"สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์" แม่ ผู้ดูแลลูกนับล้านชีวิต แม่ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก (ชมภาพ)

Publish 2016-08-12 15:54:33


การจะหาคำกล่าวใดในโลกหล้าเพื่อมายกย่องเปรียบเทียบพระเกียรติคุณและพระมหากรุณาธิคุณในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยอย่างครบถ้วนบริบูรณ์นั้น กล่าวได้ว่า "ไม่มี" แล้ว เนื่องด้วยพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดพระชนมายุ ตั้งแต่ 17 พระชันษา ในฐานะ "สมเด็จพระราชินี" เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนนับได้ 67 พระชันษานั้น ได้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศตลอดมา อีกทั้งยังสร้างคุณูปการมากมายมหาศาลแก่ปวงชนชาวไทยในทุก ๆ ด้าน ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยะอุตสาหะ ด้วยขันติธรรม และด้วยพระราชปณิธาน ที่มุ่งมั่นต่อประชาราษฎรและแผ่นดินใต้ร่มโพธิสมภารของพระองค์อย่างแท้จริง

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรแต่ละครั้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนับแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่2พฤศจิกายน 2498 เป็นต้นมา จะต้องมีสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จฯแทบทุกครั้งไม่ขาด เคียงข้างพระวรกายอยู่ไม่ห่าง แม้ว่าสถานที่แห่งนั้นจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ไม่ว่าจะเป็นป่าทึบหรือเขาสูง ก็ไม่ทรงละเว้น ตลอดเวลาที่ทรงงานมาอย่างยาวนาน ภาพที่เห็นกันชินตาก็คือทรงประทับอยู่ท่ามกลางประชาชนและทรงงานโดยไม่ถือพระองค์ มีราษฎรนั่งอยู่รายรอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงแย้มพระสรวล ทรงสนทนาไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรอย่างตั้งพระทัย และด้วยพระพักตร์ที่แสดงออกถึงความห่วงใย

พระราชปณิธานเกี่ยวกับทางการทรงงานนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีกระแสพระราชดำรัสไว้ ถึงสาเหตุที่ต้องทรงงานหนัก ความตอนหนึ่งว่า

"...ความจริงที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจและกำลังกายที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ก็เนื่องด้วยเหตุนึกถึงคำของพ่อที่สอนมาตั้งแต่เล็ก ๆ และก็เมื่อแต่งงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกิดมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทนให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ..."

"...เรามีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวมย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ..."



พระราชกรณียกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงปฏิบัติมาตลอดพระชนมพรรษาคือ ทรงสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่พสกนิกรที่ยากไร้และขาดโอกาส ดั่งเป็นที่ประจักษ์จากโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่ทรงริเริ่มและทำมาอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้มีมากถึง 3,000 กว่าโครงการ อาทิ โครงการป่ารักน้ำ, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่, โครงการหมู่บ้านศิลปาชีพ, โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และฟาร์มตัวอย่าง โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารชุมชน เป็นต้น จนถึงตอนนี้โครงการต่าง ๆ เหล่านั้นได้เกิดดอกออกผลให้ราษฎรอยู่ดีกินดี และมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้น

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หนึ่งในข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ไปเกือบทุกหนทุกแห่ง และถวายงานรับใช้มาถึง 42 ปี เล่าถึงความมุ่งมั่นและการตั้งพระราชหฤทัย ที่ทรงอยากเห็นประชาชนอยู่ดีกินดี มีอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคงว่า ภายหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จพระราชดำเนินยังที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ ได้ทอดพระเนตรเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จากนั้นทรงนำกลับมาศึกษาค้นคว้า เพื่อจะให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะทรงทำได้

"อย่างเรื่องที่รู้กันตลอดมา คือทรงนำผ้าซิ่นผ้าทอของชาวบ้านธรรมดามาตัดเป็นฉลองพระองค์ เพื่อไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทรงทำให้ผ้าไทยกลายเป็นที่นิยมมีความงดงามและมีคุณค่าในสายตาของคนไทยและชาวต่างชาติจากงานผ้าก็ทรงไปช่วยเรื่องรายได้ของคนยากคนจนหาโครงการให้เขามีงานทำเพิ่มเติมจะได้เกิดรายได้เสริมมาเลี้ยงดูครอบครัวเป็นผลงานอย่างโครงการศิลปาชีพ หรือการฝึกฝนอบรมคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือให้มีความรู้เชิงช่าง เพื่อนำไปประกอบอาชีพ ภายใต้ชื่อสถาบันสิริกิติ์ คือสิ่งที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานศิลปะอันประณีตของคนไทยที่เกิดจากฝีมือคนเหล่านี้ที่คงเอกลักษณ์ กลายเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก เป็นการอนุรักษ์ช่างไทยให้สืบทอดจิตวิญญาณงานศิลป์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน"

