกรอบกติกา ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการสร้างกติกาใหม่ในบ้านเมือง และต้องการทราบว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาอย่างไร จึงเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ต้องดูแลความปลอดภัย โดยขณะนี้นอกจากมีวิชามารแล้วยังมีการเข้าใจผิด มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยกรธ.จะติดตามและพยายามทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

 


นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่า เมื่อใกล้ถึงวันลงคะแนนประชามติ ทางออกคงเล็ดลอดออกมา ซึ่งการแก้ไขอาจจะแก้เพียง 1-2 มาตรา ให้รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 เป็นสิ่งแรกโดยเร็วแบบตั้งตัวกันไม่ติด พอรู้ผลอย่างเป็นทางการ วันต่อมาก็ต้องเสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันที เมื่อ สนช.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแก้ไขเสร็จแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการทางออกตามร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวดังกล่าวทันที

 


นายวิษณุ กล่าวว่า แต่ขณะนี้เรายังไม่รู้จะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างไร ให้สาบานก็สาบานว่าไม่รู้จริงๆ แต่การที่ยังไม่บอกทางออก เนื่องจากมีเหตุผลแต่ต้นว่าไม่ต้องการให้คนมีความรู้สึกว่ามีอะไรให้เลือก เพราะจะทำให้เกิดอคติในการออกเสียงประชามติ ขนาดรับหรือไม่รับคนยังลังเล แต่ถ้ามีตัวเลือกมาให้ จะยิ่งทำให้เกิดอคติในการลงประชามติ เขากลัวในการสร้างแรงกดดัน ยืนยันเราไม่ได้กลัวว่าร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำ เพียงแต่กลัวอคติ กลัวแรงกดดัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังเข้าควบคุมอำนาจเกือบ 2 ปี ว่า จากการบริหารประเทศที่ผ่านมาของ คสช. คิดว่าประชาชนพึงพอใจเรื่องความสงบของบ้านเมือง แต่การบ้านสำคัญของ คสช.ต้องตระหนัก คือ วิธีการพิเศษที่นำมาสู่ความสงบ ไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป ต้องคิดว่าถ้าไม่มีวิธีพิเศษแล้วจะทำอย่างไร โดยระยะเวลาอีกปีเศษที่เหลืออยู่ อยากให้ คสช.เร่งสร้างความมั่นใจตรงนี้ว่าจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน ด้วยการใช้กติกาปกติ รวมทั้งอยากให้เร่งปฏิรูปตำรวจ สื่อ และการเมือง เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองปฏิรูปตัวเองได้ก่อนการเลือกตั้งก็จะดีที่สุด       

 


นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ยังเรียกร้องให้ คสช.ทบทวนคำสั่งที่มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงคำสั่งที่อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้ โดยอยากให้ทบทวนเรื่องที่มีการยกเว้นไป เช่น การยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่มีคำตอบระยะยาว เช่น โครงสร้างทางการศึกษา และโครงสร้างในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ เพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะข้อยกเว้นจะเป็นปัญหาในอนาคต หากทบทวนคำสั่งที่ควรยกเลิกก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้ง ก็จะทำให้เกิดการแก้ไขได้ง่ายกว่าที่จะปล่อยไปแล้วต้องไปแก้ไขในอนาคต ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากมากกว่า

 


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ขู่เรียกปรับทัศนคตินักการเมืองที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า สถานการณ์ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้สั่งห้ามหรือสั่งการอะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้สั่งให้ลดโทนการให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหลังผู้มีอำนาจออกมาขู่แต่อย่างใด

 


ตนเชื่อว่าสิ่งที่นายอภิสิทธิ์แถลงไป ถือเป็นจุดยืนของพรรคที่มีเจตนาดีมากกว่าประสงค์ร้ายต่อใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศในการทำประชามติ ไม่ควรมีการข่มขู่ แต่ควรพร้อมเปิดรับความเห็นต่าง ผู้มีอำนาจควรเข้าใจให้ชัดเจนว่า การทำประชามติคือการหาเสียงข้างมากในเรื่องที่คนเห็นไม่ตรงกัน แต่หากใครที่ข่มขู่หรือก่อความวุ่นวาย ให้จัดการตามกฏหมายได้ ดังนั้นจึงขอให้ใจเย็นๆ ขอย้ำว่าพรรค ปชป.ไม่ได้ทำผิดใดๆ และจะไม่มีปรับท่าทีเพราะบริสุทธิ์ใจในการแสดงออก