เปิดคำพิพากษายกฟ้องสุเทพ!!พบ“จตุพร ณัฐวุฒิ เหวง”อยู่เบื้องหลังเผาเมือง “ทักษิณ”ก็โดนก่อการร้ายแต่หลุด-ยุค“ธาริต”ที่บอกว่า“ดีเอสไอ”ไม่ได้ห่วย

Publish 2017-03-29 16:32:22

จากกรณีศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1878/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และกระทำการใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53, 137



       โดยคดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2558 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า นายสุเทพให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2554 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เขตหลักสี่ กทม. ในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2554 พาดพิง นพ.เหวง โตจิราการ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทำนองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ทั้งสาม และพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งนายสุเทพ จำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และล่าสุดเมื่อวันที่28 มี.ค.ที่ผ่านมาศาลได้พิพากษายกฟ้องนายสุเทพ โดยศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของจำเลยและโจทก์ดังนี้

       “ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ และจำเลยแล้วเห็นว่า การที่นายสุเทพ จำเลย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนระบุว่า ผู้เสียหายทั้งสามมีส่วนร่วมในการเผาบ้านเผาเมืองนั้น ก็ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และได้รับข้อมูลจากรายงานการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ว่าในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมของ นปช.ในปี 2553 มีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์และศาลากลางจังหวัด 3 แห่ง ซึ่งการกระทำนั้นเป็นขบวนการที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำนปช.อยู่เบื้องหลัง

 

       กระทั่ง ศอฉ.ได้สั่งให้ยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 และวันเดียวกัน แกนนำ นปช.ก็ได้เข้ามอบตัว ดังนั้นจึงมีเหตุให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตใจ ไม่มีเหตุว่าเป็นการกล่าวเท็จ และต่อมายังปรากฏว่าดีเอสไอได้สรุปสำนวนส่งอัยการยื่นฟ้องแกนนำ นปช.ในคดีก่อการร้ายต่อศาล ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ขอเลื่อนคดี ดังนั้นสิ่งที่จำเลยกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่และเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงตามกรอบกฎหมาย ไม่ได้เป็นการสร้างข้อเท็จจริงขึ้นมาเอง


       ส่วนที่จำเลยกล่าวว่า นปช.เกี่ยวพันกับพรรคเพื่อไทยนั้น พบว่านอกจากผู้เสียหายเป็นแกนนำนปช.แล้ว ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยได้ส่งผู้เสียหายทั้งสามรายลงสมัครเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยนายจตุพรอยู่ลำดับที่ 8 นายณัฐวุฒิ ลำดับที่ 9 และนพ.เหวง ลำดับที่ 19 ซึ่งถือเป็นรายชื่อในลำดับต้นๆ แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ และผู้เสียหายทั้งสามรายยังได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความเท็จ เป็นการตอบคำถามโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ได้ความมา และเป็นการรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบในฐานะที่จำเลยเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงไม่เป็นความผิดตามคำฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

 

       ก่อนหน้านี้คือเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 56  นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดคนใหม่ เปิดเผยว่าในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ยศในขณะนั้น)ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับแกนนำนปช.รวม 24 คน กระทำผิดก่อการร้ายโดยกระทำนั้นเกิดขึ้นภายนอกราชอาณาจักร ในการชุนนุมของนปช.เมื่อปี 2553 นั้นว่า นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อดีตอัยการสูงสุด ได้พิจารณาพฤติการณ์แล้วมีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ตามความเห็นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เสนอมา เนื่องจากเห็นว่าขณะเกิดเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ พำนักอยู่ในต่างประเทศ ขณะที่การวิดีลิงค์โฟนอิน เข้ามายังเวทีปราศรัยในพื้นที่ต่างๆนั้น มีเนื้อหาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องการให้ยุบสภา และโจมตีการทำงานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

       ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น กล่าวด้วยว่า ถือว่าเป็นข้อยุติแล้วไม่สามารถทำความเห็นแย้งได้เพราะเป็นคำสั่งทางคดีของอัยการสูงสุด คดีจึงถือเป็นที่ยุติ หากประชาชนข้องใจดุลยพินิจในคำสั่งดังกล่าวก็ไม่สามารถไปร้องขอให้หน่วยงานใดรื้อฟื้นคดีได้  ส่วนกรณีที่ศาลยกฟ้องคดีนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือหรั่ง อดีตคนสนิทพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ในข้อหาค้าอาวุธสงคราม  และอัยการสั่งไม่ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาก่อการร้าย สำนวนทั้ง2 เป็นคดีในความผิดชอบดีเอสไอ ก็ไม่ถือเป็นข้อบกพร่องของหน่วยงานใด เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งมีหน่วยงานเรียงลำดับตั้งแต่พนักงานสอบสวน อัยการและศาลในการกลั่นกรองคดีมีข้อแตกต่างของแต่ละหน่วยงาน ในชั้นพนักงานสอบสวนมองเพียงว่าถ้ามีการกล่าวหาและมีพยานหลักฐานตามสมควรต้องสั่งฟ้อง

 

       ในชั้นอัยการจะมองว่าคดีมีหลักฐานพอฟ้องหรือไม่ หากไม่พอจะสั่งไม่ฟ้อง เมื่อไปถึงชั้นศาลมาตรฐานจะสูงขึ้นอีกในการตัดสินลงโทษต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย ในคดีของนายสุรชัยดีเอสไอเห็นว่ามีหลักฐานตามสมควรพอฟ้อง ขณะที่อัยการเห็นว่ามีหลักฐานพอฟ้อง แต่ศาลเห็นว่าหลักฐานที่มียังพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยไม่ได้ จึงสั่งยกฟ้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ใช่ดีเอสไอห่วย อัยการใช้ไม่ได้ ส่วนคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ดีเอสไอเห็นว่าหลักฐานมีพอสมควร แต่อัยการมองว่าหลักฐานไม่พอฟ้องคดีจึงจบที่ชั้นการพิจารณาของอัยการไปไม่ถึงศาล ในนานาชาติถือว่าเรื่องแบบนี้เป็นปกติ เช่นเดียวกับคดีสามัญทั่วไป ไม่ถือเป็นข้อบกพร่องแต่อย่างใด



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว

ติดตามข่าวอื่นๆ