มโหระทึกอีกแล้ว !!!  ดีเอสไอจ่อสรุปชี้มูล “ฟอกเงิน” ธ.กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดาฯ  ลุ้นเลยจะโยงผิด “โอ๊ค-พานทองแท้+เครือข่ายระบอบทักษิณหรือไม่??

มโหระทึกอีกแล้ว !!! ดีเอสไอจ่อสรุปชี้มูล “ฟอกเงิน” ธ.กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดาฯ ลุ้นเลยจะโยงผิด “โอ๊ค-พานทองแท้+เครือข่ายระบอบทักษิณ"หรือไม่??

Publish 2016-09-22 10:04:15

     กลับมาเป็นข่าวที่สร้างความระทึกขวัญให้กับครอบครัวชินวัตรอีกครั้ง   สำหรับการพิจารณาสำนวนคดีฟอกเงิน   ในความรับผิดชอบสอบข้อเท็จจริงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  หรือ ดีเอสไอ    จากกระบวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร   ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำตำแหน่งทางการเมือง    มีคำพิพากษาให้ถือเป็นการกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ  และร่วมถึงผู้ร่วมสนับสนุนการกระทำผิด     

 

      เนื่องจากคดีดังกล่าวเคยมีชื่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร   บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ,  นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร  ,  นายวันชัย หงษ์เหิน   สามีนางกาญจนาภา และนายมานพ ทิวารี   บิดา   น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย  เป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมอยู่ในสำนวนคำฟ้องของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ  หรือ คตส.    

 

     แต่ด้วยประเด็นทางข้อกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างโดยอัยการสูงสุดในขณะนั้น    ทำให้นายพานทองแท้  และรายชื่อบุคคลดังกล่าวข้างต้นถูกตัดออกไปจากสำนวนคำฟ้อง   แม้ว่าจะมีประจักษ์พยานบางส่วน    อาจทำให้เชื่อได้ว่ามีเงินจำนวนหนึ่งถูกโอนผ่านนายพานทองแท้และพวก  อันถือเป็นการร่วมการกระทำความผิดจากการทุจริตการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวก็ตาม

 




    (  คดีนี้  คตส.    มีหนังสือลงวันที่  16  มิ.ย. 2551    ขอให้อัยการสูงสุด   ดำเนินคดีกับ  นายทักษิณ    กับพวกรวม 27 คน   ฐานร่วมกันหรือสนับสนุนในการกระทำความผิดอันเข้าข่ายเป็นพนักงานปฏิบัติ  หรือ   ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารกรุงไทย ผู้ถือหุ้น   และประชาชน ผู้หนึ่งผู้ใด   และ/หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นกรรมการ   หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารกรุงไทย   กระทำความผิดหน้าที่ของตนโดยกระทำการและ/หรือไม่กระทำการโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารกรุงไทย ผู้ถือหุ้น ประชาชน ผู้ฝากเงินและ/หรือให้ความช่วยเหลือให้ความสะดวกในการกระทำความผิด  นอกจากนี้ยังขอให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้    นางกาญจนาภา   นายวันชัย และนายมานพ ในความผิดฐานรับของโจร   ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357

 

    ต่อมาอัยการสูงสุดในขณะนั้น   (นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ )   พิจารณาแล้ว เห็นว่าการที่ คตส. ให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ กับพวกรวม 4 คน   ฐานรับของโจร   ถือเป็นการกระทำความผิดหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง  27  คน    ในคดีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้ว   และนายพานทองแท้กับพวก   มิได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   จึงต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอาจต่อไป    

 

     โดยอสส. เห็นว่า คตส. มีอำนาจหน้าที่ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 และให้มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542   แต่นายพานทองแท้กับพวก มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมิได้เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด จึงไม่อาจเป็นผู้ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ได้ 

 

     รวมถึงคตส. ไม่มีอำนาจไต่สวนนายพานทองแท้กับพวก และไม่อาจมีความเห็นในความผิดฐานรับของโจร    โดยหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประสงค์จะดำเนินคดีกับนายพานทองแท้กับพวก   ก็ควรที่จะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแยกต่างหากจากคดีนี้…” )

 

      อย่างไรก็ตามแม้ว่าอัยการสูงสุดจะมีความเห็นให้แยกสำนวนการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับนายพานทองแท้และพวก  ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแยกจากคดีที่นายทักษิณ  พร้อมผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และ  เครือบริษัทกฤษดามหานคร  ถูกฟ้องดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอในช่วงที่ผ่านๆ มา  ก็ไม่ปรากฏมีการดำเนินการตามความเห็นของอัยการสูงสุดและรวมถึงความคืบหน้าทางคดีในลักษณะอื่น ๆ แต่อย่างใด ???

 

       (แก้วสรร อติโพธิ  อดีตคตส.  :   ประเด็นนี้ในที่ประชุม คตส. เคยมีมติให้ดำเนินคดีนายพานทองแท้ กับพวก ในข้อกล่าวหารับของโจร และฟอกเงิน ด้วย อย่างไรก็ดีเมื่อถึงขั้นตอนการส่งสำนวนคำร้องให้อัยการสูงสุด (อสส.)  ,  ดีเอสไอ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อดำเนินคดี   ปรากฎว่าในฝ่าย อสส. เห็นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นภายหลังการกระทำผิดของผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครไปแล้ว จึงมีมติไม่ฟ้อง ส่วนความคืบหน้าในดีเอสไอและ ปปง. นั้นไม่ทราบเลย 

 

       อย่างไรก็ตามกรณีของนายพานทองแท้กับพวกนั้น  สำหรับ คตส.ถือว่ามีหลักฐานครบ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า   เส้นทางการเงินในคดีกรุงไทยปล่อยกู้เครือกฤษดามหานครนั้น มีเงินบางส่วนถูกโอนเข้าบัญชีของเครือข่ายบริวารตระกูลชินวัตร   ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการฟอกเงิน หรือสนับสนุนให้มีการฟอกเงิน  ซึ่งดีเอสไอ สามารถใช้สำนวนของ คตส. เพื่อดำเนินการได้เลย ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมอะไรอีกมากนัก)


     ขณะเดียวกันคดีความในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ๆ  ยังคงคืบหน้ามาเป็นลำดับ  จนเมื่อ  วันที่ 26 ส.ค. 2558     ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับอนุมัติปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้กับเครือบริษัทกฤษดามหานคร    และมีคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ   บางส่วนระบุถึงหลักฐานเส้นทางการเงินที่เกี่ยวโยงกับกับนายพานทองแท้และพวก     

 

     จึงทำให้คดีนี้มีความเคลื่อนไหวอีกครั้งเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง    ภายหลังจากดีเอสไอตัดสินใจนำคำพิพากษามาศึกษารายละเอียด    และนำไปสู่การเชิญนายพานทองแท้พร้อมพวก   มาสอบถามถึงรายละเอียดเส้นทางการเงินกู้จากธนาคารกรุงไทย  สู่เครือบริษัทกฤษดามหานครตั้งแต่ปลายปี  2558    แต่พยานทั้งหมดก็มีการขอเลื่อนมาโดยตลอด    จนกระทั่งท้ายสุดนายพานทองแท้ยอมเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ  เมื่อวันที่  4  มีนาคม  2559      และรวมถึงบุคคลที่มีรายชื่อทั้งหมด     ท่ามกลางการจับตามองว่า    ถึงที่สุดแล้วดีเอสไอจะสรุปพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การชี้มูลความผิดนายพานทองแท้และพวกตามที่คตส.เคยสรุปคดีไว้เมื่อปี 2551  หรือไม่ ??? 

 

       ขณะที่ล่าสุดมีรายงานข่าวจากดีเอสไอ  ( 21 ก.ย.)    ระบุความคืบหน้าแนวทางการสอบสวนคดีดังกล่าวว่า    การสอบสวนมีความชัดเจนใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว และจะมีการนัดคณะพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวทั้งหมดมาประชุม   เพื่อที่จะพิจารณาสรุปรายชื่อบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้อีกครั้ง   ก่อนจะส่งรายงานความเห็นให้อัยการสูงสุดว่าควรสั่งฟ้องใครบ้างตามรายละเอียดพยานหลักฐานที่ดีเอสไอรวบรวมได้เพียงพอต่อการชี้มูลความผิด

 

     โดยเฉพาะกับข้อมูลจากการให้ถ้อยคำของ  นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา และนายวันชัย  สามีนางกาญจนาภา    โดยการยอมรับว่า  ได้รับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานครจริง ๆ   ???



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายชัชรินทร์ สุรพัฒน์