รองปลัดยธ.ยกคำพิพากษา ถอดแป้งข้าวหมากออกพรบ.สุรา พบละเมิดภูมิปัญญา เหตุยายบุรีรัมย์ จนท.ควรตักเตือนก่อน

Publish 2018-08-16 11:18:21


จากกรณีนางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ได้รับความเดือดร้อนและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดบุรีรัมย์จับกุมบริเวณตลาดนัด ในข้อหาจำหน่ายเหล้าสาโท โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเรียกค่าปรับสูงถึง5หมื่นบาท โดยมีการต่อรองค่าปรับลดลงเหลือ3 หมื่นบาทและลดลงเหลือแค่ 1 หมื่นบาทเพื่อแลกกับการปล่อยตัว โดยเรื่องเกิดขึ้นเมื่อที่ 22 ก.ค. เจ้าหน้าที่สรรพสามิตผู้หญิง 2 คนและผู้ชาย 1 คนเข้ามาจับกุมในข้อหาจำหน่ายสุราสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต



 

 

 

“ตนเองตกใจ อธิบายให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถึงเหตุผลแต่เจ้าหน้าที่ไม่รับฟัง ข่มขู่จะดำเนินคดีมีโทษถึงติดคุก พร้อมเรียกค่าปรับเป็นเงิน 50,000 บาท ตนเองถึงกับเข่าทรุด เพราะไม่มีเงินที่จะมาเสียค่าปรับและกลัวจะติดคุก แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าไม่รู้ว่าการขายข้าวหมากจะผิดกฎหมาย พยายามอ้อนวอนให้เจ้าหน้าที่อะลุ่มอล่วยบ้าง ให้ดูที่เจตนาเนื่องจากเป็นคนหาเช้า กินค่ำ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยินยอม นำตัวไปควบคุมที่สำนักงานกรมสรรพสามิตที่บุรีรัมย์” นางเสน่ห์ กล่าว

 

 

 



 

ด้านนางบุญมณี ป่วงรัมย์ อายุ 42 ปี บุตรสาวนางเสน่ห์ เปิดเผยด้วยว่า วันเกิดเหตุได้มีเพื่อนบ้านโทรไปแจ้งว่าแม่ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ก็ตกใจ รีบไปหาเจ้าหน้าที่แจ้งว่าแม่ขายสาโท ผิดกฎหมายต้องเสียค่าปรับจำนวน 50,000 บาท ไม่เช่นนั้นจะจับเข้าคุก บอกว่าไม่มีเงิน ต่อมาเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวแจ้งว่าลดค่าปรับให้เหลือ3 หมื่นบาท พร้อมทั้งบอกว่าถ้าไปขึ้นศาลจะเสียเวลา ถ้าเสียค่าปรับตอนนี้เรื่องก็จบ

 

 

ล่าสุดวันนี้(16สค.)นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก ธวัชชัย ไทยเขียว  โดยระบุไว้ทั้งหมดดังนี้

 

ผมไม่มีข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงไม่สามารถวิพากษ์ได้ แต่อยากให้ความรู้เป็นการทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

 

ข้าวหมักหรือข้าวหมาก เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีส่วนผสมสำคัญจาก “ลูกแป้งข้าวหมาก” พบมากที่สุดจากหลายๆ ที่ ทำกันอย่างเปิดเผย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ผิดกฎหมายแล้ว เพราะได้แยกลูกแป้งข้าวหมากออกจาก พรบ. สุราแล้ว และส่วนผสมก็มีไม่มาก

 

“ลูกแป้งข้าวหมักหรือข้าวหมาก” จะมีเชื้อราสกุล Mucor sp., Amylomyces rouxii , Rhizopus oryae ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เชื้อราที่เป็นโทษ เชื้อราทำหน้าที่สร้างเอนไซม์อมิเลสออกมาย่อยแป้งในข้าวเหนียวให้เป็นน้ำตาลในช่วงหนึ่ง คือ ๒-๓ วัน หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของยีสต์ ในสกุล Sacchacomyces sp., saccharomycopsis fibuligera , hansenula anomala , Endomycopsis ที่หมักน้ำตาลในข้าวหมากกลายเป็นแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่มาก ลูกแป้งทำข้าวหมากจะให้ความหวานมากกว่าแอลกอฮอล์ไม่เหมือนกับลูกแป้งเหล้า จะให้ แอลกอฮอล์มากกว่าความหวาน

 

 

จำได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีมติ ๘:๖ ให้ถอดแป้งข้าวหมาก ออกจาก พ.ร.บ.สุราฯ ระบุละเมิดภูมิปัญญาชาวบ้าน และการประกอบอาชีพ

 

เนื่องจากคำว่าเชื้อสุรา ตามนิยามของความหมายใน มาตรา ๔ ของ พ.ร.บ.สุรา ระบุให้หมายความว่า แป้งเชื้อสุรา แป้งหมัก หรือเชื้อใดๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุ ของเหลวอื่นแล้ว สามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุราได้ก็ตาม แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า แป้งข้าวหมักมีลักษณะที่ไม่ใช่เชื้อสุราในตัวเอง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น อาหาร ยา

 

ดังนั้น การที่มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า ทำหรือขายเชื้อสุรา ที่มีความหมายรวมถึงแป้งข้าวหมัก จึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ รวมทั้งยังเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งรวมตัวกับเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติด้วย แต่เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรองรับมาตราดังกล่าว จึงไม่สามารถอ้างได้ว่า มาตรา ๒๔ ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๔๖ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๕/๒๕๔๗ (๒๔๔๗, ๔ ตุลาคม) ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๒๑ ตอนที่ ๖๓ ก)

 

 

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว การผลิตและจำหน่ายแป้งข้าวหมักก็สามารถจำหน่ายนอกพื้นที่ที่ยื่นขออนุญาตไว้ได้ เรื่องที่เกรงว่าจะนำไปผลิตสุราเถื่อนนั้น ไม่ต้องห่วงเนื่องจากการผลิตสุรา เถื่อนไม่นิยมนำแป้งข้าวหมักมาใช้ในการผลิตเพราะดูแลยาก อีกทั้งตัวแป้งข้าวหมักจะต้องคอยควบคุม อุณหภูมิและไม่คุ้มต้นทุน และสุราที่ได้จะมีแรงแอลกอฮอล์เพียง ๕ ดีกรี จึงมักนิยมใช้ส่าเหล้ามาผลิต มากกว่า ในส่วนของการผลิตอาหารและยารักษาโรคที่ต้องใช้แป้งข้าวหมักเป็นส่วนผสมในการผลิตนั้น ก็ สามารถใช้แป้งข้าวหมักได้อย่างเสรีโดย“แป้งข้าวหมัก”ไม่เป็น“เชื้อสุรา”ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.๒๔๙๓ แล้วครับ

 

นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า สุราที่น่าสนใจ...!!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ใกล้เคียงกับกรณีนี้ไว้เป็นกรณีศึกษา คือคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙/๒๕๐๙ เจ้าพนักงานสรรพสามิตจับจำเลยพร้อมด้วยของกลางคือข้าวหมักผสมสีอินดิโก ๑ โอ่ง ปริมาณ ๗๐ ลิตร กรรมวิธีในการทำใช้ข้าวเหนียวกับลูกแป้งเชื้อสุราหมักทิ้งไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงเอาสีผสมที่จำเลยใช้ย้อมผ้าเป็นสีครามของกลางรายนี้มีสีผสมอยู่ สรรพสามิตอำเภอเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าไม่ทราบว่าข้าวหมักผสมสีอย่างรายของจำเลยจะมีคนเอามาดื่มกินหรือไม่ กรมวิทยาศาสตร์ชี้แจงผลการพิจารณาตัวอย่างที่กรมสรรพสามิตนำส่งและที่เจ้าหน้าที่กรมวิทยาศาสตร์ไปเก็บตัวอย่างมาพบว่ามีสีอินดิโก (indigo) ผสมอยู่ทุกตัวอย่างอาจใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุรา ถ้าผู้บริโภคไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมจะเป็นพิษอันตรายหรือไม่ เพียงใด ของกลางที่จับได้จากจำเลยเป็นข้าวหมักผสมสีอินดิโก เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตไม่แน่ใจว่าจะดื่มได้อย่างสุราธรรมดา ทั้งไม่ทราบว่าจะมีคนเอามาดื่มกินกันหรือไม่ ตามความเห็นของกรมวิทยาศาสตร์ปรากฎชัดอยู่ว่าข้าวหมักผสมสีอินดิโกใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุราเฉพาะผู้บริโภคท่ีไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมว่าจะเป็นพิษอันตรายเท่านั้นโดยเหตุนั้นของกลางในคดีนี้จึงมิใช่สุราตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง

 

ส่วนการผลิตข้าวหมักหรือข้าวหมากขาย ซึ่งไม่ใช่เป็นผลิตแป้งข้าวหมากนั้น ยอมรับว่า ผมไม่มีความรู้ว่าชาวบ้านต้องไปขออนุญาตอย่างไรหรือไม่ แต่ถ้ามี...ขั้นตอนแรกควรสร้างความรู้ความเข้าใจ และตักเตือนก่อน แล้วให้ไปทำเสียให้ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วย ถ้าไม่ทำและยังฝืนกฎหมายทำต่อ จึงค่อยบังคับใช้กฎหมายกันต่อไปดีไหมครับ

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : ธวัชชัย ไทยเขียว


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศิริพงษ์ หนูแก้ว