ยิ่งขุดกลิ่นยิ่งโชย!! 1ปีประมูลรถไฟฟ้าAPM สุวรรณภูมิ 3 ครั้งล้มหมดดร.สามารถล้วงเบื้องหลัง แนะระวังเตะหมูเข้าปากทุนจีน-เกาหลี แต่ไทยเสียหาย

ยิ่งขุดกลิ่นยิ่งโชย!! 1ปีประมูลรถไฟฟ้าAPM สุวรรณภูมิ 3 ครั้งล้มหมด"ดร.สามารถ"ล้วงเบื้องหลัง แนะระวังเตะหมูเข้าปากทุนจีน-เกาหลี แต่ไทยเสียหาย

Publish 2017-10-06 11:22:17

จากกรณีที่บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เปิดประมูลโครงการซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover หรือ เอพีเอ็ม) ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าไม่ใช้คนขับ วิ่งในอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันกับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ เอพีเอ็มจะทำหน้าที่ขนส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารทั้งสอง โดยมีการประมูลมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งต่อมาดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ก็ได้ชี้แนะประเด็น ให้สังคมจับตาเกี่ยวกับการประมูลที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 4 และได้อธิบายถึงสาระสำคัญ ว่าเหตุใดการประมูลในระยะเวลา 1 ปี จำนวนมากถึง 3 ครั้ง ถึงยังล้มไม่เป็นท่า 

 


คลิกอ่านข่าวประกอบ 

 

 

 

https://www.facebook.com/Dr.Samart/photos/a.232032303608347.1073741828.232025966942314/1147105498767685/?type=3&theater



ล่าสุดดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ก็ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวการประมูลสร้างรถไฟฟ้าสุวรรณภูมิที่ล้มเหลวมาถึง 3 ครั้งด้วยกัน ผ่านทางเฟซบุ๊ก ไว้ว่า "ล้มแล้วล้มอีก! เบื้องลึกล้มประมูลรถไฟฟ้าสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 ผมได้โพสต์บทความเรื่อง “จับตาประมูลรถไฟฟ้า APM ในสุวรรณภูมิ 3 ครั้ง ยังไม่จบ!” สรุปใจความได้ว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้เปิดประมูลจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover หรือ เอพีเอ็ม) ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าไร้คนขับ วิ่งในอุโมงค์ใต้ดินเพื่อขนส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันกับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ในสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ โดยมีการประมูลมาแล้วถึง 3 ครั้ง ใช้เวลาเกือบ 1 ปี แต่ยังไม่สามารถคัดเลือกผู้ชนะการประมูลได้ เพราะทอท.ได้ยกเลิกการประมูลทั้ง 3 ครั้ง 

 


แม้ว่าทอท.ยังไม่ประกาศยกเลิกการประมูลครั้งที่ 3 ซึ่งมีการเปิดซองราคาไปเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2560 อย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ทอท.กำลังขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ทอท. หรือบอร์ด ทอท. เพื่อยกเลิกการประมูล เหตุผลหลักที่ ทอท.ใช้ในการยกเลิกก็คือ ทอท.อ้างว่าราคาที่ผู้เข้าร่วมประมูลเสนอให้ ทอท.สูงกว่าราคากลางที่ ทอท.ตั้งไว้

 


ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่จะต้องเจาะลึก ซึ่งผมได้พบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นดังนี้


1. ราคากลางของ ทอท.ที่คำนวณไว้และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดราคากลางเมื่อเดือนกันยายน 2559 คือ 2,894,959,247.20 บาท เป็นราคาที่ไม่รวมงานปฏิบัติการเดินรถ และงานซ่อมบำรุง แต่เมื่อถึงเวลาประมูล ผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลกลับเพิ่มงานดังกล่าวเข้าไว้เป็นระยะเวลา 2 ปี นั่นหมายความว่าบริษัทที่ชนะการประมูลจะต้องให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลต้องเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง

 


2. ราคากลางของ ทอท.ที่คำนวณไว้และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดราคากลางเมื่อเดือนกันยายน 2559 คือ 2,894,959,247.20 บาท เป็นราคาที่รวมค่าประกันความชำรุดบกพร่องของอุปกรณ์เป็นระยะเวลา 2 ปี แต่เมื่อถึงเวลาประมูล ผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลกลับขยายเวลาประกันเพิ่มขึ้นอีก 3 ปี รวมเป็น 5 ปี ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลจำเป็นต้องเสนอราคาสูงกว่าราคากลาง

 


3. โดยปกติก่อนการประมูลผู้เกี่ยวข้องจะต้องส่งราคากลางให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณาว่า ราคากลางเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ แต่ก่อนการประมูลครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ไม่มีการส่งราคากลางให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณา แม้ว่าที่ประชุมของส่วนวิศวกรรมระบบ ฝ่ายวิศวกรรม ของ ทอท.ได้มีมติให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางไปคำนวณราคากลางใหม่แล้วก็ตาม เหตุที่ผู้เกี่ยวข้องไม่ยอมส่งให้คณะกรรมการกำหนดราคากลางพิจารณา คาดว่าผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลรู้ดีว่า ถ้าส่งไปให้คณะกรรมการกำหนดราคากลาง จะถูกสั่งให้ไปปรับแก้ราคากลางใหม่ให้เป็นราคาปัจจุบันก่อนการประมูลไม่เกิน 1 เดือน ตามหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง ซึ่งจะได้ราคาที่สูงขึ้น อาจทำให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลสามารถเสนอราคาได้ไม่เกินราคากลาง การยกเลิกการประมูลก็จะไม่สามารถทำได้

 

 

 


การยกเลิกการประมูลด้วยเหตุผลราคาที่บริษัทเสนอสูงกว่าราคากลางจึงมีความสำคัญมาก เพราะอาจนำไปสู่การแก้ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference หรือ ทีโออาร์) และข้อกำหนดทางเทคนิค (Specifications หรือ สเปก) กล่าวได้ว่าเป็นการลดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลและลดสเปกของรถไฟฟ้าเอพีเอ็ม ซึ่งจะทำให้รถไฟฟ้าเอพีเอ็มจากประเทศที่ยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายสามารถเข้าร่วมประมูลได้ เช่น จากประเทศจีนและเกาหลี เป็นต้น เพราะคาดว่าจะสามารถเสนอราคาได้ไม่เกินราคากลาง คำกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ดังนี้

 


1. เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2560 เวลาประมาณ 10.30 น. ก่อนการเปิดซองราคาของการประมูลครั้งที่ 3 ในวันที่ 26 กันยายน 2560 ผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลได้เชิญบริษัทจากจีนเข้าหารือเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเอพีเอ็มของจีนที่ห้องประชุมราชาเทวะ สำนักงานบริหารโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสนามบิน ผมหวังว่าคงไม่มีการให้ความหวังกับบริษัทจากจีนว่า ถ้าการประมูลครั้งที่ 3 ถูกยกเลิก ทอท.จะแก้ทีโออาร์และลดสเปกเพื่อเปิดทางให้บริษัทจากจีนเข้าร่วมประมูลได้

 


2. เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 14.00 น. ผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลได้เชิญบริษัทจากเกาหลีเข้าหารือเกี่ยวกับรถไฟฟ้าเอพีเอ็มของเกาหลีที่ห้องประชุมราชาเทวะ สำนักงานบริหารโครงการก่อสร้าง ผมหวังเช่นเดียวกันว่า คงไม่มีการให้ความหวังกับบริษัทจากเกาหลีว่า ถ้าการประมูลครั้งที่ 3 ถูกยกเลิก ทอท.จะแก้ทีโออาร์และลดสเปกเพื่อเปิดทางให้บริษัทจากเกาหลีเข้าร่วมประมูลได้

 


ด้วยเหตุนี้ จึงต้องช่วยกันเกาะติดว่า ทอท.จะตัดสินใจเลือกแก้ทีโออาร์และลดสเปก หรือปรับแก้ราคากลาง หากเลือกแก้ทีโออาร์และลดสเปก ทอท.ก็อาจจะได้รถไฟฟ้าเอพีเอ็มของจีนหรือของเกาหลี สอดคล้องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น แต่หากเลือกปรับแก้ราคากลางโดยการเพิ่มราคากลางจากเดิมไม่เกิน 10% ทอท.ก็อาจจะได้รถไฟฟ้าเอพีเอ็มของญี่ปุ่นหรือของเยอรมนีตามที่มีบริษัทเสนอในการประมูลทั้ง 3 ครั้ง ที่ผ่านมา ที่ผมเขียนเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผมสนับสนุนให้ ทอท.ตั้งราคากลางไว้สูงๆ แต่ผมต้องการให้ ทอท.ตั้งราคากลางให้เหมาะสมกับปริมาณงานที่สำคัญ จะต้องเป็นราคากลางที่คำนวณไว้ในปัจจุบัน ถึงเวลานี้ จึงจำเป็นต้องใช้บริการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยขอเรียกร้องให้ท่านทุบโต๊ะสั่งการไปที่ ทอท. ให้ตัดสินใจอย่างรอบคอบโดยด่วน มิฉะนั้น ผู้โดยสารจะไม่มีรถไฟฟ้าเอพีเอ็มที่มีคุณภาพดีใช้หลังจากสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อการขนส่งทางอากาศของไทย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล