สหพันธรัฐไทยมีจริงหรือไม่!!??...คนไทยควรฟังกับหูตัวเอง"จารุพงศ์ ลั่น ปืน 10 ล้านกระบอก"... "เอนก ลั่น แบ่งประเทศ" และแกนนำคนอื่นๆ ชัดเจน!!!

Publish 2017-03-25 08:28:02



วันที่ 25 มี.ค. 60 เพจเฟซบุ๊ก "ปราชญ์ สามสี" ได้โพสต์ข้อความโดยมีเนื้อหาดังนี้ 

 



จากที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตไปก่อหน้านี้แล้วว่า จริงๆประเด็น สหพันธรัฐไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แล้วครับ โดย ยุคนั้น เราจะทราบเพียงว่า เป็นรัฐไทยใหม่ และต่อมา ก็มีการพูดถึงการแบ่งแยกดินแดน ในหมู่คนเสื้อแดง ... ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ช่วงต้นปี ๒๕๕๗ ก่อนที่จะเกิด รัฐประหารนั้นเอง เนื่องจาก มีกระแสทางการเมืองที่มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ... บนเวที นปช.ลั่นกลองรบ พิศณุโลก นับเป็น "เหตุการณ์สำคัญ" เลยทีเดียว เพราะ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณได้พูดถึง อาวุธ สิบล้านกระบอก ขู่ว่าอาจจะมีการนำมาใช้ก็ได้หากมีใครต่อต้านพวกเขา ... และในบนเวทีเดียวกัน แกนนำ ท้องถิ่นก็พูดกันชัดเจนมากๆ เรื่องการแบ่งแยกดินแดนและอาวุธ ...นั่นเอง

ผม แทบจะไม่แปลกใจเลยครับ เมื่อ แก๊งของโกตี๋ให้การซัดทอด นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณในประเด็นการสนับสนุนอาวุธ สำหรับการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทย

แบบนี้เขาไม่เรียก การเคลื่อนไหวแบบลับๆแล้วครับแบบนี้ แต่เรียกได้ว่ามีการเคลื่อนไหวแบบโจ่งแจ้งมีที่มาที่ไปตั้งแต่ปี๒๕๕๓ มาถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้ทำให้ ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ ชายชุดดำ .... เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ...และอีกหลายๆเหตุการณ์กลับมาทบทวนอีกครั้งครับว่า แท้จริงพวกเขาอาจไม่ได้แค่ต้องการ ชนะเลือกตั้ง หรือเพียงล้างความผิดให้กับทักษิณ ... แต่อาจมีเจตนาไปถึงการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง หรืออาจเลยเถิดไปถึงการแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่ มาตั้งแต่แรก ใช่หรือไม่?

ปล... คนแรกๆ ที่มีการพูด เรื่องแบ่งประเทศ ที่พอจะทราบคือ นาย เอนก ชัยชนะ ผู้จ้างวานในคดีปาระเบิดศาลอาญา ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกานั้นแหล่ะครับ

สุดท้ายนี้ ... เมื่อ เรียบเรียงผลงานพวกคุณๆ ตั้งแต่เผาเมือง ใส่ร้ายสถาบันฯ นี่จะมาเป็นกบฎแบ่งแยกดินแดน

น่าจับเอามาตัดหัว...เสียให้เข็ดจริงๆครับ

 

 



นอกจากการวางแผนและก่อเหตุของกองกำลังติดอาวุธในช่วงที่ผ่านมานั้น จากคำรับสารภาพก็ดี หรือเอกสารหลักฐานที่ตรวจพบ ปรากฎว่าได้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานที่ไม่ธรรมดาของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำรับสารภาพตอนหนึ่งของนายมหาหิน ขุนทอง ผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา ที่พูดถึงทฤษฎี สหพันธรัฐ เนื่องจากว่าต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ ใช่หรือไม่ หรือความเคลื่อนไหวของอีกหนึ่งคนเสื้อแดง ที่หลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ อย่าง น.ส.สุดา รังกุพันธ์ ก็ได้ประกาศถึงเป้าหมายการต่อสู้อย่างชัดเจนซึ่งก็คือระบอบสหพันธรัฐ ร่วมไปถึงการจัดรายการของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ สุรชัย แซ่ด่าน ที่พยายามรณรงค์ให้ขบวนการคนเสื้อแดงนั้นต่อสู้ให้เป็นการปกครองแบบสาธารณรัฐ สหพันธรัฐ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า รัฐสหพันธ์ เป็นรัฐอธิปไตยประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะของสหภาพรัฐหรือภูมิภาคที่ปกครองตนเองบางส่วน ที่รวมเข้าด้วยกันโดยรัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลสหพันธ์ ในสหพันธรัฐ สถานะการปกครองตนเองของรัฐองค์ประกอบนั้นตามแบบได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยการตัดสินใจฝ่ายเดียวของรัฐบาลกลาง ระบอบการปกครองหรือโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญที่พบในสหพันธรัฐนั้นทราบกันในชื่อ ระบอบสหพันธรัฐ เป็นระบอบการปกครองที่ตรงข้ามกับรูปแบบรัฐอีกประเภทหนึ่ง คือ รัฐเดี่ยว ตัวอย่างสหพันธรัฐ เช่น ประเทศเยอรมนี ซึ่งประกอบด้วยสิบหกรัฐ (Länder) ที่รวมเข้ากันเป็นสหพันธ์ ทั้งนี้ในปัจจุบัน ประเทศไทยของเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นชื่อเรียกระบอบการปกครองในประเทศไทย ที่รวมเอาทั้งรูปแบบการปกครอง ประเภทประชาธิปไตยโดยมีรัฐสภา กับรูปแบบรัฐ ประเภทการปกครองราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional ไว้ในคำเดียวกัน
หมายความว่า สหพันธรัฐที่นายมหาหินพูดก็คือการต่อสู้ของกลุ่มกองกำลังเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศนั่นเอง

