ต้องมนต์เสน่ห์ ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน เพราะ ที่นี่ เบตง

ต้องมนต์เสน่ห์ ใต้สุดแดนสยาม เมืองงามชายแดน เพราะ ที่นี่ "เบตง"

Publish 2018-08-30 16:18:21


 

    "ยะลา" จังหวัดใต้สุดของประเทศไทย 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่หลายคนอาจจะได้ยินเพียงแต่เหตุการณ์ ที่เกิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ แต่เมื่อได้เดินทางไปแล้วสิ่งที่สัมผัสได้ ไม่ใช่ความน่าวิตกกังวล แต่กลับเป็นความสวยงามของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะที่ อำเภอเบตง  ซึ่งตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี สภาพแวดล้อมของเมืองเบตงถูกโอบล้อมด้วยหุบเขา พื้นที่่ทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 ฟุต อำเภอเบตง ยังอยู่ห่างจากชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย เพียง 7กิโลเมตร ทำให้อำเภอเบตง เป็นเมืองเศรษฐกิจของจังหวัด เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  อำเภอเบตง ยังเป็นเมืองหน้าด่านที่มีการนำสินค้าเข้า ออกไปยังท่าเรือน้ำลึกปีนังของประเทศมาเลเซีย 

 

    อำเภอเบตง แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิม เชื้อสายมลายา ต่อมามีชาวจีนอพยพเข้ามาที่อำเภอเบตงเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมประเพณี  แต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สร้างสีสันให้อำเภอเบตงได้อย่างกลมกลืน 

 

    สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอเบตงนั้น มีทั้งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์  แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งที่อยู่ในตัวอำเภอเบตง และนอกเมือง เรียกได้ว่าใครที่เดินทางไปอำเภอเบตง ต้องไม่พลาดสถานที่ท่องเที่ยว ที่เป็นไฮไลท์ เริ่มจากเส้นทางจาก ตัวเมืองยะลา มาตามเส้นทางทางหลวงหมาย 410 เราจะพบกับ "อุโมงค์ปิยะมิตร"

 

 

 

 

 

    เป็นอุโมงค์ประวัติศาสตร์ของการรบของโจรคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2519 ตั้งอยู่บ้าน ปิยะมิตร ตำบลตะเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีความยาวของอุโมงค์ประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ก่อนมีทาง ออก 9 ทาง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 6 ทาง และได้รับการปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้กับบุคคลทั่วไปเข้าเยี่ยมชม   เปิดบริการให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00 - 16.30 น. มีค่าเข้าชม คนไทย 40 บาท   การท่องเที่ยวอุโมงค์ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง มีการติดตั้งไฟฟ้าตลอดแนวอุโมงค์

 

 

    อากาศภายในเย็นสบายไม่อึดอัด บริเวณทางเข้าสองข้างทางเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาพันธุ์ และมีแอ่งน้ำที่ไหลมาจากภูเขา ด้านนอกอุโมงค์ซึ่งเคยเป็นลานฝึกทหารจัดให้มีนิทรรศการแสดงภาพและเรื่องราวประวัติศาสตร์ รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในป่า นอกจากนี้ ยังมีเห็ดและยาสมุนไพรจากป่าจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว อุโมงค์ปิยะมิตร  เป็นอุโมงค์ที่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรืออดีตกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มลายา สร้างขึ้นเป็นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เขต 2 เมื่อปี พ.ศ. 2519 ใช้หลบการโจมตีทางอากาศและสะสมเสบียง การสร้างใช้กำลังคน 40 - 50 คน ขุดเข้าไปในภูเขา และใช้เวลาเพียง 3 เดือน จึงแล้วเสร็จ อุโมงค์มีความกว้าง 50-60 ฟุต ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถจุคนได้เกือบ 200 คน มีทางเข้าออกทั้งหมด 9 ทาง เชื่อมต่อถึงกันหมด ปัจจุบันเหลือ 6 ทาง ภายในมีสถานีวิทยุของ จคม. ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง มีซอกมีมุมให้เลี้ยวลัดเลาะ ด้านบนเป็นป่ารกมีต้นไม้ใหญ่มากมายปกคลุม ยากแก่การค้นหาและถูกค้นพบโดยทหารฝ่ายรัฐบาล

 

 

 

 

 

    สวนดอกไม้เมืองหนาว อยู่ในบริเวณหมู่บ้านปิยะมิตร 2 ซึ่งห่างจากหมู่บ้านปิยะมิตร 1 ประมาณ 9 กิเมตร เป็นโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่บนเขา มีอากาศเย็นสบาย มีแปลงทดลองปลูกไม้ดอกหลายประเภท เช่น ดอกฮอลีฮ้อค ดอกแอสเตอร์ ซึ่งมีสีสันสวยงาม ปัจจุบันทางโครงการมีบ้านพักไว้ให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

 

    ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จุดชมทะเลหมอก  ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เขาไมโครเวฟ กิโลเมตรที่ 32 มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต ซึ่งจากระดับน้ำทะเลระดับนี้สามารถมองเห็นทะเลหมอกได้อย่างสวยงามและเห็นหมอกที่จับตัวกันเป็นชั้นหนา เต็มผืนฟ้า ล่องลอยอยู่ตรงหน้า ที่สำคัญสามารถมองเห็นได้ตลอดทั้งปี   รวมถึงมีจุดถ่ายภาพชมวิวที่หลากหลาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้บันทึกภาพแห่งความประทับใจ

 

 

 

 

 

 

    ปัจจุบัน นายดำรง ดีสกุล นายอำเภอเบตง เร่งพัฒนาให้จุดชมทะเลอัยเยอร์เวง  เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ในพื้นที่เมืองต้นแบบเศรษฐกิจสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยื่น โดยคณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวงให้กลายเป็นจุดชมวิวในรูปแบบ Sky Walk ที่ยาวที่สุดในเอเชีย ด้วยการอนุมัติงบประมาณพัฒนาจำนวนเงิน 91ล้าน บาท และงบประมาณในการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเส้นทางขึ้นจุดชมวิวทะเลหมอกอัยเยอร์เวง  คาดว่าปี 2563 จะเสร็จพร้อมใช้งานได้จริงโดยมีทางเดินออกไป 50 เมตร และเป็น Sky Walk ที่ยาวที่สุดในเอเชีย





    สำหรับปีที่ผ่านมีนักท่องเที่ยวประมาณ 200,000 คน สำหรับปีนี้ 10 เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวถึง 260,000 คน คาดว่าสิ้นปีนี้จะสูงถึง 300,000 คน เพราะนักท่องเที่ยวไทยหันมาเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากเชื่อมั่นในความปลอดภัย รวมถึงสถานการณ์ในพื้นที่ลดลงเนื่องจากมาตรการ การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ลดลง รวมถึงกระแสโซเชียลที่มีการแชร์ทำให้คนหันมาท่องเที่ยวและเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนในพื้นที่อีกด้วย

 

    สำหรับแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเบตง ที่ถือว่าเป็นแลนด์มาร์ค ใครไปถึงเบตง ก็ต้องไปแชะภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะที่นี่มี ตู้ไปรษณีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยนายสงวน จิรจินดา นายกเทศมนตรีเทศบาลเบตงคนแรก

 

 

 

    และเป็นอดีตนายไปรษณีย์โทรเลข ได้เห็นว่าอำเภอเบตงอยู่ห่างไกล มีการติดต่อสื่อสารใด ๆ ไม่ได้เลยนอกจากทางจดหมาย ครั้นเมื่อเกษียนในปี พ.ศ.2482 จึงได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกเทศบาลตำบลเบตง และได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีคนแรก จึงได้สร้างตู้ไปรษณีย์ขึ้นในปีนั้น ด้วยการใช้รูปแบบตู้ไปรษณีย์จากสิงคโปร์แต่มีขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้สามารถเก็บวางเครื่องขยายเสียงและลำโพงที่มีขนาดใหญ่ในส่วนบนของตู้ สำหรับกระจายเสียงประชาสัมพันธ์ เป็นหอกระจายข่าวให้ประชาชน ที่มาจับจ่ายซื้อของบริเวณนั้น ที่เป็นสี่แยก ก่อนจะมีหอนาฬิกาใจกลางเมืองเบตงในเวลาต่อมา ปัจจุบันมีการสร้างตู้ใบใหม่ที่มีขนาดใหญ่เป็น 3.5 เท่าในบริเวณศาลาประชาคม ถือเป็นตู้ไปรษณีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน ตู้ทั้งสองใบสามารถใช้ส่งจดหมายได้

 

    อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กมีความยาวตลอดอุโมงค์ ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2544 อำเภอเบตงได้ก่อสร้างอุโมงค์แห่งนี้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาในการขนส่งระหว่างชุมชนเมืองในปัจจุบันกับชุมชนเมืองใหม่ ซึ่งภายในอุโมงค์มีการติดไฟสวยงาม  และหากยังจำได้ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการก้าวคนละก้าว เบตง-แม่สาย  อีกด้วย

 

 

 

 

 

    หอนาฬิกาเมืองเบตง หอนาฬิกาเป็นสิ่งก่อสร้างอันเก่าแก่ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองเบตงมายาวนาน เปรียบเป็นสัญลักษณ์ที่ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของเมือง ทำการก่อสร้างด้วยหินอ่อน ในยามเย็นจะเห็นฝูงนกนางแอ่นนับหมื่นตัวมาเกาะอยู่รอบ ๆ สายไฟบริเวณหอนาฬิกาจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่หอนาฬิกา

 

    ด้วยเหตุนี้เอง "เบตง" จึงเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวที่มีมนต์ขลังอยู่ไม่น้อย การมาเที่ยวเบตงนั้นไม่ต่างอะไรกับการได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ดีๆสักเล่ม ผ่านเรื่องราวที่ได้ถ่ายทอดมาแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ทุกสถานที่ ทุกแห่งหน ล้วนแล้วแต่มีเรื่องราวขับขานที่ทรงคุณค่า พร้อมกับการได้ถูกโอบกอดด้วยสุนทรียรสแห่งธรรมชาติ และทะเลหมอกอันตระการตา ด้วยเสน่ห์ของ "ใต้สุดแดนสยาม" นี้เอง เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองแล้วสักครั้งหนึ่ง คงจะไม่ง่ายนักที่จะไม่มีครั้งต่อไป ในฉบับต่อไปเราจะพาทุกท่านไปพบกับอาหารอันโอชะ  ที่เราได้มีโอกาสลิ้มรสและไม่ลืมที่จะบอกต่อ พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดี

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