น้ำมากสุดในรอบ 37 ปี!ผอ.เขื่อน เตือนรับมือ เตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น(รายละเอียด)

Publish 2018-09-12 14:45:25



จากกรณีที่ เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ได้ทำการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาอีกวันละ 6 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมระบายวันละ 22 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 7 – 13 กันยายน 2561 ล่าสุดได้เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระหว่างวันที่ 14 – 30 กันยายน 2561 ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เขื่อนฯ เปิดใช้งานมาในรอบ 37 ปี

 

 

นายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ ระบุถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบันระดับน้ำ 176 เมตร 43 เซนติเมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปริมาณที่กักเก็บ 16,286.53 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91.78% ของปริมาณกักเก็บปกติ โดยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ยังไม่มีแนวโน้มลดลง และเพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำไม่ให้สูงเกินเกณฑ์ควบคุม กฟผ.เขื่อนศรีนครินทร์ จึงขอเพิ่มปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาจากวันละ 28 ล้าน ลบ.ม.เป็นวันละ 32 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่วันที่ 14-30 ก.ย.61 มวลน้ำก้อนแรกเริ่มจากเขื่อนศรีนครินทร์ จะไปถึงเขื่อนท่าทุ่งนาใช้เวลาประมาณ 5 ชม. และจากเขื่อนท่าทุ่งนา ไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณ 9 ชม. จะใช้เวลาประมาณ 14 ชม. จะเดินทางไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี

 

 

การที่เขื่อนศรีนครินทร์จะปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มเป็น 32 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ถือว่าเป็นการระบายน้ำในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เขื่อนศรีนครินทร์เปิดใช้งานมา ซึ่งการปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ก็จะทำแบบขั้นบันไดเช่นกัน แต่จะไม่ปรับเพิ่ม 4 ล้าน ลบ.ม.ในวันเดียว โดยจะค่อยๆ ปรับขึ้น 1-2 ล้าน ลบ.ม./วัน ทั้งนี้ในช่วงวันเวลาดังกล่าวจะมีการประเมินสถานการณ์น้ำ และหากมีการปรับแผนการระบายน้ำจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน

 

 

ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแควน้อย โดยภาพรวมระดับน้ำยังคงทรงตัว และบางจุดลดลงบ้างเล็กน้อย ส่วนลุ่มน้ำแควใหญ่ โดยภาพรวมระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างช้าๆ ซึ่งทั้งลำน้ำแควน้อยและแควใหญ่ปริมาณน้ำที่ทั้ง 2 เขื่อนระบายเพิ่มขึ้น ยังไม่ล้นตลิ่งแต่อย่างใด แต่จะมีเพียงพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวตลิ่งเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

 

 



ด้าน นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 14-30 กันยายน ขอให้หน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่อาจได้รับผลกระทบให้เตรียมขนย้ายสิ่งของ เตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

 

 

สำหรับปริมาณน้ำที่เขื่อนศรีนครินทร์ จะระบายน้ำเพิ่มเป็น 32 ล้าน ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถือว่าเป็นการระบายน้ำในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เขื่อนศรีนครินทร์เปิดใช้งานมา ในรอบ 37 ปี ซึ่งการปรับเพิ่มการระบายน้ำในครั้งนี้ก็จะทำแบบขั้นบันไดเช่นกัน แต่จะไม่ปรับเพิ่ม 4 ล้านลูกบาศก์เมตร ในวันเดียว โดยจะค่อย ๆ ปรับขึ้น 1-2 ล้าน ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

 



นอกเหนือจากน้ำในเขื่อนที่เราต้องเฝ้าระวังแล้ว เราก็ต้องดูสภาพอากาศกันด้วย เพราะตอนนี้มีรายงานว่าจะมีพายุเข้ากระทบไทยทำให้มีฝนเพิ่ม ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา"พายุ “บารีจัต” (BARIJAT) " ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 12 กันยายน 2561เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (12 ก.ย. 61) พายุโซนร้อน “บารีจัต” (BARIJAT) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะฮ่องกง และเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 13-14 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 13-18 กันยายน 2561 ไว้ด้วย จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น.

 

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 12 กันยายน 2561 - 18 กันยายน 2561 การคาดหมายลักษณะ ในช่วงวันที่ 12 – 18 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 12 – 14 และ 17 – 18 ก.ย. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะฮ่องกงในช่วงวันที่ 13-14 ก.ย. 61 และเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ตอนใต้ของเกาะไต้หวัน และเกาะฮ่องกงในช่วงวันที่ 14-16 ก.ย. 61 ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุอยู่บริเวณดังกล่าว

ในช่วงวันที่ 12 – 18 ก.ย. 61 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง อนึ่ง พายุโซนร้อน “บารีจัต” (BARIJAT) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะฮ่องกง และเกาะไหหลำ ประเทศจีนในช่วงวันที่ 13-14 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังบริเวณเกาะไหหลำ สำหรับพายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MUNGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์และตอนใต้ของเกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบนและขึ้นฝั่งบริเวณเกาะฮ่องกงและชายฝั่งด้านตอนใต้ของประเทศจีน แล้วผ่านเกาะไหหลำ และประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังบริเวณประเทศเวียดนาม

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 12 – 14 และ 17 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 15-16 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 12 – 14 และ 17 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 15-16 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 12 – 14 และ 17 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 15-16 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก    ในช่วงวันที่ 13 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย. 61ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) ในช่วงวันที่ 13 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย. 61ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 13 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 16-18 ก.ย. 61ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 13 – 18 ก.ย. 61 มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 17-18 ก.ย. 61ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส

 



เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย