ฟังชัดๆจากปาก"ทนายเทวดา" ทำไมศาลกลับคำพิพากษา คดีปลด ‘มาร์ค’ จากราชการทหาร ไม่มีผล ???(รายละเอียด)

Publish 2016-11-18 10:48:41

ทนายเผยเหตุศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาคดี "บิ๊กโอ๋" ปลด "มาร์ค" พ้นราชการทหาร ชี้พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร จะมีผลบังคับใช้ในการถอดยศของบุคคลใด ต้องเป็นข้าราชการทหาร หรือทหารประจำการ แต่ไม่ใช่ทหารกองเกิน หรือกองหนุน

 

       นายบัณฑิต ศิริพันธุ์  ทนายประจำพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา ทนายเทวดา ในฐานะทนายความเจ้าของคดี กรณีคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555 ที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมขณะนั้น ลงนามในคำสั่งให้ปลด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกจากราชการทหาร ว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยให้เพิกถอนคำสั่งของ พล.อ.อ.สุกำพล ที่สั่งให้ถอดยศนายอภิสิทธิ์ว่าไม่มีผล โดยศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหารที่จะมีผลในการบังคับใช้ในการถอดยศของบุคคลใดนั้น บุคคลผู้นั้นต้องเป็นข้าราชการทหารหรือถูกเรียกมาเป็นทหารประจำการ แต่ไม่ใช่ทหารกองเกิน หรือทหารกองหนุน อย่างกรณีนายอภิสิทธิ์ไม่ได้รับราชการทหารมาแล้วถึง23 ปี แต่กลับมีคำสั่งดังกล่าว จึงถือว่า ไม่มีผล อีกทั้งคณะรัฐมนตรี ยังมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ ที่มีมติการประชุมสรุปความเห็นว่า คำสั่งนี้ไม่มีผลบังคับใช้เช่นกัน ทั้งนี้คดีนี้ยังไม่จบเพราะคู่ความมีสิทธิที่จะสู้คดีในศาลฎีกาภายใน 30 วัน



       ศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ.2521 มาตรา 4 บัญญัตินิยาม “ ข้าราชการทหาร” หมายถึงทหารประจำการ และข้าราชการกลาโหม พลเรือนที่บรรจุในตำแหน่งอัตราทหาร โดย มาตรา15 บัญญัติว่า วินัยของข้าราชการทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร ข้อบังคับและระเบียบแบบแผนที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โดยพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ยังบัญญัติว่า ทหารกองเกินและทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้ารับราชการ และทหารประจำการต้องอยู่ในวินัยทหาร เหมือนทหารกองประจำการ จึงทำให้เห็นว่าทหารประจำการและทหารกองประจำการเท่านั้นที่ต้องอยู่ในวินัยทหาร และในส่วนของข้อบังคับทหารว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร โดยมาตรา11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า นายทหารสัญญาบัตรประจำการ ต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการและรับราชการในกองจนครบกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะสั่งปลดเป็นนายทหารประเภทอื่น หากถูกถอดหรือออกจากยศสัญญาบัตร ก็ให้ปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ 2

       ขณะที่วรรคสอง บัญญัติว่า การแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรนั้นแล้วแต่กระทรวงกลาโหมจะกำหนด จึงทำให้เห็นว่า นายทหารสัญญาบัตรประจำการ เป็นผู้รับราชการทหารตามพระราชบัญญัติดังกล่าว และอาจถูกสั่งปลดได้เท่านั้น


       สำหรับคดีนี้ ศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2558 ว่าคำสั่งของกระทรวงกลาโหมนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย เนื่องจากเหตุที่จำเลยปลดโจทก์ ออกจากราชการ เพราะโจทก์ขาดการตรวจเลือกทหารแล้วนำใบสำคัญ (ใบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันเป็นเท็จมาแสดงต่อสัสดีจังหวัดนครนายก ทำให้สัสดีจังหวัดนครนายกไม่ทราบความจริงว่าโจทก์ครบเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จึงไม่ได้ระบุสถานะว่าเป็นผู้ขาดการเกณฑ์ทหาร แล้วเป็นเหตุให้สัสดีจังหวัดนครนายกออกใบสำคัญ สด.3 (ใบขึ้นทะเบียนกองประจำการ) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ไม่มีใบสด.41 ซึ่งเป็นเอกสารแสดงว่าได้รับการผ่อนผันกรณีศึกษาที่ต่างประเทศที่ไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร โจทก์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติที่จะบรรจุเข้ารับราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรได้ การสมัครและบรรจุโจทก์เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรกับการแต่งตั้งโจทก์เป็นนายทหารสัญญาบัตรฯ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของจำเลยที่ให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ซึ่งต่อมานายอภิสิทธิ์ โจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์

 

 

 

 

เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว