แฉเล่ห์งาบงบ!!ผู้ว่าฯสั่งตรวจสอบสร้างแนวคันกั้นคลื่นชายฝั่งปากพนัง หลังเกิดเหตุรถชนสังเวยชีวิต 5 ศพ แฉเล่ห์ภาครัฐเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา!??

Publish 2018-01-14 12:49:24



จากกรณีที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณกว่า 2,000 ล้านให้กรมเจ้าท่าและกรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นตลอดแนวชายฝั่งถนนหลวงสาย 4013 ปากพนัง-หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ ต.แหลมตะลุมพุก ต.ปากพนังฝั่งตะวันออก ต.บางพระ ต.ท่าพญา ต.ขนาบนาค ต่อจากจุดเดิมที่หน่วยงานทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นได้ก่อสร้างไว้แบบ “แหลมตะลุกพุกโมเดล” แล้วเหลือประมาณ 22 กม. โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันคลื่นซัดกัดเซาะที่ดินสาธารณะหรือที่ดินของชาวบ้านจนกลายเป็น “โฉนดทะเล” แต่ในระหว่างการดำเนินการพบว่ามีการขยายแนวเขตเดิมที่จะต้องก่อสร้างห่างฝั่ง 50-70 เมตร.มาก่อสร้างห่างฝั่งแค่ 10-20 เมตร ไม่ตรงตามที่ประชุมทำประพิจารณ์และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์  นอกจากนี้ผู้รับเหมาจะลักลอบบรรทุกหินขนาดใหญ่น้ำหนักเกินจากที่กฎหมายกำหนดในเวลากลางคืน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนนอกจากจะเกิดมลพิษเสียงดังสร้างความเดือดร้อน รำคาญจนชาวบ้านไม่ได้หลับนอนแล้ว ประกอบกับกรมทางหลวงได้จัดงบประมาณสร้างแนวหินทิ้งริมถนนซ้ำซ้อนกับการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่น ยิ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกับรถบรรทุกพ่วงที่บรรทุกหินพุ่งชนแนวกองหินจนพลิกคว่ำทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต่อเนื่องหลายราย โดยเฉพาะช่วงวันที่ 8-9 ม.ค.2561 เหตุอุบัติเหตุ 2 รายมีผู้เสียชีวิต 2 รายบาดเจ็บอีก 2 คน จนประชาชนชาว อ.ปากพนังทนไม่ไหวเตรียมรวมตัวปิดถนนประท้วงและยื่นข้อเรียกร้อง 1 ข้อหาผู้รีบเหมาและหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาทั้งการก่อสร้างที่ผิดไปจากแบบเดิมและอุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้น ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

                (14 ม.ค.) นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้นายตระกูล หนูนิล ป้องกันจังหวัดนครศรีธรรมราช  รายงานเหตุการณ์ที่ประชาชนชาว อ.ปากพนัง ประกาศจะรวมตัวยืนหนังสือถึงร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และ คสช. ในวันที่ 16 ม.ค.2561 โดยมีการส่งขอความเชืญชวนประชาชไปรวมตัวกัน โพสต์ที่ บริเวณสามแยกศาลาสนทมิโน วันที่ 16 ม ค. 61 เวลา 10. 00 น. ที่บนกองหิน ใหญ่ เขต ต.ขนาบนาก อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช  (ถนน สายปากพนัง - หัวไทร ) โดยมีการวิพากวิจารณ์และแชร์ข้อความต่อ ๆ กันออกไปอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ข้อความดังกล่าวระบุว่า “แจ้งแถลงการณ์มาตรการ 10 ข้อ ของการปรึกษาหารือในที่ประชุม ของชาวบ้าน ที่อาคารรวมใจ ต.ขนาบ อ. ปากพนัง กรณีมีโครงการก่อสร้างแนวเขื่อนหินใหญ่ ตลอดแนวทาง ถนนหลวง 4013 สายปากพนัง - หัวไทร และกองหินใหญ่ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เขตพื้นที่ ต.ขนาบนาก ต.ท่าพญา อ. ปากพนัง ของกรมทางหลวง และกรมเจ้าท่า ไม่เป็นไปตามแบบตามความต้องการของประชาชน ไม่เป็นไปตามประชามติหรือประชาคมตามความต้องการของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อประชาชนในพื้นที่ และผู้ที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรไปมาบนถนน  เนื่องจากโครงการจากภาครัฐ ก่อสร้าง ได้นำหินใหญ่มากองทำแนวคันกันป้องกันน้ำกัดเซาะชายฝั่ง โดยนำหินกองดับเรียงข้างถนน และดำเนินการก่อสร้างทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถเสียหลักชนกองหิน  ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บในช่วง  2 เดือนที่ผ่านมา อุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บสาหัสและพิการ 9 คน  และที่บาดเจ็บเล็กน้อยเนื่องจากรถ จยย.ชนแนวกองหินไม่แจ้งความ 4 คน โดยการก่อสร้างโครงการแนวหินใหญ่บางช่วงบางตอนผู้รับเหมาและเจ้าหน้าที่รัฐผู้ควบคุมงานเลือกปฏิบัติไม่ได้ก่อสร้างไปตามแบบและไม่ได้ป้องกันที่ดินแนวชายฝั่งตามวัตถุประสงค์หลัก ทำให้เกิดความเสียหาย  ในบางช่วงก่อสร้าง 2 แนวซ้ำซ้อนทั้งริมคูทางถนนหลวง ห่างจากทะเล 300 เมตร และห่างออกไปจากแนวริมถนนอีก 20 -30 เมตรก็มีการก่อสร้างอีกแนวหนึ่งซึ่งซ้ำซ้อน ไม่มีความจำเป็น ทำให้รัฐและชาวบ้านเสียประโยชน์กับการใช้เงินภาษีของประชาชน  ที่ประชุมมีมติให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้อง ให้ทำตามแบบที่เคยทำประชาวิจารณ์ของประชาชนและให้ยื่นหนังสื่อต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช รัฐบาล และคสช. จึงขอ เรียนเชิญพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อนรวมตัวเพื่อแสดงพลังพร้อม  ๆ กันและยื่นหนังสื่อแถลงการณ์ดังกล่าวที่บริเวณสามแยก ศาลาสนทมิโน วันที่ 16 ม ค. 61 เวลา 10. 00 น. ที่บนกองหิน ใหญ่ เขต ต.ขนาบนาก อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช  (ถนนสาย 4013 ปากพนัง - หัวไทร ) เพราะหากไม่มีการแก้ไขศพต่อไปอาจจะเป็นเราหรือลูกหลานเราต้องตายเพิ่มอีกแน่นอน ผมนายไพโรจน์ (ไพรี) รัตนรัตน์ ผู้ประสานงานผู้เดือดร้อนและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ แจ้งมาเพื่อทราบ หมายเหตุ “วันยื่นแถลงการณ์จะมีบรรดาญาติผู้เสียชีวิตและรับบาดเจ็บมาร่วมเรียกร้องด้วย”



ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายไพโรจน์ รัตนรัตน์ ผู้ประสานงานเพื่อรวมพลังยื่นแถงการณ์เรียกร้องดังกล่าวเปิดเผยว่า ชาวปากพนังเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลยาวนานกว่า 40 ปี เพื่อให้สร้างแนวคันกั้นคลื่นเพื่อป้องกันคลื่นซัดกัดเซาะที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ์หรือมีโฉนดของประชาชน รวมทั้งที่ดินสาธารณะประโยชน์ จนเมื่อปี 2555-2558 ทาง ปภ.นครศรีธรรมราช ได้จัดงบประมาณมาก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นใน ต.แหลมตะลุมพุก รวม 2 กม. ใช้งบประมาณแค่ 14 ล้านบาท พบว่าสามารถแก้ไขปัญหาป้องกันคลื่นกัดเซาะแนวชายฝั่งได้เป็นอย่างดี  ยังทำให้ดินและทรายกลับมาทับถมพื้นที่ได้เสียหายกลับคืนมาเหมือนเดิม ชาวบ้านที่บ้านเรือนพังเสียหายต้องอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่นพากันกลับมาสรางบ้านเรือนในทีเดิมได้ ชาวบ้านตลอดแนวชายฝั่งจึงเรียกร้องให้ทางราชการทำการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นแบบที่ ต.แหลมตะลุมพุก หลังจากนั้น ทาง ปภ.นครศรีธรรมราช,อบจ.นครศรีธรรมราช โยธาธิการและผังเมืองนครศรีธรรมราช ได้พิจารณาจุดที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะของคลื่นรุนแรงทำการก่อสร้างแนวคันกั้นคลื่นโดยยึดแบบที่ ต.แหลมตะลุมพุก หรือ “ตะลุมพุกโมเดล” แต่ละจุดใช้งบประมาณไม่มากนักเฉลี่ย กม.ละไม่เกิน 10 ล้านบาท

  “แต่เนื่องจากระยะทางตลอดแนวชายฝั่งใน อ.ปากพนังจาก ต.แหลมตะลุมพุก-เขต อ.หัวไทร ระยะทางยาวเกือบ 40 กม. หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดงบประมาณปกติก่อสร้างทั้งหมด ในขณะที่สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โทรทัศน์ช่อง 3 ,ช่อง 7  และอื่น ๆ อีกหลายสังกัดนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลได้ส่งรองนายกรัฐมนตรีลงมาตรวจสอบและรับข้อมูลในพื้นที่ และให้ความสำคัญอนุมติงบประมาณกว่า 2,000 ในที่สุดรัฐบาล คสช.ได้ให้ความสำคัญส่งระดับรองนายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบและรับข้อมูลและสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจระยะทางที่เหลือกว่า  22 กม. หลังจากนั้นรัฐบาลได้จัดงบประมาณกลางกว่า  2,000 ล้านให้กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมืองรับผิดชอบก่อสร้างแนวคันคืนคลื่นโดนให้ยึดแบบ “แหลมตะลุมพุกโมเดล”และแบ่งเป็นช่วง ๆ ละประมาณ  1.5-2.5 กม. งบประมาณช่วงละ 100-200 ล้าน แต่ละช่วงได้มีการทำประชาพิจารณ์หรือประชามติของประชาชนในพื้นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นได้มีการยื่นประมูลการก่อสร้าง แต่ปรากฏว่ามีการใช้เทคนิคบางประการทำผู้ได้รับการว่าจ้างมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น บริษัทอื่น ๆ จะไม่ผ่านคุณสมบัติ แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติที่เคยประมูลงานโครงการใหญ่ระดับหมื่นล้านแสนล้านก็ไม่ผ่านคุณสมบัติ ทั้งๆ ที่การก่อสร้างแบบแหลมตะลุมพุกโมเดล บริษัท ฯในพื้นที่เป็นคนออกแบบและรับเหมาก่อสร้างมาก่อนตั้งแต่ต้น และใช้งบประมาณน้อย ขาดทุน ไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ แต่ทางราชการขอร้องให้ช่วยก่อสร้างให้ บริษัทรับเหมาในพื้นที่เห็นว่าเป็นโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ อ.ปากพนัง บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง จึงยินยอมก่อสร้างให้"

