เปลี่ยน ATM เป็นแบบ “ชิปการ์ด” ใครได้ ใครเสีย!??

Publish 2016-05-20 16:56:08

     ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 16 พค.ที่ผ่านมา สำหรับคำสั่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ให้ผู้ให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เปลี่ยนผ่านบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตจากเดิมที่เรียกว่า แมกเนติกการ์ด หรือแถบแม่เหล็ก มาเป็นบัตรแบบชิปการ์ด โดยตั้งเป้าว่า ในปี พ.ศ.2563 บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของทุกธนาคารพาณิชย์ จะต้องเป็นบัตรชิปการ์ดทั้งหมด 100 %

 

     ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว สืบเนื่องมาจาก  มติของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน หรือ กรช. เมื่อปี 2556 ซึ่งได้กำหนดนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเปลี่ยน บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของไทยจากแถบแม่เหล็กให้เป็นชิปการ์ด โดยให้เหตุผลว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงบัตรในประเทศ ที่เกิดจากช่องโหว่ของบัตรแถบแม่เหล็กที่อาจถูกโจรกรรมข้อมูล (skimming) เพื่อนำไปทำบัตรปลอม และใช้ถอนเงิน อีกทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน เครื่องเอทีเอ็ม รวมถึงการชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าผ่านเครื่องรับบัตรแทนการใช้เงินสด

 

     ทั้งนี้ สถิติเกี่ยวกับภัยทางการเงิน ในปี 2558 โดยศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ซึ่งจัดตั้งโดย ธปท. ระบุว่า ได้ให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และรับแจ้งเบาะแสที่เกี่ยวกับภัยทางการเงิน จำนวนทั้งสิ้น 775 รายการ แยกออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

 

1. การหลอกลวงทางโทรศัพท์  238 รายการ

2. ปัญหาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำไปใช้โดยบุคคลอื่น 169 รายการ

3. การหลอกลวงทางอีเมล์ / โซเชียล มีเดีย 26 รายการ

4. สวมรอย/ปลอมแปลงบัตร 84 รายการ

5. ปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 34 รายการ

6. เรื่องอื่นๆ 124 รายการ

 

     อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมีความสับสนว่า หลังจากวันที่ 16 พ.ค.เป็นต้นมา จะไม่สามารถใช้บัตร ATM แบบเก่าได้ ซึ่งทาง ธปท.ยืนยันแล้วว่า บัตร ATM แบบแถบแม่เหล็กจะยังคงใช้งานได้จนถึงปี พ.ศ.2562

 

     นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงเกี่ยวกับการออกบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิปว่า ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตการ์ด ที่ออกใหม่ จะปรับเปลี่ยนเป็น บัตรชิป ซึ่งปลอดภัยกว่าเดิม

         

     สำหรับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบแถบแม่เหล็กที่มีอยู่เดิม ยังสามารถใช้ได้ตามปกติถึง 31 ธันวาคม 2562 โดยธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) จะทยอยเปลี่ยนเป็นบัตรชิปให้เมื่อบัตรเดิมหมดอายุ แต่หากต้องการเปลี่ยนบัตรเดิมเป็นบัตรชิปก่อนหมดอายุให้ติดต่อได้ที่ธนาคารผู้ออกบัตร แต่อาจมีค่าใช้จ่ายตามที่ธนาคารกำหนด ซึ่งบางแห่งอาจยกเว้นค่าใช้จ่ายเปลี่ยนบัตรให้เป็นการชั่วคราวในช่วงนี้

         

     อย่างไรก็ตาม บัตรชิปสามารถใช้ได้กับตู้ ATM ธนาคารเดียวกันได้ตามปกติทุกตู้ แต่ช่วงแรกอาจมีตู้ ATM บางตู้ ไม่พร้อมรองรับการใช้บัตรชิปต่างธนาคารบ้าง ซึ่งจะมีข้อความแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ณ ตู้ ATM ที่ยังอยู่ระหว่างปรับปรุง

 

     เพราะฉะนั้น ผู้ใช้ก็สบายใจได้ว่า หากบัตร ATM เดิมยังไม่หมดอายุ ก็ยังไม่เป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้บัตรแบบชิปการ์ด และที่สำคัญในการเปลี่ยนบัตรเดิม เป็นแบบชิปการ์ด อาจจะมีค่าธรรมเนียมแรกเข้าที่แตกต่างกันไป

 

     โดยขณะนี้ บางธนาคารมีโปรโมชั่นยกเว้นค่าเปลี่ยนบัตร และคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดิมไปก่อน เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์จะฟรีค่าเปลี่ยนบัตรถึงวันที่ 30 ก.ค.59 หลังจากนั้นหากมีการเปลี่ยนบัตรจะคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าใหม่ หรือค่าเปลี่ยนบัตร 100 บาท ส่วนธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียค่าเปลี่ยนบัตรเป็นชิปการ์ด หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้าใหม่ 100 บาททันที

 

     ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการควรสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขจากธนาคารพาณิชย์ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการหรือเรียกดูค่าธรรมเนียมเปรียบเทียบทุกธนาคารได้ที่ www.bot.or.th หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามไปยังคอลเซ็นเตอร์แต่ละแห่งได้โดยตรง หรือที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร.1213

 

     ขณะเดียวกัน แต่ละธนาคารก็ได้ออกแคมเปญต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าหันมาเปลี่ยนเป็นบัตรชิปการ์ดด้วย

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีบัตรเดบิตแบบชิปการ์ด  4 ประเภท

     1. บัตรเดบิต เอส สมาร์ท ที่ให้ความคุ้มครองกระเป๋าเงินและบัตรหายจากกรณีถูกชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์สูงสุด 5,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมรายปีพิเศษ 250 บาท ถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้ จากปกติ 300 บาท

     2. บัตรเดบิต เอส สมาร์ท พลัส เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ต้องสำรองจ่าย ค่าธรรมเนียมรายปี 599 บาท

     3. บัตรเดบิต เอส สมาร์ท เอ็กซ์ตร้าพลัส คุ้มครองทั้งเจ็บและป่วย มีเงินชดเชยรายได้ ค่าธรรมเนียมรายปี 999 บาท

     4. บัตรเดบิต เอส สมาร์ท ซูเปอร์ พลัส ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมรายปี 1,599 บาท

 

ธนาคารกรุงไทย  มีบัตรเดบิตแบบชิปการ์ด  4 ประเภท

     1. บัตรเคทีบี ช็อป สมาร์ท คลาสสิก ใช้กดเงินสดและซื้อสินค้า ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท

     2. บัตรเคทีบี ช็อปสมาร์ทเพิร์ล ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุและค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองการถูกโจรกรรมเงินที่ถอนผ่านเครื่องเอทีเอ็มสูงสุดครั้งละ 5,000 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 599 บาท

     3. บัตรเคทีบีช็อปสมาร์ท บลูไดมอนด์ เอ็กซ์ตร้า เพิ่มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล มีชดเชยรายได้ พร้อมประกันอุบัติเหตุสูงสุด 5 แสนบาท ค่าธรรมเนียมรายปี 999 บาท

     4. บัตรเคทีบีช็อปสมาร์ท พาราเดียม ให้ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุดครั้งละ 2 หมื่นบาท พร้อมประกันอุบัติเหตุกรณีต่างประเทศสูงสุด 1 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1,599 บาท

 

ธนาคารกสิกรไทย เปิดแคมเปญบัตรเดบิต แบบชิปการ์ด 3 รูปแบบ

     1. บัตรเดบิต K-Debit Card ที่ใช้ซื้อสินค้าในร้านค้าและช็อปออนไลน์ได้ทั่วโลก

     2. บัตรเดบิต K-My Play ที่ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ถือบัตรในการดูหนังและซีรี่ส์ไทยและต่างประเทศผ่าน 3 แอพพลิเคชั่นดัง รวมมูลค่ากว่า 400 บาท ได้ฟรี 1 เดือน และรับส่วนลด 15-30% ในเดือนถัดไป

     3. บัตรเดบิต K-Max Plus ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุ ด้วยค่ารักษาสูงสุด 5,000 บาท/อุบัติเหตุ 1 ครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง เงินชดเชยสูงสุดวันละ 300 บาท วงเงินคุ้มครอง 2 แสนบาท และยังเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น บัตรดูหนัง ช็อปออนไลน์ได้ส่วนลด เป็นต้น

 

ขณะที่ ธนาคารกรุงเทพ ได้ออกบัตรชิปการ์ด พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องเอทีเอ็มให้รองรับบัตรชิปการ์ดล่วงหน้ามาหลายปีแล้ว ทำให้ปัจจุบันธนาคารมีบัตรเดบิตแบบชิปการ์ด 6 ล้านใบ จากทั้งหมด 16 ล้านใบ มีตู้เอทีเอ็มที่รองรับบัตรชิปการ์ด 9,500 ตู้ โดยธนาคารตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนบัตรเดบิตชิปการ์ดใหม่ให้ได้ปีละ 2-2.3 ล้านใบ โดยมีสิทธิพิเศษมากมายสำหรับผู้ถือบัตร เช่น ส่วนลดร้านอาหาร การท่องเที่ยว หรือการจองที่พัก เป็นต้น