พืชร้ายหรือยารักษาโรค !!! "ศ.นพ.ธีระวัฒน์" ไขข้อข้องใจ "กัญชา" ถูกกฏหมาย...พร้อมเปิดสูตรรักษาใช้แทนยาแผนปัจจุบัน ?!?

Publish 2018-08-01 12:23:11


สืบเนื่องจากกรณีที่มติคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้ปลูกกัญชาเพื่อทดลองประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ขณะเดียวกันคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นจึงมีการตั้งคำถามต่อไปว่ากัญชานั้นยังผิดกฎหมายอยู่หรือไม่และประชาชนปกติสามารถปลูกได้หรือไม่ ??และหากสกัดน้ำมันจากกัญชาออกมาแล้วสามารถนำไปรักษาโรคอะไรได้บ้าง

ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติ ปปส.ได้ออกมาไขข้อข้องใจเอาไว้ว่าพืชกัญชายังเป็นยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกับกระท่อม ฝิ่น และเห็ดขี้ควาย ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด 2522  ซึ่งมีโทษทางอาญากับผู้เสพและผู้ครอบครองและไม่มีการอนุญาตให้นำมาใช้ในทางการแพทย์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ต้องเน้นย้ำว่าไม่อนุญาตให้นำมาใช้เสรีหรือการเสพเพื่อความบันเทิง สำหรับการอนุญาตให้ปลูกนั้น รัฐจะเป็นผู้ควบคุมอนุญาตให้โครงการหลวงและโรงงานยาสูบจำกัดการปลูกในแปลงทดลอง เพื่อนำไปทำวิจัย โดยต้องอยู่ในเงื่อนไขของการปลูกเพื่อนำกัญชาไปใช้สนับสนุน หรือทำลองทางการแพทย์เท่านั้น

 



และเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขและกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้ออกมาพูดถึงเรื่องราวของการที่จะนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่จุดเริ่มต้น และการรักษาว่าใช้กับโรคประเภทไหนได้บ้าง 

 

 


ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : ในความจริงแล้วทางด้านรัฐมนตรีมีดำริที่จะนำเรื่องของกัญชา มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เหตุผลเพราะว่ากัญชาจริงๆแล้วก็เป็นสิ่งที่คู่กับคนไทยมาหลายร้อยปี ในขณะเดียวกันก็นำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านและมีสูตรมีตำรับต่างๆ ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์สูตรหรือตำรับของแพทย์แผนไทย เราจะพบว่าตัวยาหรือสารออกฤทธิ์ ที่ปรากฎอยู่ในต่างประเทศที่นำมาใช้กัน และรับรองให้ใช้อย่างถูกต้อง ตรงนั้นก็ตรงกับส่วนประกอบที่อยู่ในต้น ในใบ ในดอก อย่างนี้เป็นต้น และอีกประการหนึ่งก็คือ ในลักษณะของกัญชามันเป็นของที่เรามีอยู่แล้ว และก็สิ่งที่หลายๆคน ไปวิตกกังวลว่าจะต้องมีการวิจัยกันอย่างรุนแรง เข้มข้น ตรงนั้นอยากเรียนให้ทราบว่า แท้จริงแล้วเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนการรักษา เราไม่ได้ตั้งใจที่จะให้กัญชาเป็นยาต้น หรือว่าใช้เป็นยาเดียวในการรักษาภาวะหรือว่าโรคต่างๆ นั่นหมายความว่าเราใช้กัญชาเป็นตัวที่เสริม และควบรวมเข้ากับยาปัจจุบันที่รักษาแล้ว แต่ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าคนไข้หรือคนป่วยที่มีภาวะต่างๆ อย่างที่เรียนให้ทราบ ถ้าตรงนั้นสามารถที่จะทำให้ภาวะหรือโรคนั้นๆ ดีขึ้นจนกระทั่งสามารถลดยาแผนปัจจุบันไปได้ ตรงนั้นก็สามารถจะใช้กัญชา เข้ามาทดแทนและเป็นยาเดียวได้ต่อไป 


ทีนิวส์ : ผู้ป่วยโรคประเภทไหนบ้าง ที่จะได้รับประโยชน์จากกัญชา ? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : ในภาวะหรือว่าโรค อันแรกที่สุดเลยคือโรคของภาวะแข็งเกร็ง ภาวะแข็งเกร็งซึ่งเราก็เห็นทั่วไปเวลาที่มีเส้นเลือดตีบ หรือว่าเส้นเลือดแตก ซึ่งจะมีอาการแข็งเกร่งอาจจะเป็นที่ด้านซีกซ้ายซีกขวา หรือด้านล่างของร่างกาย เช่น ที่มีความผิดปกติทางไขสันหลัง เพราะฉะนั้นลักษณะอย่างนั้นก็มีต้นแบบที่ต่างประเทศศึกษามาอยู่แล้ว ว่าภาวะแข็งเกร่งนั้นที่เกิดขึ้นจากโรคทางสมองอย่างหนึ่ง ซึ่งในลักษณะตรงนั้นจริงๆแล้ว ประเทศเราไม่ได้มีโรคลักษณะอย่างนี้ สามารถใช้คุณสมบัติในการลดการแข็งเกร็งหรือว่าการที่ควบด้วยการบิดของลำตัว ซึ่งเราจะพบในเด็กซึ่งมีสมองพิการ ผิดปกติ และเด็กที่มีสมองพิการเหล่านี้น่าห่วงมาก ประการที่ 2 คือเรื่องของการเจ็บปวดทรมาน ซึ่งในลักษณะตรงนี้เราไม่อยากให้จำกัดอยู่แค่การปวดเจ็บที่เกิดขึ้นจากเส้นประสาทผิดปกติอย่างเดียว หรือว่าภาวะการทรมานที่เกิดขึ้นจากเรื่องของมะเร็ง แต่ว่าลักษณะของการเจ็บปวดทรมานนั้นจริงๆแล้วสามารถที่จะเกิดขึ้นกับภาวะอย่างอื่นยกตัวอย่างเช่น อาจจะมีเรื่องของอาการข้ออีกเสบเรื้อรัง โรคทางร่างกายเรื้อรัง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็น่าจะให้ประโยขน์ได้ โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดคือเรานึกถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ 

 


ทีนิวส์ : อาจารย์มองไปถึงการควบคุม ในการปลูกไหมว่าจะมีโครงการยังบ้าง? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : ตรงนั้นแน่นอน ในคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ที่ต้องเล็งเห็นถึงเรื่องสำคัญที่สุดเลยคือเรื่องของการควบคุม การควบคุมในการใช้ การควบคุมในการจ่าย และก็ในการติดตาม ว่าตกลงแล้วจะได้ประโยชน์ได้ผลอะไร และมีผลข้างเคียง หรือว่ามีผลแทรกซ้อนเอาไปใช้ในทางที่ผิดอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมาก่อน 

ทีนิวส์ :  วิธีการใช้ตัวกัญชาที่เอาไปรักษาโรคต่างๆ จะเป็นวิธีการแบบไหน? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : โดยง่ายที่สุดเพื่อให้มีการใช้ได้อย่างรวดเร็วที่สุดภายในประมาณเดือนพฤษภาคมปีหน้า น่าจะไปอยู่ที่การที่ใช้สารสกัดในรูปของน้ำมันกัญชาซึ่งตรงนี้สามารถที่จะทำได้ง่าย และต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อน ยกตัวอย่างเช่น พวกยาฆ่าแมลงที่เป็นสิ่งปนเปื้อนอยู่ในนั้น ซึ่งในน้ำมันกัญชาตรงนั้น คงจะไม่ให้มีสารตัวเดียวเดี่ยวๆเหมือนอย่างที่เป็นยาที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา ตรงนั้นเราสามารถที่จะควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์อย่างน้อยที่สุด 2 ตัว เราสามารถที่จะควบคุมให้สารออกฤทธิ์ที่อยู่ในน้ำมันกัญชาตรงนั้นไม่ให้มากเกินไปหรือความเข้มข้นมาเกินไป เพราะฉะนั้นเวลาใช้จะเป็นเรื่องของการหยดใต้ลิ้น หรือว่าจะเป็นเรื่องของการสเปรย์ ตรงนั้นเราจะได้สามารถเทียบเคียงกับปริมาณหรือความเข้มข้นของยาหรือสารออกฤิทธิ์ที่ผลิตได้ 

ทีนิวส์ : ยืนยันจริงๆกัญชา ก็มีประโยชน์แต่ต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : ควรจะเป็นอย่างนั้น ที่นี้ในกรณีของที่จะเป็นเรื่องของแพทย์แผนไทยประยุกต์หรือไม่ จริงๆ แล้วไม่ควรจะจำกัดว่าจะต้องเป็นแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเดียว แต่ว่าจริงๆแล้ว ควรจะเป็นเรื่องของแพทย์แผนไทยได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของระบบการควบคุมและมาตรการต่างๆ ดังนั้นก็เหมือนกับที่เราใช้มอร์ฟีนในการฉีดให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งถ้าหากจะมีการควบคุมอย่างนั้นจริงๆแล้วถ้าทำได้ลักษณะอย่างนี้ก็ทำได้เช่นกัน และก็ไม่ควรตื่นตระหนกว่าลักษณะการใช้กัญชาแบบนี้จะเป็นเรื่องที่ส่งเสริมให้ประเทศเป็นการติดกัญชากันทั่วบ้าน เป็นคนละเรื่องกัน ความรุนแรงในการติดก็เป็นคนละเรื่องกันกับเรื่องของยาเสพติดอย่างอื่น 