         



นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ กล่าวต่อไปอีกว่า แต่เมื่อได้งบประมาณมาก่อสร้างกว่า 2 ,000 ล้านบาททุกบริษัทในโลกนี้ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะยื่นประมูลงานรับเหมาก่อสร้าง การรับเหมาจึงได้แค่ 2 บริษัทเท่านั้น  และเป็นที่สงสัยว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเอื้อประโยชน์ให้กับ 2 บริษัทดังกล่าวหรือไม่ เมื่อเริ่มก่อสร้างก็พยายามให้บริษัทต่าง ๆ ในพื้นที่มารับเหมาช่วงก่อสร้างต่อแต่ไม่มีบริษัทใดมารับเหมาช่วง ทำให้ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถก่อสร้างได้ทันตามกำหนดสัญญา  ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับผู้รับเหมาทำการแก้แบบขยับแนวเข้ามาก่อสร้างจากเดิมห่างจากแนวชายฝั่ง 50-70 เมตรเข้ามาเหลือ 20-30 เมตร ซึ่งมีน้ำตื้นกว่าการก่อสร้างง่ายกว่าและประหยัดงบประมาณได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าสงสัยคือบางช่วงนอกจากเปลี่ยนแนวก่อสร้างแล้วยังเปลี่ยนกำหนดระยะเวลาก่อสร้างจากเดิม 300 วันเศษออกไปเป็น 800 วัน เป็นการกระทำที่มุ่งเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมาหรือไม่

                “ที่สำคัญการเปลี่ยนแนวก่อสร้างนอกจากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่ต้องการป้องกันที่ดินของประชาชนและที่ดินสาธารณะประโยชน์ที่เหลือจากการกัดเซาะของคลื่นแล้วยังเป็นการตัดที่ดินที่เหลือด้านหน้าแนวคันกั้นคลื่น ซึ่งประชาชนเรียกร้องให้ก่อสร้างแนวคนกั้นคลื่นป้องกันการกัดเซาะจนรัฐบาลและ คสช.จัดงบกลางมาดำเนินการก่อสร้าง เมื่อมีการแก้แบบขยับแนวเขตเข้ามาส่งผลให้ที่ดินด้านหน้าแนวคันคลื่นจะถูกกัดเซาะกลายเป็นทะเลไปทั้งหมด จึงผิดวัตถุประสงค์ในการเรียกร้องของประชาชน  นอกจากนี้การดำเนินการที่มุ่งบรรทุกหินด้วยรถบรรทุกพ่วงก็จะดำเนินการในเวลากลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพราะสามารถบรรทุกน้ำหนักเกินได้อย่างเต็มที่  โดยไม่มีป้าย ไม่มีสัญญาณ หรือมาตรการใด ๆ เตือนแม้แต่น้อย ส่งผลให้ประชาชนสองฝั่งถนนได้รับความเดือดร้อน เกิดมลพิษทางเสียงไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน และเกิดอุบัติเหตุต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมากและต่อเนื่อง ผู้รับเหมาดำเนินการบนพื้นฐานผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่คำนึงถึงคุณค่า ความเดือดร้อนและชีวิตของประชาชน  ทางชมรมคนลุ่มน้ำพึ่งพาตนเอง ญาติ ๆ ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจึงสุดที่จะทนกับความไม่โปร่ง ใส่ ไม่เป็นธรรามและพฤติกรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบรวมทั้งผู้รับเหมา  ก่อนหน้านี้ตนยื่นเรื่องให้ ปปช.ตรวจสอบการทุจริตไปแล้วแต่การตรวจสอบยังไม่คืบหน้า ล่าสุดจึงมีการประชุมกำหนดมาตรการ 10 ข้อให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และ คสช.ดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป”.นายไพโรจน์ กล่าวย้ำในที่สุด.

ภาพ/แฟ้มภาพศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช

ข่าว ยุทธนะ เตมะศิริ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค สำนักข่าวทีนิวส์ จ.นครศรีธรรมราช




Suggess News