ทำด่วน! วิธีล้างเครื่องซักผ้า "แบบมืออาชีพ" แหล่งรวมเชื้อโรค อาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ผิวหนัง

Publish 2018-02-25 18:42:04



หากจะกล่าวว่า “เครื่องซักผ้า” เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคก็คงไม่ผิดนะ เพราะเสื้อผ้าเป็นของสัมผัสกับตัวเราย่อมต้องมีสิ่งสกปรกทั้งขี้ไคลและเชื้อโรคต่างๆ ติดมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเป็นเสื้อผ้าคนป่วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะผ่านสมรภูมิทั้งไอ จาม และคราบน้ำเลือด น้ำเหลือง และสารคัดหลั่งในร่างกายจะติดมากับซอกเล็กซอกน้อยของใยผ้าด้วย!

 

การล้างเครื่องซักผ้าจึงเป็นสุขอนามัยที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณต้องการที่จะหลีกเลี่ยงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของเสื้อผ้าเมื่อสวมใส่ ซึ่งสาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มาจากการสะสมของผงซักฟอกที่ตกค้างอยู่ภายในเครื่อง หรืออาจจะมาจากการปนเปื้อนจากเชื้อราในเส้นใยของผ้าที่ซักรวมถึงป้องกันตัวจากเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจตกค้างอยู่ในเครื่องซักผ้า



หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการซักผ้าด้วยผงซักฟอก นอกจากจะทำความสะอาดตัวผ้าแล้วยังช่วยทำความสะอาดตัวถังเครื่องซักผ้าให้ไปด้วยในตัว แต่จริงๆ แล้วคิดผิด คราบตกค้างจากผงซักฟอกที่ละลายไม่หมด หรือคราบเหงื่อไคลอาจจะติดอยู่ตามผนังถังซักด้านในที่เรามองไม่เห็นนี้แหละ หากสะสมไปนานๆ ประกอบกับความชื้น อาจจะก่อให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ง่าย ไม่ดีต่อเสื้อผ้าที่จะซักในครั้งต่อๆ ไปด้วย วันนี้มีวิธีบำรุงรักษาเครื่องเบื้องต้นและวิธีทำความสะอาดถังซักที่เป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรคทั้งหลายมาฝากกัน
 

 

วิธีทำความสะอาดแบบที่ 1 ใช้เบกกิ้งโซดา

วิธีทำความสะอาดถังซักผ้าด้วย ”เบกกิ้งโซดา” ก็ง่ายมากครับ เบกกิ้งโซดาหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปในแผนกเครื่องทำขนม เพียงแค่นำ เบกกิ้งโซดา 1 ถ้วยตวง แล้วใส่น้ำให้เต็มถัง (หรือเลือกระดับน้ำสูงสุด) ปั่นสัก 2-3 นาทีเพื่อให้ผงฟูละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง (ทิ้งไว้หนึ่งคืนก็ได้ กรณีที่ไม่ได้ล้างบ่อยๆ) เสร็จแล้วก็ให้เครื่องทำงานปกติ (ซัก ล้าง ปั่นแห้ง) และเพื่อให้คราบต่างๆ ที่ผงฟูได้ทำปฏิกิริยาไว้หมดไปจากตัวถัง จากนั้นให้เครื่องเดินโดยที่ไม่มีผ้าซัก อีกหนึ่งถึงสองครั้ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้น คราบสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ก็จะถูกชะล้างทำความสะอาดออกไปจนหมดเลย



วิธีทำความสะอาดแบบที่ 2 ใช้น้ำส้มสายชู

สำหรับบ้านไหนที่ไม่ได้ล้างถังซักผ้ามานานและคิดว่ามีรา (โดยเฉพาะถ้าเห็นราสีดำๆ ขึ้นตามขอบยาง) แนะนำให้ใช้ “น้ำส้มสายชู” ประมาณ 2-3 ถ้วยตวงผสมลงในน้ำ เลือกระดับน้ำสูงสุด ปั่นสัก 3 นาทีเพื่อให้น้ำส้มสายชูละลาย แล้วหยุดเครื่องไว้อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เสร็จแล้วก็ให้เครื่องทำงานปกติ (ซัก ล้าง ปั่นแห้ง) และเพื่อให้ราและกลิ่นน้ำส้มสายชูหมดไปจากตัวถัง สุดท้ายให้เดินเครื่องโดยที่ไม่มีผ้าซัก อีกหนึ่งถึงสองครั้ง ก็เป็นที่เรียบร้อย

 

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : healthandtrend , lgblogger



เรียบเรียงโดย

สุริยวงศ์ หิรัญเตโช