ทีนิวส์ :สารสกัดน้ำมันกัญชา มันจะให้ออกฤิทธิ์เหมือนกับคนที่ไปเสพกัญชา ที่บอกว่าเสพไปแล้วหัวเราะ สนุกสนานตลอดเวลาเป็นแบบนี้ด้วยไหม? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : จริงๆแล้วเราสามารถที่จะจำกัดสารออกฤทธิ์ที่ทำให้มีภาวะอย่างที่ว่าคล้ายๆเมากัญชา แต่ว่าเราจะพยายามที่จะใช้ในสารออกฤิทธิ์อีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า SPD ซึ่งในสารเป็นตัวที่มีในทางการแพทย์ และทำให้มีสามารถรักษาผ่านทางกระบวนการทางสารเคมีต่างๆ อีกชั้นนึง แต่อย่างไรก็ตามเราไม่อยากตัดสารออกฤิทธิ์ตรงนั้นไปหมด เพราะว่าสารตรงนั้นทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันข้อมูลจนถึงปี 2018 พบว่าสารออกฤทธิ์ทั้ง 2 ตัว และสารออกฤทธิ์ตัวที่ทำให้มีคล้ายๆความสนุกทางอารมณ์เหล่านั้นมีฤทธิ์ในการชะลอโรคได้ด้วยซ้ำ เช่น โรคอัลไซเมอร์ หรือว่า พากินสัน  


ทีนิวส์ : ในกลุ่มของโรคที่เป็นอัลไซเมอร์ หรือ พากินสัน จำเป็นต้องใช้ยาตลอดขีวิตเลยไหม หรือว่าใช้เป็นบางช่วงได้? 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา : โดยแท้จริงแล้วคงมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน ในภาวะแรกคือกรณีของคนไข้ที่เป็นอัลไซเมอร์ หรือว่าพากินสัน คนไข้ที่มีลักษณะกระวนกระวาย หรือว่ามีอาการทางจิต ซึ่งอาการทางจิตตรงนี้อาจจะเกิดขึ้นเองจากตัวโรค หรือว่าเกิดจากภาวะที่ยาปัจจุบันทำให้เกิดผลแทรกซ้อนทำให้เกิดอาการทางจิตหรืออารมณ์ ซึ่งตัวนี้เป็นตัวที่ได้ผลมากที่สุด ประการที่ 2 คือ เราใช้โดยหวังผล แก้ในโรคพากินสันไม่ว่าจะเป็นอาการแข็งเกร็งหรือว่าจะเป็นอาการของสั่นก็ตาม ส่วนในเรื่องของอัลไซเมอร์ตรงนั้นก็พยายามจะใช้ในการชะลอโรคไม่ว่าจะเป็นอัลไซเมอร์หรือว่าพากินสันก็ตาม และประการสุดท้าย ซึ่งต่างประเทศกำลังตื่นเต้นกันมากก็คือ พยายามที่จะใช้ในการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ตรงนี้จะมีคนไข้ที่มีความโน้มเอียงที่จะเป็นเพราะว่าถือครองรหัสพันธุกรรมที่จะทำให้เกิดโรคเหล่านี้อยู่แล้ว



สำหรับกัญชา เป็นการเตรียมต้นกัญชาโดยตั้งใจใช้เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและเป็นยารักษาโรคในทางเภสัชวิทยา องค์ประกอบที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหลักของกัญชา คือ เตตระไฮโดรแคนนาบินอล ซึ่งเป็นสารประกอบหนึ่งจาก 483 ชนิดที่ทราบว่าพบในต้นกัญชา ซึ่งสารอื่นที่พบมีแคนนาบินอยด์อีกอย่างน้อย 84 ชนิด เช่น แคนนาบิไดออล  แคนนาบินอล เตตระไฮโดรแคนนาบิวาริน และ แคนนาบิเจอรอล 

มนุษย์มักบริโภคกัญชาเพื่อผลที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและสรีรวิทยาของมัน ซึ่งรวมถึงภาวะเคลิ้มสุข ความผ่อนคลาย และความอยากอาหารเพิ่มขึ้นผลข้างเคียงไม่พึงปรารถนาบางครั้งรวมถึงความจำระยะสั้นลดลง ปากแห้ง ทักษะการเคลื่อนไหวบกพร่อง ตาแดงและรู้สึกหวาดระแวงหรือวิตกกังวล

ปัจจุบันกัญชาใช้เป็นยานันทนาการหรือยารักษาโรค และเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนาหรือวิญญาณ มีบันทึกการใช้กัญชาครั้งแรกตั้งแต่สหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล นับแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 กัญชาถูกจำกัดตามกฎหมาย โดยปัจจุบันการครอบครอง การใช้หรือการขายการเตรียมกัญชาปรุงสำเร็จซึ่งมีแคนนาบินอยด์ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก สหประชาชาติแถลงว่า กัญชาเป็นยาผิดกฎหมายที่ใช้มากที่สุดในโลก ในปี 2547 สหประชาชาติประมาณการบริโภคกัญชาทั่วโลกชี้ว่าประมาณ 4% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลก (162 ล้านคน) ใช้กัญชาทุกปี และประมาณ 0.6% (22.5) ใช้ทุกวัน

 

 

อ้างอิง ความรู้เรื่องกัญชา , รายการเจาะเนชั่น ,ภาพหอประวัติคณะแพทยศาสตร์จุฬา
 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นางสาวชนุตรา เพชรมูล