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวด้วยว่าผลงานของคนไทยที่ออกมานั้นไม่ใช่แค่ความสวยงามแต่ให้มองลึกลงไปถึงที่มา กว่าจะมาเป็นงานศิลป์แผ่นดินที่อวดสายตาชาวโลกได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สมเด็จพระนางเจ้าฯทรงปลุกปั้นช่างจากลูกหลานชาวไร่ชาวนาที่จับดินสอยังไม่เป็น ให้โอกาสได้มาเรียนรู้ศึกษางานช่าง จนเวลานี้กลายเป็นช่างฝีมือที่เตรียมพัฒนาสู่ความเป็น "ครูช่าง" เพื่อถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

"สมเด็จพระนางเจ้าฯไม่ใช่พระราชินีที่สบาย ใครว่าสบาย...ทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยมราษฎร ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ มี คำถามที่ทรงถามประชาชนมาตลอด...น้ำมีไหม น้ำพอไหม แล้วแหล่งน้ำมาจากไหน ในน้ำมีอาหารอะไรไหม เด็ก ๆ กินอะไร นี่คือคำถามของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เพื่อจะได้ทรงช่วยเหลือ ให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านจะปลูกพืชบำรุงดิน จะทำอย่างไรต่อไป เพราะถึงแม้ว่าพระองค์ท่านจะส่งเสริมงานศิลปาชีพมากเพียงใด แต่ปากท้องของประชาชนต้องมาก่อน งานศิลปหัตถกรรมมาทีหลัง...จะทรงมีสมุดจดงาน เมื่อเสด็จฯกลับถึงที่ประทับแต่ละครั้ง จะทรงบันทึกไว้ด้วยพระองค์เอง และจะทรงเปิดสมุดทอดพระเนตรว่าทรงพบอะไรมาบ้าง จากนั้นจะรับสั่งให้ติดตามงาน หรือถ้ามีคนไข้ เจ็บป่วยก็รับสั่งให้ติดตามคนไข้ คนเจ็บ ยกตัวอย่างมีคนมาเข้าเฝ้าฯ แบบหามกันมาเลยทีเดียว พระองค์ก็จะทรงติดพระเนตร พอเสด็จฯกลับมา ทรงบันทึกในสมุด แล้ววันดีคืนดีจะทรงถามว่า คนนี้ไปถึงไหนแล้ว ทรงละเอียดมาก...ไม่ใช่มาแล้วปล่อยไปตามยถากรรม..."


ท่านผู้หญิงกล่าวอีกว่า งานหน้าที่ของกองราชเลขาฯนั้นจะทำหน้าที่จดชื่อ นามสกุล บ้านเลขที่ อายุ จำนวนบุตร ของราษฎรที่มาเข้าเฝ้าฯ ซึ่งมีแบบฟอร์มของการซักประวัติ แต่เวลาสมเด็จพระนางเจ้าฯทรงเปิดสมุดบันทึก ท่านจะทรงเห็นถึงภาพของบุคคลนั้น เช่น ใส่เสื้อสีขาว ผู้หญิงผมยาวน้ำตาไหล เพราะขณะที่มากราบบังคมทูลถึงลูกที่ป่วยหนัก เด็กตัวเขียว ก็จะทรงบันทึกไว้อย่างที่เห็นอย่างละเอียด

รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เล่าย้อนถึงวันในอดีตว่า สมัยก่อนเวลาตามเสด็จฯ ข้าราชบริพารต้องช่วยกันขนของ หิ้วผ้าเช็ดตัว หิ้วเสื้อผ้าไปฝากเด็ก ๆ เป็นรับสั่งที่สมเด็จท่านทรงใส่พระทัยทุกครั้ง บางครั้งเสด็จออกตั้งแต่กลางวัน กลับถึงพระตำหนักก็ค่ำมืด ตีหนึ่งตีสองก็มี เพราะอยากให้ประชาชนที่มารอเข้าเฝ้าฯได้เห็นพระองค์ท่าน และอยากให้แพทย์หลวงดูแลคนที่เจ็บไข้ บางครั้งเสด็จฯด้วยเฮลิคอปเตอร์ แต่ต้องกลับโดยรถยนต์ เพราะดึกแล้วเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไม่ได้ บางครั้งเฮลิคอปเตอร์ลงจอดปุ๊บ ลูกเห็บตกปั๊บ ยังไม่ทันลงจากเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งด้วยซ้ำ

