สนธิญาณ ชี้! การเคลื่อนไหว นศ.ปัจจุบัน ขาดการศึกษารอบด้าน มองปัญหาบ้านเมืองมิติเดียว อ้างปชต. แต่ละเลยบริบท-ข้อเท็จจริงทางสังคม

"สนธิญาณ" ชี้! การเคลื่อนไหว นศ.ปัจจุบัน ขาดการศึกษารอบด้าน มองปัญหาบ้านเมืองมิติเดียว อ้างปชต. แต่ละเลยบริบท-ข้อเท็จจริงทางสังคม

Publish 2016-06-27 16:34:39




รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 27  มิถุนายน 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการบริษัท ทีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้



สถาพร : ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาในการจัดกิจกรรมรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ก็เป็นความเคลื่อนไหวหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจและแน่นอนว่าทางฟากฝั่งของพรรคเพื่อไทยได้เอาเรื่องดังกล่าวมาเป็นกระแสในการที่จะดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่อย่างไร

 

สนธิญาณ : ผมจะเรียนอย่างนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองเวลาได้มีการหยิบยกเอาเรื่องทางประวัติศาสตร์มาเคลื่อนไหวโดยคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นลูกๆหลาน ๆ นักศึกษารุ่นใหม่หรือนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าซาบซึ้งหรืออินกับประวัติศาสตร์ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาบางครั้งขาดการศึกษาหรือการทำความเข้าใจภาพรวมนะครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอดตีนั้นไม่ใช่แค่จะพิจารณาเอาจากการอ่านหนังสือและหยิบเอาประเด็นหนึ่งประเด็นใดที่เราคิดว่าสอดคล้องหรือสัมผัสกับอารมณ์ของเราได้สะใจได้รับแรงกระทบที่ถ้าเรานำไปเคลื่อนไหวแล้วจะทำให้เกิดเป็นกิจกรรมรู้สึกสะใจพูดภาษาง่าย ๆ แบบนั้น

 

สถาพร : คิดว่าคนอื่นจะตามกระแสเหล่านั้นด้วย

 

สนธิญาณ : เหมือนเมื่อครั้งที่นายนิ้วกลมนักเขียนรุ่นใหม่ชื่อดัง ได้หยิบเอาเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มาเขียนโดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าใจในภาษาที่อยากจะใช้คำว่าบริบททางการเมืองโดยภาพรวม เช่นเดียวกับลูกๆหลานๆน้องนักศึกษาที่ไปหยิบเอาการเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน มาเคลื่อนไหว ประเด็นอันเป็นสาระสำคัญก็คือว่าได้มีการเคลื่อนไหวว่า 84 ปี ประชาธิปไตยแล้ว ประเทศยังไม่ไปถึงไหนยังอยู่ในมือเผด็จการ บางกลุ่มก็ไปที่อนุสาวรีย์ปราบกบฏที่เขาเรียกกัน อนุสาวรีย์แห่งนี้อยู่ที่หลักสี่ตรงแยกวัดพระศรีฯ ทางแยกไปรามอินทรา

 

สถาพร : เราเรียกกันติดปากว่า วงเวียนบางเขน

 

