พระตำหนักอาถรรพ์!! วังเก่าของ "พระองค์เจ้าหญิงอัพภันตรีปชา" วันดีคืนดี...มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ มีไฟสว่างโร่บนตำหนัก ทั้งๆที่ตัดไฟไปนานแล้ว!!

Publish 2017-08-29 11:37:51



        ตึกเขียวตำหนักอาถรรพณ์ ของพระองค์เจ้าหญิงอัพภันตรีปชา พระองค์เจ้าหญิงเป็นพระราชธิดาในรัชกาลที่ ๕ กับเจ้าจอมมารดาแส ตำหนัก สองชั้นที่มีต้นปาล์มสองต้นโดดเด่นอยู่ด้านหน้า ยามค่ำคืนมีเสียงลมพัดกิ่งใบไหวซู่ซ่าน่าวังเวงใจ เดี๋ยวมีเสียงผู้หญิงร้องไห้กลางดึก เล่นน้ำพลางหยอกล้อกันเกรียวกราว แต่เมื่อชวนกันออกไปดูก็ไม่เห็นอะไรเลย แถมบางคืนก็ไฟสว่างโร่ขึ้นที่ชั้นบน ทั้งๆ ที่ตัดไฟไปนมนานแล้ว



             ตำหนักแห่งนี้มีตำนานลี้ลับร่ำลือว่ามีอาถรรพ์และเฮี้ยนจัด เรื่องมีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนงานและชาวบ้านที่อยู่ใกล้ข้างตำหนัก มักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังมาจากตำหนักในช่วงกลางคืนทุกๆคืน พวกชาวบ้านสงสัยที่มาของเสียง จึงชวนกันพามาดูก็ไม่เห็นมีใครทั้งๆที่ใครก็รู้ว่าตำหนักองค์นี้ถูกปิดตาย ไม่มีใครอยู่ในนั้น บางคนเคยเห็นเด็กผมจุกนุ่งโจงกระเบนสีแดง นั่งยิงฟันขาวให้ อีกเรื่อง มีชาวบ้านหลายคนเคยได้ยินเสียงดนตรีไทยอันไพเราะทำนองแสนเยือกเย็น เป็นเพลงไทยเดิมโบราณดังลอดมาจากพระตำหนักองค์นี้บ่อยๆ 
 

               เรื่องใหญ่สุดของความเฮี้ยนพระตำหนักนี้ เมื่อครั้งหนึ่งมีคนงานขี้เมาไปนอนหลับในพระตำหนักชั้นล่างใกล้ๆกับพระฉายาลักษณ์ของพระองค์เจ้าหญิงอัปภันตรีปชา ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นกลายเป็นศพ สาเหตุการตายไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา คนงานบางคนยังเคยเล่าให้ฟังว่า เคยเห็นหญิงสาวแต่งชุดไทยห่มสไบแดงเดินอยู่หน้าตำหนัก พอเธอรู้ว่ามีคนมองอยู่ก็หันมายิ้มแสยะเยือกเย็นให้ เล่นเอาคนงานคนนั้นถึงกับเขาอ่อน พนมมือตัวสั่น เช้าวันรุ่งขึ้นก็จับไข้หัวโกร๋น รีบเก็บเสื้อผ้าเผ่นหนีทันที แม้แต่เงินค่าแรงที่ยังไม่ได้รับ ก็ไม่เอา

             ส่วนตำหนักของพระองค์เจ้าหญิงอัปภันตรีปชา ผู้เป็นพระราชธิดาตั้ยพระทัยจะมีโครงการจัดตั้งเป็นหอสมุด เพื่อให้ความรู้และความบันเทิงแก่ประชาชนทั่วไป ต่อมาได้มีการบูรณะซ่อมแซมตำหนักทั้งสองให้เรียบร้อยแข็งแรง ก่อนจะนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายต่อไป ระหว่างการบูรณะตำหนักเก่าแก่ทั้งสองนั้น ก็เกิดเรื่องที่ชวนให้ขนหัวลุกโดยไม่คาดฝันอุบัติขึ้นม

 

            โดยเฉพาะตำหนักของพระองค์เจ้าหญิงอัพภัณตรีปชา มีเรื่องราวแปลกประหลาดที่ทำให้ผู้พบเห็นถึงกับขนลุกขนพอง ขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน ความหวาดหวั่นของบรรดาคนงานทำให้การบูรณะตำหนักทั้งสองสะดุดขลุกขลักจนถึงหยุดชะงัก เพราะไม่กล้าทำงานต่อบ้าง ลาออกไปบ้าง เนื่องจากสุดจะทนทานต่อความสยดสยองที่ประสบพบเห็น ร่ำลือกันปากต่อปากว่าเป็นเพราะอาถรรพณ์สุดเฮี้ยนของวังเก่าแก่ อายุเกือบ ๑๐๐ ปี นั่นคือ วันดีคืนดีก็มีคนงานได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ สะอึกสะอื้นกลางดึกมาจากตำหนัก เล่นเอาต้องคลุมโปงตัวสั่นเทาเป็นลูกนกต้องลมหนาว ใครจะมาร้องห่มร้องไห้บนตำหนักร้างดึกๆ ดื่นๆ นั่นล่ะ ถ้าไม่ใช่ผี
 

             บางคืนก็ได้ยินเสียงสาวๆ เล่นน้ำพลางหยอกล้อกันสนุกสนาน เสียงหัวเราะระริกคิกคักดังมาจากหน้าตำหนัก คนงานใจกล้าชักชวนกันไปดูให้รู้แน่ แต่ก็ไม่เห็นใครเลยแม้แต่คนเดียว แถมที่พื้นก็ไม่เปียกน้ำอีกต่างหาก ค่ำหนึ่ง ลูกคนงานหายไปทำให้พ่อแม่ออกเดินหา จนไปพบที่ข้างตำหนักร่มครึ้มกำลังหัวเราะร่วนสนุกสนาน หอบหายใจถี่เร็วคล้ายเหน็ดเหนื่อยเต็มประดา ถามเข้าก็ได้ความว่า หนูกำลังเล่นกับเพื่อนใหม่ เป็นเด็กผมจุก นั่นไงมันยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ แม่นั่นไง พ่อแม่หันไปดูก็ไม่เห็นอะไร ได้แต่ร้องวี้ดว้าย จูงแขนลูกจ้ำอ้าวกลับห้องพักคนงาน กำชับว่าอย่าไปเล่นที่นั่นเด็ดขาด ลูกชายย้อนถามว่า ทำไมล่ะแม่ ก็หนูไปวิ่งเล่นกับไอ้จุกมาตั้งหลายวันแล้ว

             คืนหนึ่ง จู่ๆบนตำหนักมืดครึ้มก็เกิดสว่างจ้าขึ้นมา พวกคนงานพากันไปดูให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนจะชะงักงัน ตำหนักนี่ตัดไฟไปตั้งนมนานมา ต่างคนต่างมองสบตากัน อ้าว? ชายแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งนุ่งผ้าเตี่ยวกำลังล้อมวงกินเหล้ากันอยู่ที่ข้างฝา หันมายิ้มกว้างแต่นัยน์ตาแดงจ้า เสียงร้องเอะอะโวยวายดังลั่นตำหนักเมื่อบรรดาคนงานเผ่นกระเจิงลงมาแทบแข้งขาหักไปตามๆกัน คนงานหลายๆ คนถึงกับเก็บข้าวของเสื้อผ้า ขออำลาไปหางานใหม่ทำ อ้างว่าลูกเต้ายังเล็กอยู่ไม่อยากช็อกตายคาที่เพราะโดนผีหลอก คนงานที่เหลือก็กล้าๆ กลัวๆ ทำให้งานบูรณะตำหนักทั้งสองล่าช้าตลอดมา



 

            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา เป็นพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเจ้าจอมมารดาแส โรจนดิศ (เป็นธิดาของพระยาอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) และขรัวยายบาง) ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีฉลู เอกศก จ.ศ. ๒๑๕๑ ตรงกับวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๒

              พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา ได้ประชวรพระโรคไตประมาณ ๒๕ ปี มีพระอาการมากบ้างน้อยบ้างตลอดมา ครั้นถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ก็เริ่มมีพระอาการมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันมีพระอาการประชวรไข้หวัดใหญ่และการอักเสบที่พระทนต์และพระศอเข้าผสม พระอาการทางไตก็กำเริบขึ้นโดยลำดับ จนเป็นเหตุสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีระกา เบญจศก จ.ศ.๑๒๙๕ ตรงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ พระชนมายุ ๔๕ ชันษา

 

              ปัจจุบันพระตำหนักองค์เจ้าหญิงอัปภันตรีปชาแห่งใหม่ ถูกบูรณะให้เป็นหอสมุดการเมืองเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปศึกษาอ่านหนังสือหาความรู้และใช้เป็นที่ทำการพรรคชาติไทยในปัจจุบัน

 

 

ขอบคุณที่มาจากที่มาจาก : ชมรมประวัติศาสตร์สยาม

                                   https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา



เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