"ยุคแรก ๆ ที่ตามเสด็จฯ ต้องบอกว่ายากลำบากมาก พระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเอง เราไม่รู้หรอกว่าพระองค์จะเสด็จฯไปไหน อย่างเสด็จฯปักษ์ใต้ จะทรงเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เราก็ไม่รู้ ตำรวจก็ไม่รู้ ชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทรงทำเช่นนั้นเพราะท่านทรงอยากเห็นของจริง ไม่ใช่ทุกอย่างเคลียร์สะอาดสะอ้าน เสด็จฯโดยไม่มีหมายกำหนดการด้วยซ้ำ เพื่อได้เห็นของจริงด้วยพระองค์เอง"

ท่านผู้หญิงเล่าตอนหนึ่งที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังหมู่บ้านหนึ่งบนเขาสูงชัน เฮลิคอปเตอร์ต้องจอดเรียงกันบนสันเขา แล้วทุกคนต้องเดินผ่านหน้าเฮลิคอปเตอร์ทีละลำ ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จฯ และพระเจ้าอยู่หัว นักบินต้องมาช่วยให้โหนให้ผ่านเฮลิคอปเตอร์ที่จอดเรียงกันอยู่นั้น

"...มันไม่ใช่ง่ายนะ ทั้งสองพระองค์ก็ต้องลงแบบเดียวกับพวกเรา ในที่แคบ ๆ ข้างล่างเป็นหุบเหวลึก เพราะไม่มีที่จะลงแล้ว จะเห็นว่าที่ที่สองพระองค์เสด็จฯนั้น ไม่ใช่ไปถางป่าทำลานให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดสะดวกสบาย ไม่ใช่แต่อย่างใด...พระราชาและพระราชินีทั้งสองพระองค์ ทรงงานหนักที่สุดในโลก ประชาชนคนไทยที่ก้าวมาถึงทุกวันนี้ เพราะทั้งสองพระองค์ทรงพร่ำสอน ต้องเรียกว่าพร่ำสอน เพราะรับสั่งแล้วรับสั่งอีก เรื่องป่า เรื่องสิ่งแวดล้อม ตัดไม้ทำลายป่า คราใดที่พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จออกไป สมเด็จพระนางเจ้าฯก็เสด็จออกไปแทน เหมือนต่างพระเนตรพระกรรณ เพราะทั้งสองพระองค์ทรงตั้งมั่นพระทัยอย่างแน่วแน่ที่อยากเห็นคนไทยอยู่ดีกินดี..."

ถึงวันนี้ทรงเจริญพระชนมพรรษา84พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช แม้จะทรงเข้ารับการรักษาพระวรกาย แต่ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน จะทอดพระเนตรข่าวสารความเป็นอยู่ของพสกนิกรผ่านทางโทรทัศน์เป็นประจำ และมีรับสั่งให้ช่วยเหลือตลอดมา

คำกล่าวทิ้งท้ายของท่านผู้หญิงจรุงจิตต์มีว่า หากได้ชมภาพพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด จะเห็นว่าพระองค์ท่านทรงทำมามากแล้ว "ท่านทรงทำมาเยอะแล้ว ให้ท่านทรงพักเถอะ เราก็สานต่อสิ่งที่ทรงสร้างให้มันยั่งยืนและช่วยกันดูแล พระองค์ทรงวางหลักไว้หมดแล้ว"

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์กล่าวเชิญชวนคนไทยถวายความจงรักภักดีในวาระมหามงคล12สิงหาคม2559 โดยการ "ช่วยกันทำบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น" เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่านด้วยโอกาสอันเป็นมงคล และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น

คนไทยนับว่าโชคดีที่ได้เกิดมาภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถที่ทรงมีพระเมตตาเปี่ยมล้นด้วยความห่วงใยพสกนิกรของพระองค์อยู่ตลอดเวลา คงไม่มีพระมหากษัตริย์และพระราชินีของประเทศใดในโลก ที่จะทรงงานหนักและทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์ เท่ากับพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถของไทยอีกแล้ว

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อติ บุญเสริม