ย้อนไทม์ไลน์ ปมฆ่านักธุรกิจสาว ไฮโซเชอรี่ สังคมสลดหลังมือสังหารรับสารภาพ

ย้อนไทม์ไลน์ ปมฆ่านักธุรกิจสาว "ไฮโซเชอรี่" สังคมสลดหลังมือสังหารรับสารภาพ

Publish 2018-09-02 13:37:50


 

     จากเหตุการณ์ฆาตกรรมโหดไฮโซสาวเชอรี่ หรือ น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ วัย 39 ปี เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมาโดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย ได้รับแจ้งว่าพบศพหญิงสาวถูกทำร้ายอยู่ภายในห้องพักโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ในพื้นที่เขตลาดพร้าว จึงรีบเข้าไปดูยังจุดเกิดเหตุ โดย พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผกก.สน.โชคชัยตำรวจฝ่ายสืบสวน ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมแพทย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ห้องพักชั้น 7 พบศพไฮโซเชอรี่ สวมชุดสีฟ้า นั่งอยู่ขอบเตียง 
สภาพศพพบบาดแผลถูกตีที่ศีรษะจนยุบ บนเตียงยังพบไม้เบสบอลเปื้อนเลือด ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังพบว่า รถเบนซ์รุ่นอี 220 ของผู้ตายนั้นได้หายไป

 

 

      โดยหลังจากการสืบสวนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเบาะแสภาพจากกล้วงวงจรปิดของวันที่ 26 ก.ค. ขณะไฮโซเชอรี่ กับชายคนสนิท นายอัศยา ชัยภา หรือโก้ วัย 33 ปี เข้าไปพักในโรงแรม แห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายวันกล้องวงจรปิดของโรงแรมได้จับภาพนายโก้ เดินออกมาจากห้องเพียงลำพัง ไร้เงาไฮโซเชอรี่เดินออกมาด้วย จากการสอบปากผู้ที่อยู่บริเวณโรงแรมแห่งนี้มักเห็นไฮโซเชอรี่และนายโก้ มาพักอยู่บ่อยครั้งซึ่งเกือบทุกครั้งทั้งสองจะมีปากเสียงกันอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีใครกล้าห้ามเพราะเป็นเรื่องของทั้งสอง จากคำให้การพยานแวดล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมุ่งเป้าไปที่นายโก้ หนุ่มคนสนิดไฮโซสาว

 

 

 



 

        นายโก้ถือว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ดูแลบัญชีต่างๆ ของไฮโซเชอรี่ จะคอยดูแลทรัพย์สินต่างคอยช่วยไฮโซเชอรี่ระหว่างเข้ามาตรวจงานบริษัททำให้พนักงานคุ้นตากับภาพไฮโซเชอรี่กับนายโก้เวลาอยู่ด้วยกัน จึงไม่มีใครคิดว่านายโก้จะกล้าลงมือฆ่าไฮโซเชอรี่ได้ลงคอ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังมุ่งเป้าการฆ่าครั้งนี้ว่านายโก้นั้นมีประวัติติดหนี้พนันอาจเป็นสาเหตุในการฆ่าเนื่องจากต้องการเงินทั้งทรัพย์สินบางส่วนยังหายไปเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงออกหมายจับนายโก้ 

 

 

    ทั้งนี้นายโก้ได้ทำการหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชาโดยใช้รถของไฮโซเชอรี่ขับหลบหนีและจอดทิ้งไว้ที่ตลาดชายแดนไทยกัมพูชา ก่อนที่ภาพของนายโก้ จะปรากฎขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ในกล้องวงจรปิดโรงแรมแห่งหนึ่งในประเทศกัมพูชาพร้อมชายอีกคนโดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่าชายอีกคนเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา เพื่อให้ช่วยติดตามตัวมาดำเนินคดี 

 

 

        จนล่วงเลยมาถึงวันที่ 31 ส.ค. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการคุมตัวนายโก้ และน้องชายผู้พาหลบหนีไปด้วย ทั้งคู่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่บริเวณทะเลสาบโตนเลสาบ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศกัมพูชาได้ส่งตัวทั้งสองกลับประเทศไทยในช่วงค่ำของวันที่ 31 ส.ค. 2561 โดยคุมตัวนายโก้ และน้องชายขึ้นเฮลิคอปเตอร์ มาดำเนินคดียังฝั่งไทยต่อไป



 

     นายโก้และน้องชายมีอาการเครียดตลอดเวลาการนำตัวมายังฝั่งไทยอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงฝั่งไทยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนนายโก้ทันที โดยมูลเหตุของการฆ่าในครั้งนี้เกิดจากไฮโซเชอรี่เกิดระแวงว่านายโก้จะนำรถยนต์ที่เพิ่งซื้อไปให้ภรรยาเก่าใช้ ทั้งที่นายโก้ระบุว่าจะนำไปให้แม่ตนใช้ แต่ไฮโซเชอรี่ไม่เชื่อ และในวันลงมือฆ่านั้นนายโก้นำรถยนต์ไปให้พ่อแม่ ทำให้ไฮโซเชอรี่ไม่พอใจอย่างหนักจึงเกิดปากเสียงกันรุนแรงทั้งไฮโซเชอรี่ยังด่าหยาบถึงแม่ตน

 


 
       จึงบันดาลโทสะใช้ไม้เบสบอล ที่ทั้งสองซื้อมาเพื่อหวังป้องกันตัวเวลามีภัย ฟาดไฮโซเชอรี่ 3 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเข้าไปดูจนพบว่าไฮโซเชอรี่เสียชีวิตแล้ว ในตอนแรกนายโก้คิดฆ่าตัวตายตัดปัญหาไปแต่ฉุกคิดนึกถึงลูกและพ่อแม่จึงเปลี่ยนใจ และเดินทางไปหาน้องชาย ในเวลาต่อมา ก่อนน้องชายจะพาหลบหนี สำหรับตัวน้องชายไม่มีส่วนในการฆ่าแต่อย่างใด นายโก้ยังยืนยันว่าสาเหตุในการฆ่าไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแน่นอน

 

     ด้านนายโก้ยังกล่าวอีกว่าหลังจากคบหากับไฮโซเชอรี่มาได้ 1 ปี ตนรู้อยู่ตลอดเวลาว่าครอบครัวฝ่ายหญิงนั้นไม่ชอบตน และเรื่องอื่นที่สะสมจนถึงจุดที่อึดอัดเก็บไม่ไหวประกอบที่ทะเลาะกับไฮโซเชอรี่ทุกวันจนตนนั้นเก็บไม่ไหวระเบิดออกมา

 

คดีฆ่านักธุรกิจสาวไฮโซเชอรี่ถือเป็นอีกคดีที่ลงท้ายด้วยเลือดเพียงใช้โทสะในการตัดสินปัญหา จนลืมนึกถึงทางออกอื่นจนกลายเป็นความสูญเสียในเวลาต่อมา แม้ผู้ลงมือจะคิดได้ในภายหลังแต่ก็สายไปเสียแล้ว

 

ขอบคุณภาพจาก freshnewsasia

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย