4 หมูป่าเฮ ได้สัญชาติไทย ย้อนดูข่าวใหญ่ลืมไปหรือยังอีกคนที่รอคอย

4 หมูป่าเฮ ได้สัญชาติไทย ย้อนดูข่าวใหญ่ลืมไปหรือยังอีกคนที่รอคอย

Publish 2018-08-09 12:02:37


 

     โดนกระแสตีกลับไม่น้อยกรณีน้องๆ นักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี 4 คน ที่ได้รับสัญชาติไทยไปเมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไปได้สร้างกระแส และข้อสงสัยให้ผู้ที่ได้ติดตามเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งอดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับบุคคลไร้สัญชาติคนอื่น ที่ยื่นเรื่องไปแต่กลับเงียบหรืออาจใช้เวลานาน แต่ยังไม่มีแววว่าจะถึงวันได้สัญชาติของพวกเขาเสียที โดยน้องๆ ทีมหมูป่าที่ได้สัญชาติไทย นั้นประกอบด้วย

1.พระวิสารโทภิกขุ หรือ เอกพล จันทะวงษ์ หรือ โค้ชเอก อายุ 25 ปีหนึ่งในทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีที่เคยติดอยู่ในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.-11 ก.ค.ที่ผ่านมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาจนปลอดภัยปัจจุบันบวชอยู่วัดพระธาตุดอยเวา อ.แม่สาย 
2. ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน อายุ 14 ปี
3. ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม หรือน้องมาร์ค อายุ 13 ปี 
4. ด.ช.พรชัย คำหลวง หรือน้องตี๋ อายุ 16 ปี

 

     นายสมศักดิ์ คณาคำ นายอำเภอแม่สาย ให้ข้อมูลว่าในช่วงกลางเดือน ส.ค. นี้จะมีการพิจารณาบุคคลตามมาตรา 7 (ทวิ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 135 ราย กระนั้นปัญหาหลักของพื้นที่คือการให้สถานะบุคคล เพราะมีความสลับซับซ้อนดูเหมือนยุ่งยากตนจึงขอกำลังไปยังทางจังหวัดเพิ่มเติม รวมทั้งมีองค์กรพัฒนาเอกชน 5-6 องค์กรเข้ามาสนับสนุน เพราะมีผู้เข้ามายื่นขอสถานะประมาณ 27,000 ราย มีกลุ่มเด็กที่ต้องตรวจสอบสถานะอีกประมาณ 3,500 ราย รวม 2 กลุ่มก็เป็นจำนวนกว่า 32,000 คนแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 



   

      นายสมศักดิ์ เผยว่าพระโค้ชเอกนั้นได้สัญชาติไทยตามหลักมาตรา 23 ตราพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทย เพราะเกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๑ และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ข้อ ๒ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ 

      ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งยื่นคำขอลงรายการสัญชาติในเอกสารการทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นตามกฎหมาย ว่าด้วยการทะเบียนราษฎรแห่งท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาในปัจจุบัน


ส่วนเด็กๆ อีก 3 คนได้รับตามมาตรา 7 (ทวิ) ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และ(ฉบับที่ 4 ) พ.ศ.2551 คือ กรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีจะพิจารณาและสั่งเฉพาะรายหรือเป็นการทั่วไปให้บุคคลตามวรรคหนึ่งได้สัญชาติไทยก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยซึ่งไม่ได้สัญชาติไทยตามวรรคหนึ่งจะอยู่ในราชอาณาจักรไทยในฐานะใด ภายใต้เงื่อนไขใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและสิทธิมนุษยชนประกอบกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงดังกล่าวให้ถือว่า ผู้นั้นเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง 

ซึ่งก่อนหน้านี้หมูป่าทั้ง 4 คนได้ยื่นขอตามระเบียบไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่เพิ่งมาได้สัญชาติหลังจากเหตุการณ์ถ้ำหลวงจบลง อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปดูข้อมูลทะเบียนราษฎร ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2560 จะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ไร้สัญชาติในไทยนั้นมีมากถึง 875,814 คน  จากจำนวนประชากร 66,188,503 คน ตามสำนักทะเบียบกลาง 
    