สนธิญาณ : ผมอยากจะไล่เลียงให้ท่านผู้ชมได้ฟังว่า เวลาไปหยิบยกมาความจริงอนุสาวรีย์แห่งนั้นคืออนุสาวรีย์ที่ทำให้เกิดเผด็จการทางการเมืองที่ยาวนานในประเทศไทยก็คือจอมพล ป. พิบูลสงคราม นี่ไม่รู้ว่าได้ไปศึกษาเรียนรู้กันหรือไม่ หรือเมื่อพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 ว่าเป็นการปฏิวัติของประชาชนซึ่งไม่ใช่หรอกครับ ความจริงเป็นการปล้นอำนาจโดยคณะบุคคลจากสถาบันฯมา เพราะเห็นตะวันตกมีการปกครองอย่างนี้ไปเรียนไปรับตำราไปเห็นตะวันตกมาไม่กี่ปีขนาดที่รากฐานของสังคมระหว่างกับตะวันตกนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะอินกับสถาบันกษัตริย์หรือว่ายกย่องเชิดชูจนไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริง ไม่ต้องพูดถึงมุมสถาบันกษัตริย์ที่ถูกปล้นพระราชอำนาจมาเลย ให้กลับมาดูกลุ่มที่ทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ว่าแท้จริงแล้วมีนักอุดมการณ์ประชาธิปไตยกี่คน ผมคิดว่ามีอยู่คนสองคนเท่านั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จะประกอบด้วยนายทหารรุ่นเก่าที่คุมกำลังหลักดีเรียกว่า 4ทหารเสือ ประกอบไปด้วย พระยาพหลพลพยุหเสนา, พระยาทรงสุรเดช, พระยาฤทธิอัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธ ใน 4 คนที่เป็นทหารรุ่นใหญ่ก็มาประกอบพ่วงกับบรรดาคนหนุ่มสาวและนายทหารหนุ่ม คนหนุ่มสาวที่ว่าในขณะนั้นก็คือท่านปรีดี พนมยงค์ ส่วนทางฝั่งทหารก็คือจอมพล ป. พิบูลสงคราม, พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี มาคบคิดกันทำงานกันในกลุ่ม ๆ หนึ่งและใช้เทคนิคทางด้านการทหาร คือไม่ได้มีกำลังหลักในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่ที่หัวหิน สิ่งหนึ่งเวลาจะพูดด้วยความภาคภูมิใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ผู้ที่จะต้องได้รับการเชิดชูอย่างถึงที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแค่พระองค์สั่งสู้ สั่งลั่นกระสุนเลือดไทยก็จะไหลนองและกำลังหลักยังอยู่ที่ฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่รู้ว่ารบใครจะแพ้ชนะ ผมเรียนนะครับว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อย่างยาวนานมาท้ายที่สุดแล้วได้อยู่ในมือความเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ หรืออยู่ในมือเผด็จการ ต้องเรียนรู้กันครับ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1 ปี ก็ได้เกิดกบฏบวรเดชและผู้ที่นำทัพมาปราบกบฏบวรเดชคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เรียกว่าเป็นการก่อกบฏเอาทหารจากหัวเมืองมาเพื่อจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง มิถุนายน 2475 ต่อมา 2476 ก็ก่อเหตุรบกัน รบกันที่ตรงนั้นล่ะครับ ที่อนุสาวรีย์แถวหลักสี่จึงไปสร้างอนุสาวรีย์ตรงนั้น จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2476 ปรากฏว่าทำให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นนายทหารหนุ่มเป็นผู้ที่บัญชาการปราบกบฏในครั้งนั้นกลายมาเป็นผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง หลังจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปจัดการ พระยาทรงสุรเดช, พระยาฤทธิอัคเนย์ และผู้ที่ขัดขวางทางการเมืองจัดการหมดและคุมอำนาจเผด็จการยาวนานมาโดยตลอด มิตรที่เปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างท่านปรีดี พนมยงค์ ผมเรียนว่า น่าจะเป็นคนเดียวที่มีพื้นความคิดในการที่จะดูแลประชาชนทั้งประเทศเสนอสมุดปกเหลือง แน่นอนในยุคสมัยนั้นรัฐถูกโจมตีให้เป็นคอมมิวนิสต์จากกลุ่มในทหารกันเอง จนอาจารย์ปรีดีต้องกลับไปอยู่ฝรั่งเศส ส่วนจอมพล ป. คุมอำนาจเสร็จก็เชิญอาจารย์ปรีดีกลับมา แต่ท้ายสุดจอมพล ป. ก็ขัดแย้งกับอาจารย์ปรีดีเอง หลังจากที่พระยาพหลฯเป็นนายกรัฐมนตรีมาระยะเวลาหนึ่ง นับตั้งแต่นั้น พ.ศ. 2480 จอมพล ป. ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน จนสงครามโลกครั้งที่ 2 หยุดไป 1 - 2 ปี อาจารย์ปรีดีและนักประชาธิปไตยขึ้นมามีอำนาจจาก พ.ศ. 2490 - 2500 อยู่ในอำนาจเผด็จการทหารของจอมพล ป. อีก 25 ปี จากการเปลี่ยนแปลงปกครองมาจนถึง พ.ศ. 2500 อำนาจอยู่ในมือคณะราษฎร์ อยู่ในมือเผด็จการทหารเสีย แล้วมีพิฆาตเข่นฆ่า ฆ่าฟันกันเองในหมู่ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อช่วงชิงอำนาจ เข้าไปศึกษาดูสิครับสิ่งที่ผมพูดว่าผิดหรือถูก แล้วหลังจาก พ.ศ. 2500 - 2516 รวมเป็น 41 ปี อยู่ในมือเผด็จการ มีเลือกตั้งปีก็ยึดอำนาจ ประเทศนี้มามีแสงสว่างประชาธิปไตยอย่างจริงจังในเชิงเนื้อหา เพราะพรรคการเมืองทั้งหลายเริ่มแตะสัมผัสประชาชนและเข้ามามีอำนาจในการบริหารจริง หมายความว่าไปช่วงชิงอำนาจมาจากทหารได้ก็ตอนที่ พล.อ.เปรมได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2524 ยาวมา พรรคการเมืองได้ครองอำนาจอย่างยาวนานมาเปลี่ยนแปลงในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ไปคุมอำนาจต่าง ๆ พวกพรรคการเมืองถึงได้เติบโต หลังจากเติบโตก็ชิงอำนาจจากทหารมาได้ เพราะมี พล.อ.เปรมสร้างประชาธิปไตยครึ่งใบประคับประคองมา หลังจากนั้นรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย, เฉลิม อยู่บำรุง  ทุจริตคอร์รัปชันวินาศสันตะโรต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลทักษิณ ประชาธิปไตยที่พูดก็ทุจริตคอร์รัปชันหาเงินมาเพื่อที่จะต่อสู้ในการเลือกตั้ง ประเทศนี้ดีตรงไหน 84 ปี ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เวลาไปโจมตีสถาบันฯที่ดูแลประเทศมายาวนาน 700 ปี ถึงปัจจุบัน รักษาความเป็นประเทศชาติไม่ให้หายไปเหมือนมอญ เหมือนหลายเผ่าพันธุ์หลายเชื้อชาติที่อยู่ในโลกเสียตรงไหนครับ เวลาเด็กพวกนี้บอกว่าไปที่อนุสาวรีย์ปราบกบฏไม่รู้หรือว่าคนที่ปราบกบฏเป็นเผด็จการตัวใหญ่ที่เข้าไปสนับสนุนเผด็จการ ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าสภาพปัจจุบันการเคลื่อนไหวโดยไร้ปัญญา โดยไร้ความเข้าใจดูเหมือนว่ามีอุดมการณ์ มองมิติเดียวภาพเดียวแล้วคิดว่าประเทศอยู่ได้ ความหมายประชาธิปไตยไม่ใช่หรอกครับ สังคมที่อยู่มาอย่างยาวนานมีมิติทางสังคมมีศาสนา มีศิลปวัฒนธรรม มีสภาวะจิตใจของผู้คนที่หลอมรวมกัน ไม่สงสัยหรือว่าความพยายามเคลื่อนไหวหรือพรรคเพื่อไทยที่ออกมาขานรับเพราะหวังว่าจะได้จุดประกายขึ้น แอมเนสตี้ก็มาแล้ว หลายสถาบันเอาถูกจับไม่ต้องประกันตัวออกมาจะได้จุดชนวนกันต่อไป พรรคเพื่อไทยออกมาขานรับต่อฝันลมๆแล้งๆ ผมไม่ได้ไปท้าทายครับ แต่แปลว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้เอาด้วย ไม่ใช่เพราะหลงลมหน้ามืดตามัวแต่เขารู้ข่าวสารข้อเท็จจริงเปิดขึ้นมาเห็นเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แค่สื่อจะไปชี้นำ ไม่ใช่นักวิชาการชี้นำ โลกปัจจุบันประชาชนคนไทยมีสติปัญญาเขาคิดหลากหลายมิติ เขาเห็นสังคมต่อเนื่องยาวนานมาว่าอะไรเป็นอะไร ความเปลี่ยนแปลง ผมพูดในฐานะคนอายุจะ 60 ปี เห็นเหมือนกับตอนที่เด็กพวกนี้เห็นเมื่อตอนปี 2500 และผมก็ออกไปเคลื่อนไหวไปเต้นแร้งเต้นกาเหมือนเด็กพวกนี้ ผมไม่ได้พูดนะครับว่าเป็นการเสียเปล่า แต่คิดว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาเพียงแต่อยากจะบอกว่าให้ศึกษาให้รอบด้านลูก วันหนึ่งพอแก่เฒ่าขึ้นมาจะเสียใจ แต่ถ้าไม่เสียใจยังเป็นแบบสุรชัย เป็นซ้ายไดโนเสาร์แบบนั้นต่อไปชีวิตก็จะจมอยู่กับความทุกข์แล้วสุดท้ายจะไปจมอยู่ที่ไหนรู้ไหมครับ อยู่นู่นล่ะครับนรก ผมไม่ได้แช่ง ความจริงเป็นแบบนั้นจิตใจที่เป็นอคติ จิตใจที่ไม่เข้าใจในความเป็นจริง แห่งความเป็นพุทธะ กับสถาบันพระมหากษัตริย์กับผู้คนที่ดำรงอยู่ร่วมกันด้วยความรักความเมตตาที่หล่อเลี้ยงสังคมมาเพราะมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้คนส่วนใหญ่และไม่มีการไปแตกแยกรบฆ่าฟันคนต่างศาสนา นี่คือความเป็นมาของประเทศเรา

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวอัจจิมา วรรณโร