 

 

คำศัพท์ประเภททฤษฎี เชิงการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงระบอบนั้น ไม่มีชาวบ้านธรรมดาๆที่ไหน จะหยิบขึ้นมาพูดได้ง่ายๆ เพราะจะต้องผ่านการอบรม ฝึกฝนทางความคิด และในเชิงปฏิบัติ ตอกย้ำให้เห็นได้หรือไม่ว่า ขบวนการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มขบวนการปฏิวัติ ที่ผสานการทำงานตามทฤษฎีของพรรคคอมมิวนิสต์ดังนี้
1.พรรค
2.มวลชน
3.กองกำลังติดอาวุธ
องค์ประกอบตามที่ว่ามานี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำ นปช.ที่พูดเอาไว้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553ว่า “วันนี้การต่อสู้เป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ชนะ เป้าหมายคือคุก หรือไม่ก็ตายเท่านั้นพี่น้อง ผมขอบอกข่าวดีว่า เดิมทีนั้น คนเสื้อแดงมีเพียงพรรคการเมือง และมวลชนเท่านั้น แต่วันนี้ แก้วอีกประการหนึ่งที่เรารอ นั่นคือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เขาพร้อมสนับสนุน และปกป้องคนเสื้อแดง และพร้อมที่จะเป็นปรปักษ์กับกองทัพ ถ้ากองทัพทำร้ายประชาชน”สอดคล้องกับคำพูดของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ปราศรัยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2553 ณ เวทีการชุมนุมของ นปช. ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรีว่ากาลเวลาผ่านมาจากเดือนเมษา...ถึงเดือนตุลา เริ่มมีนักรบดำ คือทหารพรานเข้ามาที่เวทีที่สนามหลวง พอเดือนพฤศจิกา มาอีกครั้ง ไม่ใช่การ์ดธรรมดาที่คุณอารีย์เขาจ่ายเบี้ยเลี้ยง...ขณะนี้บู้กับบุ๋นมันมาชนกัน หมายความว่า การที่ต่อสู้วันนั้น เราไม่ได้มีการต่อสู้ด้วยแก้วสามประการ คือ พรรค แนวร่วม กองกำลังติดอาวุธ เพราะว่าเราสู้กันคือการอหิงสา แต่พอคุมไม่อยู่ มันดิ้นไปเป็นจลาจล...ถึงเวลามาสุดท้าย เกิดกองกาลังติดอาวุธขึ้นมา มันครบแก้วสามประการ มันพร้อมรบแล้ว”
พล.ต.ขัตติยะ ยังออกมาย้ำถึงเรื่องนี้อีกครั้ง ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 หลังจากที่เดินทางพร้อมกับพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย นายอริสมันต์ ไปพบกับ นายทักษิณ ที่ดูไบ โดยเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า "วันนี้มันชนครบแล้ว ทั้งแนวร่วม พรรคเพื่อไทย และ กองกำลังติดอาวุธซึ่งเขาคึกอยู่นานแล้ว"
องค์ประกอบทั้ง3 ส่วนที่เรียกว่าแก้วสามประการ ยังถูกนำมาบันทึกลงในคู่มือการต่อสู้ เพื่อนำไปแจกจ่ายในกับมวลชนในตางจังหวัด ลักษณะของการเปรียบเทียบเรื่องราวการต่อสู้ผ่านตัวการ์ตูนที่เข้าใจง่าย
ตัวอย่างการหล่อหลอมวิธีคิดที่รุนแรง เกิดขึ้นพร้อมกับการถ่ายทอดอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย ให้กับมวลชน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างวาทะกรรมชนชั้น อำมาตย์ กับไพร่ ซึ่งมีความหมิ่นเหม่ต่อสถาบันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดทำหนังสือคู่มือที่ชื่อว่าสงครามอภิมหาอมตะยุทธ์ ระหว่างเทวดากับไพร่สาระขัณฑ์ ไพร่สู้นาย สงครามชนชั้น และหนังสือวิทยานิพนธ์คนเสื้อแดง ที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับกองกำลังติดอาวุธ
เอกสารดังกล่าว มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “การปฏิวัติ” คือ การเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ของเทวดากับมนุษย์เสียใหม่ ยกเลิกสิทธิพิเศษของเทวดาทั้งหลายให้กลายเป็นมนุษย์สามัญเหมือนคนทั่วไป

 

ส่วน “การปฏิรูป”คือ การเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่กระทบกับเทวดาและไดโนเสาร์ เหมือนการแต่งหน้าทาปากให้ไดโนเสาร์ใหม่ เทวดาก็เป็นเทวดาต่อไป อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราสามารถใช้การปฏิรูปไปส่งเสริมการปฏิวัติได้อีกด้วย กล่าวคือ การปฏิรูปเป็นระยะสะสมปริมาณ เช่น เมื่อสะสมคนเกลียดชังเทวดามากขึ้น จนถึงระดับ “กูทนไม่ไหวแล้วโว้ย” เมื่อใดก็เมื่อนั้น การปฏิวัติสามารถใช้แนวทางสันติวิธีและวิธีรุนแรงก็ได้ ขึ้นกับเทวดาว่าชอบแบบไหน
โดยทั่วไป “การใช้แนวทางรุนแรงหรือสันติวิธี”นั้น เทวดาเป็นผู้กำหนด เพราะเทวดาเป็นด้านหลักที่ทรงอิทธิพลมากกว่าไพร่ และความรุนแรงมักจะมาจากฝ่ายเทวดาก่อนเสมอ ดังนั้นการปฏิวัติจึงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ตราบใดที่เทวดายังเป็นผู้กำหนด ชะตาชีวิตของไพร่...จริงหรือไม่? ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? พร้อมกันนี้ ยังมีภาพวิวัฒนาการต้นไม้ประชาธิปไตยแห่งสาระขัณฑ์ ที่แสดงให้เห็นการต่อสู้ ตามรูปที่ขึ้นอยู่หน้าจอ พร้อมกับมีคำอธิบาย ดังนี้

-ต้นไม้ประชาธิปไตย เติบใหญ่จากชีวิตคน
“ร้องขอ” ต่อตายว่ายวน ชวนคนชุมนุม “ต่อรอง”
- ผิดหวัง “ตั้งค่าย”ในถนน เลือดหล่นราดหล้าหน้าหมอง
“จรยุทธ์”เปิดทางสีทอง พี่น้องมีหวังดั่งใจ
ขณะที่ต่อมาในปี 2557 ก็ยังพบว่า มีการเคลื่อนไหวถึงขั้นประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าต้องการแบ่งแยกประเทศ โดยส่วนที่แยกออกมานั้นให้อยู่ภายใต้ชื่อ สปป.ล้านนา ตามจังหวัดต่างๆในภาคเหนือ
ย้ำกับคุณผู้ชมว่าเอกสารหลักฐานเหล่านนี้มีการเผยแพร่กันมาอย่างหนักตั้งแต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เพราะฉะนั้นกว่า 6 ปีที่ผ่านมา ที่คนเหล่านี้ได้มีการฝึกฝน เรียนรู้ ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง จนสามารถยกระเบิดการก่อเหตุได้รุนแรง และขยายออกไปเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น เหมือนกับที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการฝ่ายคนเสื้อแดง ยังเลือกที่จะยอมรับกันไปเลย นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตนักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ เฟสบุ๊ค ถึง เหตุการณ์ ระเบิดป่วนเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดย นายสมศักดิ์ ได้ตอบคำถามที่ว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เคยเคลื่อนไหวสร้างความรุนแรงอย่างนี้บ้างหรือไม่ ซึ่งระบุว่า " พูดยังไงดีล่ะ ถ้าพูดตรง ๆ ก็ทำกันอยู่เหมือนกัน ปี 56-57 น่ะ แต่ก็ไม่ได้ ประสานทำพร้อมๆ กัน ทีเดียวหลายจังหวัดแบบนี้ "

 

 

Cr.ปราชญ์ สามสี



เรียบเรียงโดย

จิรศักดิ์ ทิตตยานนท์


Suggess News