ยกตัวอย่างบุคคลที่ยื่นขอสัญชาติแต่ยังไม่ได้ตามที่เคยมีปรากฏเป็นข่าว คือ

นายหม่อง ทองดี อายุ 21 ปี หรือน้องหม่องที่เรารู้จักกันดี หลังจากสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีก่อน เมื่อครั้งนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยให้สัญญากับนายหม่อง ว่าจะช่วยให้ได้สัญชาติไทยโดยเร็ว เพราะเข้าเกณฑ์ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ ด้วยการคว้าอันดับ 3 การแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในตอนนั้นนายหม่องมีอายุ 12 ปี นายหม่อง เกิดที่อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ติดชายแดนไทยเมียนมา สาเหตุที่นายหม่องไม่ได้สัญชาติไทยแต่กำเนิดนั้นเป็นเพราะว่า พ่อแม่ของนายหม่องเป็นแรงงานต่างด้าว มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยยึดอาชีพทำก่อสร้างในตัวเมืองเชียงใหม่ 

     ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2561 นายหม่องได้ไปขอยื่นแบบคำขอให้พิจารณาความจำเป็นให้ต้องมีสัญชาติไทยอีกครั้ง ยังที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ พร้อมแนบใบรับรองทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้หน่วยงานได้ทราบและอัพเดตข้อมูลลงในระบบใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากเอกสารของนายหม่อง นั้นไม่ครบ

ทำให้เรื่องการยื่นขอสัญชาตินั้นต้องพักไป จากประเด็นโซเชียลทั้งหมดเราอยากให้กำลังใจทั้งสองฝ่ายเพราะทุกอย่างนั้นมีเหตุผล และขอเป็นกำลังใจให้กรณีของน้องหม่องให้ได้สัญชาติตามที่หวังโดยเร็ว

 

 

 

 



 

   หลักเกณฑ์การขอแปลงสัญชาติเป็นไทย (กรณีคนต่างด้าวทั่วไป) มี 5 ข้อ 
1.เป็นคนต่างด้าวทั่วไป
2.บรรลุนิติภาวะแล้ว
3.มีความประพฤติดี ผ่านการตรวจประวัติอาชญากรรม
4.มีอาชีพสุจริต และรายได้เป็นหลักแหล่ง
5.มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ใบประจำตัวคนต่างด้าว มีชื่อในทะเบียนราษฎร

ส่วนหลักเกณฑ์ในการขอเปลี่ยนสัญชาติไทยแก่บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ (กรณีเกิดในประเทศไทย) มีด้วยกัน 8 ข้อ
1. รัฐบาลมีนโยบายให้สัญชาติ
2. ไม่ปรากฎหลักฐานการมีและใช้สัญชาติอื่น
3.เกิดและมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรต่อเนื่อง โดยมีชื่ออยู่ในเอกสารทะเบียนราษฎร หรือมีเอกสารทางราชการที่แสดงว่าเกิดในประเทศไทย
4. มีความจงรักภักดีต่อประเทศไทย และเลื่อมใสในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
5. มีความประพฤติดีและไม่มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศไทย รวมทั้งต้องไม่เคยได้รับโทษคดีอาญา ยกเว้นความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ ทั้งนี้หากได้รับโทษในคดีอาญาต้องพ้นโทษมาแล้ว อย่างน้อย 5 ปี
6. ประกอบอาชีพสุจริต
7. เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศ โดยมีผลงานหรือความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อย่างต่อเนื่องในสาขาต่างๆดังนี้ 
    7.1 การศึกษา
    7.2 ศิลปวัฒรธรรม
    7.3 วิทยาศาสตร์และเทตโนโลยี
    7.4 การกีฬา
    7.5 สาขาที่ขาดแคลนภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
    7.6 สาขาอื่นๆตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นควร
8. มีหน่วยงานราชการระดับกรมหรือเทียบเท่ากรมที่เกี่ยวข้องรับรองคุณประโยชน์และผลงาน 

ซึ่งสิทธิของการถือสัญชาติไทยนั้น จะได้รับประโยชน์ต่างๆ ตามข้อกฎหมายของการเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์ ทั้งสิทธิด้านการศึกษา , การรักษาพยาบาลที่ได้ตามกฎหมายที่พึงได้ , การทำงานที่สะดวกมากขึ้นไม่ต้องไปต่ออายุใบอนุญาตอยู่ในประเทศเนื่องจากได้สัญชาติแล้วถือเป็นคนไทยคนหนึ่ง  , การซื้อหรือถือครองทรัพย์สิน เช่น ที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ ที่ง่ายขึ้นเป็นต้น

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย