พานทองแท้ อย่าเพิ่งโวยวาย ต้องเข้าใจยึดทรัพย์ เพราะโกงกับเสียภาษีคนละเรื่อง!!

"พานทองแท้" อย่าเพิ่งโวยวาย ต้องเข้าใจยึดทรัพย์ เพราะโกงกับเสียภาษีคนละเรื่อง!!

Publish 2017-03-16 20:31:45

สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ วันนี้วันที่ 16 มี.ค. 2560 ยังคงเป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่องจากการเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร จะเป็นความตั้งใจหรือไม่แต่กรมสรรพากรทำให้เกิดปัญหาขึ้น และผู้รับผิดชอบในขณะนี้ได้ออกมาบอกถึงแนวทางในการที่จะจัดเก็บ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะคสช. ออกมายืนยันว่าจะดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฏหมาย อาจจะต้องสู้ในศาล ก็ต้องไปสู้กันในศาล ไม่ได้ใช้มาตรา 44 แต่คนที่ดูว่าจะจบคือ นายพานทองแท้ ชินวัตร



 

 

นายพานทองแท้ ได้โพสต์เฟซบุ๊กออกตัวว่า "เรื่องการซื้อ-ขายหุ้นชินฯ สืบเนื่องมาจนถึงการจะเรียกเก็บภาษีฯ หากจะมองว่าเป็นการกระทำผิด การจะพิจารณาดำเนินการ "เอาผิด" สามารถกระทำได้ใน 2 กรณี ทางใดทางหนึ่งเท่านั้น คือ 1.ถ้าการที่คุณพ่อขายหุ้นให้กับผมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ศาลพิจารณาว่าเป็นการซื้อ-ขายจริง เท่ากับว่าหุ้นนั้นตกเป็นของผมแล้ว ผมซื้อมาที่ราคาต่ำ ขายไปราคาสูงกว่า เมื่อผมมีกำไรจากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ หากจะฟ้องร้องเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นในครั้งนั้น ก็น่าจะพอรับฟังได้ เพราะศาลได้ชี้ว่ามีการซื้อ-ขายกันจริงครับ แต่หากการพิจารณาออกมาในแนวทางนี้ ก็จะถือว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของผม ไม่ใช่ของพ่อ กรณีดังกล่าวนั้นจะยึดทรัพย์คุณพ่อผม 46,000 ล้านไม่ได้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะศาลได้ตัดสินยึดทรัพย์คุณพ่อผมไปเรียบร้อยแล้ว


 

 

ส่วนกรณีที่ 2 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ที่ศาลพิจารณาว่าคุณพ่อไม่ได้ขายหุ้นนั้นให้กับผม และตีความว่าหุ้นดังกล่าวนั้น ยังคงเป็นของคุณพ่อผมอยู่ ศาลจึงได้ตัดสินให้ยึดเงินจำนวน 46,000 ล้านไป ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ในแนวทางการวินิจฉัยนั้น สรุปว่ามิได้มีการซื้อขาย ที่เป็นมูลเหตุให้ต้องเสียภาษีเลย ทรัพย์สินก็ถูกยึดไป ตามจำนวนที่ศาลได้พิจารณาว่าเหมาะสมในการเอาผิดแล้ว เรื่องนี้มันจบไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ได้มีคำตัดสินไปในแนวทางที่ไม่มีการซื้อ-ขาย ไม่มีการเรียกภาษีกันแล้ว และมีการเอาผิด ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยการยึดทรัพย์ ไปเป็นจำนวนมหาศาลถึง 46,000 ล้านบาท อยู่ๆ มาวันนี้ รัฐบาลยังต้องการเอาอะไรจากครอบครัวผมอีก ตกลงความหมายของคำว่าปรองดอง ในมุมมองของรัฐบาลนี้ คือการทำลายล้างฝ่ายที่ถูกตัวเองยึดอำนาจมาให้สิ้นซาก กระทืบกันให้จมดิน เพื่อจะได้เหลือแต่พวกเดียวกัน จะได้ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือการปรองดองหมายถึงการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขกันแน่ครับ"

 

 

 

 

ต้องอ่านให้จบครับ เพราะประเด็นที่พานทองแท้เขียนมาทั้งสองประเด็น น่าจะคลาดเคลื่อนต่อความผิด เพราะศาลพิจารณาในเรื่องนี้สองถึงสองศาลด้วยกัน และพิจารณาเป็นสองเรื่อง ศาลแรกคือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาทางการเมือง พิพากษาว่านายทักษิณ ชินวัตรและพจมาน ณ ป้อมเพชร (สกุลเดิม ชินวัตร) ได้กระทำความผิด 5 ประการ ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้นตัวเองในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการทำผิดกฏหมายและเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติ ดังนั้น เงินที่ขายหุ้นไป 16,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นของทักษิณเพียงแค่ 30,000 ล้านบาท ส่วน 46,000 ล้านบาท เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ จึงดำเนินการยึด ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีเลย

 

 

 

 

ส่วนคดีของพานทองแท้นั้น จากการที่ซื้อหุ้นมาจากบ.แอมเพิลริชในราคาถูก แล้วมาขายให้เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ราคาสูง ศาลภาษีอากร ชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการโอนหุ้นจริง หุ้นยังคงเป็นของนายทักษิณ ดังนั้น นายพานทองแท้ก็ต้องเสียภาษี ต้องมาดูข้อเท็จจริงอันนี้ครับว่านายทักษิณยังไม่ได้เสียภาษีในหุ้นที่ไปจัดตั้งจากบ.แอมเพิลริช และบ.แอมเพิลริชนั้นเป็นนิติบุคคล แม้จะสร้างขึ้นมาทำนิติอำพรางแต่ก็ได้มีธุรกรรมเกิดขึ้นจริง ดังนั้นเมื่อเก็บจากพานทองแท้ไม่ได้ ยังคงเป็นหุ้นของทักษิณ จึงต้องไปตามเก็บกับนายทักษิณ และที่สำคัญในข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คดีของพานทองแท้เมื่อศาลภาษีอากรตัดสินออกมาแล้วนั้น ปรากฏว่า อัยการและกรมสรรพากรไม่ยื่นอุทธรณ์ สำคัญครับเพราะในขณะนั้นน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี นี่เป็นข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ซึ่งนายพานทองแท้ไม่ได้พูดถึง.

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน