หนึ่งทางเลือกที่ดี!!!“โฆษกศาลยุติธรรม”แนะเองให้ผัวเมียคดีรุกป่าขอ“ราชทัณฑ์”พักโทษที่เหลือได้-เป็นนักโทษชั้นดี เข้าเกณฑ์ติดคุกมาแล้ว2ใน3

หนึ่งทางเลือกที่ดี!!!“โฆษกศาลยุติธรรม”แนะเองให้ผัวเมียคดีรุกป่าขอ“ราชทัณฑ์”พักโทษที่เหลือได้-เป็นนักโทษชั้นดี เข้าเกณฑ์ติดคุกมาแล้ว2ใน3

Publish 2017-05-03 08:30:28

จากกรณีที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกาคดีที่ 456/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน จำเลยที่ 1-2 ในความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ กรณีที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภรรยาถูกจับในข้อหาบุกรุกแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ โดยพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 10 ปี แต่ลดเหลือคนละ 5 ปี




       ล่าสุดวันนี้(3พค.60)นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวดังกล่าวอีกครั้ง โดยที่พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ ยื่นฟ้องนายอุดม ศิริสอน และนางแดง ศิริสอน ทั้งสองอายุ 55 ปี เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ในคดีหมายเลขดำ 3581/2554 ว่า ตามฟ้องระบุเหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.53 โดยกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองและทำประโยชน์โดยการทำไม้ในป่าดงระแนง ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ และใช้อุปกรณ์เครื่องมือ ตัดและโค่นไม้สักไม้กระยาเลยที่เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ออกจากต้นจำนวน 700 ต้นในเขตดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานหรือได้รับยกเว้นใดๆตามกฎหมาย รวมทั้งร่วมกันมีไม้สัก และไม้กระยาเลยที่ยังไม่ได้แปรรูป จำนวน 1,148 ท่อน โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย ไว้ในครอบครอง และไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

       “ขณะนี้คดีถือว่าสิ้นสุดแล้ว หากจะไปต่อสู้ใหม่ก็ในเรื่องขอรื้อฟื้นคดีซึ่งต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ หาหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ สำหรับตนเห็นว่า ทั้งสองซึ่งจำคุกมาแล้ว คนหนึ่ง500กว่าวัน อีกคน600กว่าวัน ตรงนี้เข้าเกณฑ์จำคุก2ใน3แล้ว จำเลยสามารถยื่นขอกรมราชทัณฑ์ให้สั่งพักโทษได้เลย กระบวนการนี้ทางราชทัณฑ์จะพิจารณาจากการเป็นนักโทษชั้นดีประกอบ ซึ่งก็จะสามารถพ้นโทษออกมาได้ โดยการพักโทษที่เหลือ”

       ด้านนายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี(พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ)ได้ออกมาแสดงความเห็นไว้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยดังนี้

 

“คดีสองตายายนั้น

ไม่ใช่เรื่องความผิดฐานเก็บเห็ด ซึ่งไม่ได้เป็นความผิด

แต่ข้อหาที่ศาลตัดสินก็คือ บุกรุก ป่า และทำลายป่า

การที่ศาลลงโทษจำคุก 5 ปีก็เป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว อย่าเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนให้เกิดความเสียหายแก่ศาลหรือกระบวนการยุติธรรมเลยครับ ไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ผมฟังข่าวว่า มีผู้เสนอว่ามีทางออก 2 ทางคือขอฟื้นคดีและขอพระราชทานอภัยโทษ

ผมเห็นว่าคดีนี้ไม่มีทางฟื้นคดี เพราะข้อเท็จจริงได้นำเข้าพิจารณาในศาลครบถ้วนกระบวนความแล้วไม่น่าจะมีพยานหลักฐานใหม่จะเสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้นจึงเหลือหนทางที่ 2 คือขอพระบารมีเป็นที่พึ่งถวายฎีกา ตามคติที่มีมาแต่โบราณแล้ว”


       อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทวงยุติธรรม (ยธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ในชั้นฎีกา สั่งตัดสินแก้โทษจำคุกนายอุดม และนางแดง ศิริสอน 2 สามีภรรยา ชาวบ้านโนนสะอาด อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ผู้ต้องหาคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงระแนง เหลือคนละ 5 ปี ว่า กรณีตายายเก็บเห็ด ถือว่าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตายายต้องรับโทษอาญาตามคำพิพากษา 5 ปี แต่เคยได้รับโทษจำมาก่อนแล้ว 1 ปี 8 เดือน จึงเหลือโทษที่ต้องรับตามคำพิพากษาอีก 3 ปี 4 เดือน

 

ทางออกมี 2 ทาง คือ การขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 และการขอพระราชทานอภัยโทษ

 

       กรณีการจะรื้อฟื้นคดีกลับมาพิจารณาคดีใหม่นั้น ต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงปรากฎตาม พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 มาตรา 5 หรือไม่ว่า (1) พยานบุคคลซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง

       (2) พยานหลักฐานอื่น นอกจากพยานบุคคลตาม (1) ซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ หรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง หรือ (3) มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้น จะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งกรณีนี้ทนายความจะต้องไปยื่นคำร้องให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้น โดยศาลที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี พิจารณาเพื่อพิพากษายกคำร้อง หรือยกคำพิพากษาเดิม และพิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิด ซึ่งเมื่อศาลรับคำร้องกองทุนยุติธรรม ก็ได้อนุมัติลอยเงินเพื่อใช้ในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณารื้อฟื้นคดีดังกล่าว รายละ 1 ล้านบาทไว้แล้ว

 

       ส่วนการพระราชทานอภัยโทษ ต้องดำเนินการตามมาตรา 259 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่บัญญัติว่า ผู้ต้องคำพิพากษาให้รับโทษอย่างใดๆ หรือผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว